สิ่งที่ Facebook ประเทศไทย จะทำในปี 2018

ที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวของ Facebook Global จาก Mark Zuckerberg ซึ่งบางครั้งอาจจะไกลตัวคนไทยไป

แต่คราวนี้ John Wagner ผู้อำนวยการ Facebook ประเทศไทย ได้แถลงทิศทางสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ และเปิดตัวออฟฟิศอย่างเป็นทางการ

3 เรื่องที่ Facebook ประเทศไทย ให้ความสำคัญมากที่สุด

1.SMEs ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม
2.Large Businesses ธุรกิจขนาดใหญ่
3.Community ชุมชน

 

1.Facebook for SMEs

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด ติดTop 5 ของโลกมาโดยตลอด (บาง Ranking ก็ให้อันดับ 1)

ฉะนั้นคนไทยจึงนำ Social เข้าไปผูกพันกับทุกอย่าง จนเกิดเป็น Social Commerce ขึ้น ซึ่งต่างจากประเทศอื่นที่เน้น e-commerce เพียวๆ โดยปัจจุบัน SMEsไทย อยู่บน Facebook ถึง 2.5 ล้านราย

ด้วยเทรนด์ Social Commerce นี้เอง ทำให้คนไทย ชอบพิมพ์ ชอบแชท กับร้านค้ามากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย แปซิฟิค และTop 5 ของโลก

นั่นจึงเป็นเหตุผล ให้ chatbot หรือระบบตอบข้อความอัตโนมัติ ถึงสำคัญกับตลาดไทย เพราะบางครั้ง เขียนรายละเอียด ราคา วิธีการจ่ายเงินไปหมดแล้ว ก็ยังขอแชทกับร้านค้าอยู่ดี

ความแปลกนี้เอง ทำให้เกิดนวัตกรรมการขายสินค้าผ่าน FB Live ขึ้น ซึ่งทีม Facebook เอง ถึงกับทึ่ง เพราะไม่คิดว่าจะเอามาทำแบบนี้ได้ เพราะ FB Live เพื่อให้เราแชร์ประสบการณ์ดีๆ ทั้งหลายในชีวิต แต่สำหรับคนไทย การได้เห็นผู้ขายหยิบสินค้ามาโชว์สดๆ ก็เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าสำหรับคนไทย

นอกจากนั้นฟีเจอร์ Shops ที่ เป็นเชลฟ์วางสินค้า บน Facebook ก็ถูกสร้างจากพฤติกรรมผู้บริโภคของไทย ที่ชอบสไลด์เลื่อนดูภาพสินค้า ผ่านเพจขายของอีกด้วย

และตอนที่ Facebook คิดฟีเจอร์ Marketplace ที่เป็นตลาดรวมสินค้า ประเทศไทยก็เป็นประเทศแรกๆ ที่ได้ลองใช้

 

2.Facebook for Large Businesses

นอกจาก SMEs แล้ว Large Businesses ส่วนใหญ่ก็อยู่บน Facebook แต่จุดต่างคือ องค์กรเหล่านี้ใช้ Facebook แค่เพื่อกระจายข่าวสาร และโต้ตอบให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ไม่ได้ใช้ Facebook เพื่อการค้าขายจริงๆ

-89% ของผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่ เชื่อว่าต้องเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล แต่มีเพียง 29% ที่มีกลยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ

เห็นได้จากช่องโหว่ดังนี้

-60% ของผู้เช้าเว็บ e-commerce ออกไปโดยไม่ทำอะไร

-43% มักทิ้งตะกร้าสินค้าไว้กลางทาง

-เหตุผลหลัก คือ เว็บที่ไม่รองรับมือถือ การลงทะเบียนซับซ้อน

ฉะนั้นแทนที่ Large Businesses จะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองเพียงอย่างเดียว การจัดทีมขายผ่าน Facebook อีกแรง จะช่วยให้จับผู้บริโภคในกลุ่ม Social Commerce ได้อีกแรง

 

 

3.Facebook for Community

ปัจจุบันมี Community ที่ช่วยเหลือสังคมดีๆอยู่มาก แต่คนเข้าไม่ถึง Facebook ประเทศไทยก็จะเข้าไปช่วย สอน และพัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ยกตัวอย่าง 3 Community ที่ Facebook ทำงานร่วมกัน ได้แก่

1.Help us Read : กรุ๊ปที่ให้อาสาสมัครกว่า 7,000 ได้ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา โดยผู้พิการทางสายตา อาจโพสภาพที่มีข้อความลงไปในกรุ๊ป จากนั้นอาสาสมัครก็สามารถอ่านภาพนั้น แล้วส่งข้อความเสียงกลับไปให้ผู้พิการทางสายตาได้

ปัจจุบันกรุ๊ปนี้แอคทีฟมาก โพสไม่ถึงนาทีก็มีอาสาสมัครพร้อมให้ความช่วยเหลือทันที

2.Run2Gether : เป็นอีเวนต์ที่ Matching คนที่มองไม่เห็น กับ คนที่มองเห็นได้มาวิ่งด้วยกัน โดยคนที่มองเห็นก็สามารถไกด์ให้ได้ว่า ข้างหนีมีเนิน ทางเลี้ยว หรือ สิ่งกีดขวางต่างๆ ได้ ปัจจุบันผู้พิการก็มีหลายด้านทั้งสายตา ทั้งขา และผู้ที่มาเป็นไกด์วิ่งก็เกินจำนวนที่ต้องการไปมาก

3. Handup Network : เป็น Community ที่เชื่อมกิจการเพื่อสังคมต่างๆ เข้ากับอาสาสมัครที่เก่งในแต่ละด้าน เช่น การตลาด กราฟฟิค บัญชี กฎหมาย ภาษา เกษตรกรรม หรืออะไรก็ได้ที่คิดว่าสังคมต้องการ

 

ฉะนั้นการลงทุนขยายออฟฟิศ และแถลงครั้งนี้ก็เพื่อบอกว่า Facebook ประเทศไทย จะให้ความรู้ ความร่วมมือระดับท้องถิ่น และเครื่องมือแห่งนวัตกรรมต่างๆ

รวมถึงสร้างการเชื่อมต่อที่มีความหมายระหว่างผู้คน เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในคอมมูนิตี้ของพวกเขาได้สำเร็จ

– – – Tools ที่หลายคนอาจไม่เคยใช้ – – –

สำหรับ SMEs : MarketPlace, Shops, Chatbot, Payment in Messenger
สำหรับ Large Businesses : Workplace

 

ที่มา : Facebook ประเทศไทย


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer