คนกรุงเทพรู้จักรถไฟฟ้า BTS ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 โดยมีกลุ่มบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ

จากนั้นในปี 2547 คนไทยก็ได้รู้จักอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่คือ “รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT” ที่มีจุดเชื่อมต่อกับ BTS จำนวน 3 จุดคือสถานี ศาลาแดง, อโศก และหมอชิต 

จากนั้นทั้ง 2 ขบวนรถไฟฟ้าก็มีส่วนต่อขยายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ BTS ต่อขยายจากอ่อนนุช-สำโรง และวงเวียนใหญ่-บางหว้า ส่วน MRT ก็เปิดเส้นทางจากเตาปูน ถึง คลองบางไผ่ 

ทำให้สิ้นปี พ.ศ. 2561 มีระยะทางรวมกัน  82.3 กิโลเมตร และทำให้อัตราการโดยสารด้วยรถไฟฟ้าของคนกรุงเทพและปริมณฑลเติบโตแบบก้าวกระโดด

จากข้อมูลของบริษัท BEM ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ระบุว่าเมื่อสิ้นปี 2556 ผู้โดยสารทั้ง BTS และ MRT มีผู้ใช้บริการรวมกัน 760,458 เที่ยว/วัน

ตัวเลขล่าสุดเมื่อสิ้นปี 2561 มีจำนวนเที่ยวโดยสารทั้ง 2 รถไฟฟ้ารวมกันคือ 956,582 เที่ยวต่อวัน

 

การต่อขยายของรถไฟฟ้าทั้ง 2 แบรนด์ทำให้จำนวนผู้โดยสารต่อวันเพิ่มขึ้นถึง 2 แสนเที่ยว/วัน 

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ถึงเส้นทางรถไฟฟ้าจะขยายเพิ่มมากขึ้น ที่มาพร้อมจำนวนเที่ยวโดยสารที่เติบโตขึ้นทุกวัน

แต่หากลองเปรียบเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านทั้งโตเกียวและสิงคโปร์ การโดยสารรถไฟฟ้าของคนไทยยังน้อยอยู่มาก เมื่อนำระยะทางมาเทียบกับจำนวนประชากร

ในปี 2560 กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนประชากรรวมกัน 10.8 ล้านคน และมีความยาวของรถไฟฟ้ารวมกันทุกระบบ 110.8 กิโลเมตร คิดเป็นอัตราส่วนครอบคลุมพื้นที่รองรับการโดยสารเพียง 10% เท่านั้น

โตเกียวมีจำนวนประชากร 13.8 ล้านคน มีความยาวของรถไฟฟ้า 579.8 กิโลเมตร คิดเป็นอัตราส่วนครอบคลุมพื้นที่รองรับการโดยสารสูงถึง 42%

สิงคโปร์มีจำนวนประชากร 5.8 ล้านคน มีความยาวของรถไฟฟ้า 228.4 กิโลเมตร คิดเป็นอัตราส่วนครอบคลุมพื้นที่หรือรองรับผู้โดยสารสูงถึง 46%

ดูตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ณ ปัจจุบัน เราจะเห็นภาพชัดเจนว่ารถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังห่างไกลจากเมืองใหญ่ๆ ของประเทศในเอเชีย 

แต่ใช่ว่ารถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ จะไม่คิดก้าวตามให้ทันโตเกียว, ฮ่องกง และสิงคโปร์ เพราะยังมีโครงการรถไฟฟ้าอีก 12 สาย ที่เตรียมจะเปิดให้บริการในอนาคต

ทั้งที่อยู่ในช่วงเตรียมเปิดให้บริการในปีนี้ และอยู่ช่วงระหว่างก่อสร้างจนไปถึงมีแผนที่จะก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ระยะทางรวมกันยาวถึง 515 กิโลเมตรเลยทีเดียว

โดยมีการคาดการณ์ว่า 12 สายนี้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทุกสายในช่วงปลายปี พ.ศ. 2580 

ซึ่งนั่นจะทำให้รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลทุกระบบมีระยะทางรวมกันประมาณ 625 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดได้ถึง 45-47% เลยทีเดียว

ทำให้โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลวิเคราะห์ว่า เมื่อถึงปี พ.ศ. 2580 คนกรุงเทพและปริมณฑลจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสูงถึง 25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 12.5% เท่านั้น

ซึ่งนั่นแปลว่าอัตราส่วนการใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางน่าจะลดน้อยลงไปด้วย แต่หากดูข้อมูลเบื้องหลังจะพบว่า คนกรุงเทพไม่น่าจะใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง 

หากยังจำกันได้ในช่วงที่รถไฟฟ้า BTS เปิดบริการช่วงปลายปี พ.ศ. 2542 พร้อมกับประกาศว่าจะมีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT

กรมการขนส่งทางบกเชื่อว่าจะเป็น “จุดเปลี่ยน” การจราจรในกรุงเทพฯ ที่เวลานั้นมีการให้ข้อมูลว่าคนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนท้องถนนอยู่ที่ 40-45 ชั่วโมงต่อปี

แต่ความจริงวันนี้ เมื่อ BTS, MRT, BRT และ “แอร์พอร์ตลิงก์” เปิดให้บริการพร้อมขยายเส้นทาง เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันคนไทยใช้เวลาเฉลี่ยอยู่บนท้องถนนนานขึ้นกว่าเดิมคือ 56 ชั่วโมงต่อปี

ปัญหาหลักๆ ก็คือปริมาณรถยนต์บ้านเรายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ในปี พ.ศ. 2558 มีจำนวนรถจดทะเบียนทุกประเภทรวมกัน 2.62 ล้านคัน มาถึงปี พ.ศ. 2560 มีรถจดทะเบียนมากถึง 2.93 ล้านคัน และจำนวนรถที่เกิดขึ้นใหม่บนท้องถนนส่วนใหญ่คือพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ภาพฝันที่จะเห็นคนในกรุงเทพฯ ใช้รถส่วนตัวน้อยลงแล้วหันมาใช้รถไฟฟ้าเหมือนใน “โตเกียว” ประเทศญี่ปุ่น ที่มีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินสูงถึง 3.2 ล้านล้านเที่ยวต่อปี

ในขณะที่ผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT และ BTS รวมกัน ณ วันนี้มีจำนวน 349 ล้านเที่ยวต่อปี

เป็นตัวเลขที่ห่างไกลกันคนละชั้น แม้ประชากรกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีจำนวนน้อยกว่าคนญี่ปุ่นในโตเกียว ถึง 3 ล้านคน รวมไปถึงระยะทางความยาวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ที่เปิดให้บริการ ณ วันนี้ยังน้อยกว่ารถไฟฟ้าใต้ดินที่โตเกียวถึง 468 กิโลเมตรก็ตาม

จึงน่าคิดเหมือนกันว่าเมื่อถึงปี พ.ศ. 2580 ที่รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลวิ่งเต็มระยะจะมีเส้นทางยาว 625 กิโลเมตร ซึ่งยาวกว่า “โตเกียว” ในประเทศญี่ปุ่น

ค่าเฉลี่ยคนไทยที่ใช้เวลาบนท้องถนนจะน้อยลงกว่าสถิติเดิมที่ทำไว้คือ 56 ชั่วโมงต่อปีหรือไม่? 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer