‘มาราธอน’ จากกีฬาที่ญี่ปุ่นใช้ฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลก สู่ Sport Tourism ที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล

Tokyo Marathon ไขความลับสายวิ่ง ทำไม ญี่ปุ่น จึงเป็นจุดหมายของนักวิ่งทั่วโลก ?

ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศเป้าหมายที่นักวิ่งทั่วโลกอยากจะเดินทางไปประลองฝีเท้าและก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายตัวเองสักครั้งในชีวิต

และไม่ใช่แค่สนามที่เป็นหนึ่งใน Major ระดับโลกอย่าง Tokyo Marathon แต่ไม่ว่าจะเป็น Kyoto Marathon, Fujisan Marathon หรือ Osaka Marathon ต่างก็เป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

สะท้อนได้จากการลงสมัคร ที่ไม่ใช่แค่มีเงินก็สามารถวิ่งได้ เพราะด้วยจำนวนที่มีคนสนใจเข้าร่วมมากมาย งานวิ่งมาราธอนที่ญี่ปุ่นหลายๆ งาน จึงต่างต้องรอลุ้นลอตโต้ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้จัดจะจับฉลากว่าในบรรดาผู้ที่สมัครเข้ามาทั้งหมดจะมีใครได้รับสิทธิ์ลงวิ่งบ้าง

ในมุมของนักวิ่งมันคือความฝัน…..

แต่ในมุมของนักการตลาด มันคือ Sport Tourism ที่สามารถ สร้างรายได้แบบโดมิโน ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล

เพราะพฤติกรรมการใช้เงินของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ค่าตั๋วเครื่องบินหรือค่ากินเท่านั้น

แต่ยังรวมไปถึงค่าที่พักที่มักจะเลือกแบบมีคุณภาพเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมมากที่สุดสำหรับวันลงแข่ง, ค่าของที่ระลึกที่มีชื่องานวิ่งเหล่านั้นสกรีนลงไป, ค่าตั๋วลงสมัครวิ่ง หรือค่าใช้บริการสปาที่อยากจะผ่อนคลายร่างกายหลังจากจบมาราธอน

ที่สำคัญนักท่องเที่ยวที่เป็น Sport Tourism มักจะนัดกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ ไม่ใช่แค่กลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มคนที่ใช้การวิ่งเป็นจุดเชื่อมในการทำความรู้จัก พร้อมนัดกันเดินทางมา อย่างในบ้านเราเองก็จะมีกลุ่มคนไทยที่นัดกันไป Osaka Marathon

ยังไม่นับรวมรายได้จากแบรนด์กีฬาที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ในงาน และรายได้จากการนำโลโก้ของงานวิ่งไปใช้

Sport Tourism จึงเป็นอีกกลยุทธ์ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศที่น่าสนใจ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะสร้างตัวเองให้เป็นจุดหมายปลายทางของการวิ่งมาราธอนอย่างที่ญี่ปุ่นทำได้

หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพราะอากาศที่เย็นสบาย แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะนอกจากอากาศ ญี่ปุ่นยังสร้างโอกาสให้ตัวเอง จนทำให้นักวิ่งทั่วโลกรวมไปถึงแบรนด์ระดับโลก วิ่งเข้าหามากมาย

แล้วญี่ปุ่นทำได้อย่างไร?

ด้านล่างนี้คือคำตอบ

ระบบการจัดการที่ดี

Marketeer มีโอกาสไปร่วมงาน Osaka Marathon จากคำชวนของมิซูโน่ประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ได้พบเจอด้วยตัวเองก็คือระบบการจัดการที่ดีเยี่ยม

แม้นี่จะเป็นงานที่มีนักวิ่งทั่วโลกตบเท้าเข้ามากว่า 30,000 คน แต่ทุกอย่างถูกวางระบบไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน สื่อสารให้ผู้เข้าร่วมงานเข้าใจกฎกติกาได้อย่างง่ายๆ

เอาตั้งแต่วันที่ให้นักวิ่งไปรับบิบ ก็มีอาสาสมัครซึ่งเป็นชาวเมืองโอซาก้าออกมาช่วยเหลืออย่างมากมาย ออกแบบตั้งแต่วิธีการเดินเข้ามาใน Expo, ขั้นตอนการลงทะเบียน, การรับบิบ และไปสิ้นสุดที่จุดจำหน่ายสินค้าสำหรับนักวิ่งได้อย่างมีระเบียบ

ทั้งยังมีการออกแบบทางเดินในงานที่บังคับให้ทุกคนต้องเดินผ่านทุกบูธ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อผู้ที่มาออกงาน เพราะจะทำให้ทุกคนที่เข้ามามีโอกาสเห็นสินค้าของตัวเองได้อย่างทั่วถึง

เมื่อถึงวันวิ่งจริงก็มีป้ายตามจุดต่างๆ บอกข้อมูลไว้อย่างชัดเจน กองเชียร์สองข้างทางถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่ของตัวเองอย่างเป็นสัดเป็นส่วน ไม่มีใครมีสิทธิ์มายืนในเลนวิ่งได้นอกจากนักวิ่ง กล้องอยู่ตรงไหนก็มีป้ายบอกเพื่อเตรียมให้นักวิ่งเก๊กท่าแล้วสามารถไปค้นหารูปถ่ายทีหลังเพื่อเก็บเป็นที่ระลึกได้ ทีมงานทุกคนมีเสื้อที่สกรีนตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด

สร้าง Story ให้กับสนาม

สิ่งสำคัญที่ทำให้งานวิ่งญี่ปุ่นเป็นสนามที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน ก็คือการสร้าง Story ด้วยการใส่เรื่องราวของประวัติศาสตร์ในแต่ละสนามลงไป

ออกแบบเส้นทางให้นักวิ่งได้วนไปพบเจอกับสถานที่สำคัญๆ ของเมือง ดังนั้นมันจึงเป็นเหมือนการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจากการนั่งรถไฟฟ้ามาเป็นการเดินทางด้วยสองเท้าแทน

กำลังใจจากคนแปลกหน้า

ไม่ใช่แค่คนรู้จักที่จะมารอเชียร์นักวิ่งข้างขอบสนาม แต่ชาวบ้านชาวเมืองญี่ปุ่นต่างก็ออกมาให้กำลังใจ เอาขนม เอาน้ำที่มีมาแจกจ่ายเพื่อเติมพลังกาย พร้อมเสริมพลังใจให้กับนักวิ่งด้วยการตะโกนคำว่า “กัมบัตเตะ” ที่แปลว่าสู้ๆ ในภาษาไทย ตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร อย่างสนุกสนาน

เป็นกำลังใจจากคนแปลกหน้าที่ส่งต่อให้นักวิ่งมีแรงก้าวขาไปจนถึงเส้นชัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ

วัฒนธรรมการวิ่งเป็นสิ่งที่อยู่กับคนญี่ปุ่นมาอย่างช้านาน

สิ่งที่ทำให้นักวิ่งญี่ปุ่นวิ่งเก่งจนได้รับการขนานนามว่าเป็น ปอดเหล็กแห่งเอเชีย นั่นก็เพราะการวิ่งคือสิ่งที่ฝังรากของคนญี่ปุ่นมาช้านาน หากจะเริ่มนับแบบเป็นรูปธรรม ก็คงจะเป็นในช่วงของสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังจากที่พ่ายแพ้สงคราม บ้านเมืองพังทลาย รัฐบาลญี่ปุ่นสร้างนโยบายให้ประชาชนออกมาวิ่ง เพราะนี่คือวิธีที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนมากในการทำให้คนญี่ปุ่นมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และเมื่อมีร่างกายที่ดี ก็จะได้มีแรงมาช่วยกันฟื้นฟูบ้านเมืองอีกครั้ง

การปิดถนนแบบ 100%

ด้วยความเป็นประเทศที่เอาจริงเอาจังกับการวิ่ง งานวิ่งรายการใหญ่ๆ ที่ญี่ปุ่นจึงมักจะปิดถนนแบบ 100% คือไม่มีรถวิ่งสวนในเลนตรงข้าม เปลี่ยนถนนให้เป็นลู่วิ่งอย่างแท้จริง และนั่นก็ทำให้นักวิ่งไม่ต้องมาสูดกลิ่นควันรถ ไม่ต้องกังวลเรื่องอันตราย แถมยังมีพื้นที่ให้กองเชียร์มาเชียร์ได้ตลอดสองข้างทาง

ในมุมมองของคนที่ยังไม่เคยลองใช้สองเท้าก้าวข้ามขีดจำกัดร่างกายตัวเองด้วยการวิ่งมาราธอน อาจเกิดความสงสัยว่าวิ่งไปทำไม วิ่งแล้วได้อะไร วิ่งนานๆ แล้วไม่เบื่อหรือ

เราบอกไม่ได้ เพราะคำถามนี้เป็นสิ่งที่คุณต้องไปหาคำตอบด้วยการผูกเชือกรองเท้าแล้วลองออกไปวิ่งด้วยตัวคุณเอง

แต่ในมุมมองของ Marketing การวิ่งในญี่ปุ่นถือเป็นอีก Case Study ที่น่าสนใจ เพราะมันสามารถขยับสถานะจากการเป็นกีฬาให้กลายมาเป็น Sport Tourism ที่สร้างแบรนด์ สร้างเม็ดเงินให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล

 

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก: Mizuno Thailand, ThaiRun, สยามกีฬา-สยามสปอร์ต

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer