ในช่วงเวลายากลำบากนี้ วัคซีนเป็นสิ่งที่ขาดแคลนอย่างมาก และเป็นการแข่งกับเวลา ทำให้ทุกประเทศในโลกเร่งผลิตวัคซีนให้ได้มากที่สุด ซึ่งซีพีทำธุรกิจด้านเวชภัณฑ์มากว่า 20 ปีในประเทศจีน รวดเร็ว และมองการณ์ไกล เข้าซื้อหุ้น Sinovac Life Sciences บริษัทผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่ชื่อว่า CoronaVac จากประเทศจีน เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ธันวาคม 2563 ในจำนวนเงิน 515 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15,427.85 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเข้าไปถือหุ้น 15.03% ในบริษัท Sinovac Life Sciences เพื่อขยายกำลังการผลิตให้ประชากรโลกเข้าถึงยาได้มากขึ้น นอกจากบริษัทซีพีแล้วยังมีกองทุนของจีน “แอดวานซ์เทค แคปปิตอล” และกองทุนของสหรัฐฯ ”วีโว่ แคปปิตอล” ที่ได้ร่วมลงทุนกับซิโนแวค ไลฟ์ ไซเอนซ์ โดยเข้าเป็นผู้หุ้นส่วนบริษัทละ 6.3%
.
การเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ กลุ่มซีพีซื้อหุ้นในนามของกลุ่ม CP Pharmaceutical Group ดำเนินธุรกิจยาในประเทศจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นฮ่องกง
.
โดย Sinovac Life Sciences มีศักยภาพในการผลิตวัคซีน 300 ล้านโดสต่อปีในปีที่ผ่านมา และเพิ่มเป็น 600 ล้านโดสต่อปีในปีนี้
.
นอกจากประเทศจีนแล้ว CoronaVac ยังเป็นวัคซีนที่นำมาฉีดให้กับประเทศต่าง ๆ เช่น อินโดนีเซีย ตุรกี บราซิล และชิลี เป็นต้น

การระดมทุนเพิ่มในครั้งนี้ ซิโนแวคระบุว่า จากเดิมสามารถผลิตวัคซีนได้ปีละ 300 ล้านโดส หากสร้างโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนให้ได้ปีละ 600 ล้านโดส เพิ่มโอกาสการเข้าถึงวัคซีนให้กับประชากรโลก โดยปัจจุบันโคโรนาแวคเป็นวัคซีนทดลอง 1 ใน 3 ตัวของจีนที่ฉีดให้ประชาชนราว 1 ล้านคนตามโครงการเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม มีการเชื่อมโยงไปยังประเด็นการเมืองว่า ภาครัฐสั่งซื้อวัคซีนจากซิโนแวค จำนวน 2 ล้านโดส จะมีความเชื่อมโยงกับการลงทุนของกลุ่มซีพีในบริษัทซิโนแวคหรือไม่ ซึ่งหากดูจากยอดการผลิต 600 ล้านโดสต่อปี กระจายไปทั่วโลก กับยอดการสั่งซื้อ 2 ล้านโดสของประเทศไทย เทียบได้กับ  0.33% ของกำลังการผลิต คงไม่ใช่เหตุผลที่ซีพีไปลงทุนในครั้งนี้ แต่รายงานจากซิโนแวคระบุว่า ปัจจัยหลักเป็นการขยายการเข้าถึงวัคซีนของประชากรโลก  ปัจจุบันซิโนแวคทำสัญญาจัดหาวัคซีนโคโรนาแวคให้กับหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ตุรกี บราซิล ชิลี และกำลังเจรจากับฟิลิปปินส์ ซึ่งหากพูดถึงกำลังการผลิต 600 ล้านโดสต่อปี จะเท่ากับครอบคลุมประชากรประมาณ 300 ล้านคน หรือเท่ากับประมาณ 3.94% ของประชากรโลกเท่านั้น จึงถือเป็นภารกิจของทุกประเทศในโลก ในการขยายการผลิต การสร้างโอกาสในการเข้าถึงยาและวัคซีน และถือเป็นเรื่องของสุขภาพและความมั่นคงในชีวิตอีกด้วย เพื่อตอบเป้าหมายความยั่งยืนของสหประชาชาติอีกด้วยในด้านสุขภาพ (Health & Well Being)

โดยองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยจะจัดซื้อวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค บริษัทเภสัชภัณฑ์ของจีน จำนวน 2 ล้านโดส ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขของไทยคาดการณ์ว่า วัคซีนของบริษัท ซิโนแวค ชุดแรก 200,000 โดส จะขนส่งมาถึงไทยช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และชุดที่สอง 800,000 โดส จะมาถึงช่วงสิ้นเดือนมีนาคม และอีก 1 ล้านโดส จะมาถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับการสั่งจองซื้อวัคซีน จำนวน 61 ล้านโดสจากบริษัท Astra Zeneca  คาดว่าล็อตแรกจะนำเข้ามาได้เพื่อให้คนไทยได้ใช้ประมาณกลางปี 2564 จำนวน 26 ล้านโดส และวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเพิ่มเติมจัดหาซื้อวัคซีนอีก 35 ล้านโดส เพื่อคุ้มครองคนไทยได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด เท่ากับว่ารวมแล้วเราจะมีวัคซีนจากประเทศอังกฤษ 61 ล้านโดสให้กับประชาชน และมีวัคซีนที่จองซื้อจาก ซิโนแวคจากประเทศจีนเพียงแค่ 2 ล้านโดสเท่านั้น ซึ่งสาเหตุที่เลือกสองรายนี้เพราะวัคซีน สามารถเก็บได้ในตู้เย็นมาตรฐานที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสเป็นเวลาอย่างต่ำ 6 เดือนนี้เองที่จะทำให้ง่ายต่อการขนส่งและกระจายวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ การซื้อวัคซีน ประเทศไทยต้องไปต่อคิว เพราะทั่วโลกขาดแคลน ดังนั้น การจองซื้อล่วงหน้า ถือเป็นเรื่องของความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ เพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคน

บนเส้นทางธุรกิจกลุ่มเวชภัณฑ์ของกลุ่มซีพีกว่า 20 ปี อาจไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างในประเทศไทย เพราะเมื่อพูดถึงกลุ่มซีพีอาจทำให้นึกถึงกลุ่มธุรกิจเกษตร หรือไม่ก็เซเว่น อีเลฟเว่น แต่ข้อเท็จจริงแล้วเครือซีพีถือเป็นบริษัทไทยที่ก้าวสู่การเป็นบริษัทระดับโลกไปแล้ว โดยรายได้มากกว่าครึ่งก็มาจากตลาดในต่างประเทศ ที่ผ่านมาซีพี กรุ๊ป มีการลงทุนใน 22 ประเทศทั่วโลก บริษัทในเครือทำธุรกิจครอบคลุมหลากหลายสาขา ครอบคลุม 8 กลุ่มธุรกิจ แต่ที่คนไทยคุ้นเคยได้แก่ 3 ธุรกิจเสาหลัก ได้แก่  ซีพี ฟู้ดส์ ดูแลธุรกิจด้านอาหารครอบคลุมธุรกิจเกษตร ธุรกิจฟาร์มเลี้ยง ไปจนถึงอาหารแปรรูปพร้อมบริโภค  ซีพีออลล์ ดูแลธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-11 และทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่อันดับสองของไทย แต่นอกจากนี้แล้วกลุ่มซีพียังมีธุรกิจอื่นในต่างประเทศอีกมากมาย อาทิ กลุ่มเวชภัณฑ์ ที่ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจของซิโนไบโอฟาร์มานั้น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2000 หรือประมาณ 22 ปีมาแล้ว และที่ติดอันดับทอป 50 บริษัทในธุรกิจยาของโลก ที่จัดอันดับโดยนิตยสาร Pharm Exe ของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2019  นอกจากนี้ ยังได้รับการจัดอันดับโดย ฟอร์บส์  ให้เป็น สุดยอด 100 บริษัท ในเอเชียอีกด้วย ดังนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเข้าสู่ธุรกิจเวชภัณฑ์ของกลุ่มซีพี ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 22 ปี โดยทำการผลิต และทำการตลาดยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและสมองในประเทศจีน

ทั้งนี้บริษัทชิโนไบโอฟาร์มา ทำรายได้ในปี 2019 สูงถึง 4,200 ล้านหยวน หรือประมาณ 112,000 ล้านบาท และการลงทุนในบริษัทซิโนแวค ถือเป็นการลงทุนปกติของกลุ่มซิโน ไบโอฟาร์มาเอง ที่ดำเนินการเป็นประจำในอุตสาหกรรมยา ที่ต้องเน้นการลงทุนในบริษัทที่ทำการวิจัยและพัฒนาในเทคโนโลยีทั่วโลก และถือว่าการลงทุน 515 ล้านดอลลาร์ ในครั้งนี้ เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้สองเท่า โดยการลงทุนครั้งนี้ทำให้ซิโน ไบโอฟาร์มาซูติคอลมีหุ้นส่วนเพียง 15.03% ในซิโนแวคไลฟ์ไซน์ส  และดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากซิโนแวคขยายข้อตกลงจัดหาวัคซีนโคโรนาแวค และทดลองกับหลายประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลการทดลองทางคลินิกเฟส 2 เป็นไปด้วยดี ทำให้การลงทุนเป็นไปตามเวลาที่เหมาะสม



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer