เมื่อบัลลังก์ความแซ่บของ “มาม่า” กำลังถูกท้าทาย

รู้หรือไม่ว่า ทำไม “มาม่า” ถึงครองแชมป์ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมายาวนาน

เหตุผลน่าจะมีอยู่มากมาย ทั้งการสร้างแบรนด์ การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั้ง Modern Trade และ Traditional Trade

ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลที่หลายคนอาจยังไม่รู้ นั่นคือ มาม่า เป็นผู้บุกเบิกตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำเป็นรายแรกเมื่อประมาณ 33 ปีที่แล้ว จนปัจจุบัน มาม่า มีสารพัดรสต้มยำ ทั้้งเย็นตาโฟ, ต้มยำกุ้ง, ต้มยำกุ้งน้ำข้น เป็นต้น

พร้อมกับใช้สื่อโฆษณาสารพัดให้แก่กลุ่มรสต้มยำ จนทำให้คนไทยนิยมรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำ กินสัดส่วนตลาดถึง 50% จากตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่า 16,000 ล้านบาท

และ มาม่า นี่แหละ! ที่มียอดขาย 80% ในกลุ่มรสต้มยำ ซึ่งการมียอดขายมหาศาลใน Segment ที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ถือเป็นแต้มต่อที่ทิ้งขาดเหนือคู่แข่งทุกราย

“ถึงเราจะมี 10 กว่ารสชาติ แต่ 2 รสอย่างต้มยำกุ้งและต้มยำน้ำข้น มียอดขายรวมกันเกือบๆ 70% จากยอดขายทั้งหมดของ มาม่า” เวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงรสชาติที่ขายดีของมาม่า 

ทำให้ที่ผ่านๆ มาแม้มาม่าจะขายสารพัดรส แต่ตลาดที่ตัวเองให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือกลุ่มรส “ต้มยำ”

อย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้วเลือกใช้ “อั้ม พัชราภา” เป็น Presenter ในแคมเปญ “ตระกูลแซ่บ” เน้นสื่อสาร 3 รสคือ ต้มยำกุ้งน้ำใส, ต้มยำกุ้งน้ำข้น และ เย็นตาโฟต้มยำหม้อไฟ 

เพราะฉะนั้นหากแบรนด์รองต้องการจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของตัวเองให้มากขึ้น อีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดนั่นคือต้องมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำที่มีรสชาติถูกปากผู้บริโภค เพื่อให้ปันใจมาจาก มาม่า

ยำยำ เองก็รู้ดีถึงสถานการณ์ตรงนี้ พร้อมกับมีการสำรวจผู้บริโภค ว่าทำไมที่ผ่านมา ยำยำ ถึงมียอดขายสู้ มาม่า ไม่ได้เลย

“ในกลุ่มรสต้มยำถ้ามาม่าขายได้ 5 ซอง ยำยำ จะขายได้แค่ 1 ซองเท่านั้น ทำให้เรามีการสำรวจผู้บริโภคจนพบว่ารสต้มยำของเรายังไม่ถูกปากมากนั้น จึงมีการปรับรสต้มยำกุ้งใหม่ในรอบ 5 ปี”

“โดยเราใช้วัตถุดิบจากกุ้งมาผสมกับเครื่องต้มยำซึ่งเป็นแบรนด์แรกในตลาด” เทซึโอะ ซูซูกิ ประธานกรรมการ บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด บอกถึงเหตุผลที่ต้องปรับรสชาติต้มยำกุ้ง

ที่น่าสนใจการที่ ยำยำ เคลมว่าตัวเองใช้กุ้งแท้ๆ เป็นส่วนผสมนั้นพร้อมระบุในสื่อโฆษณาว่าเป็นมาตรฐานใหม่ เป็นการบอกอ้อมๆ ว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์อื่นๆ เป็นต้มยำกุ้งตัวปลอมในทันที เพราะไม่มีส่วนผสมของกุ้ง

อีกทั้ง ยำยำ เองก็รู้ดีว่าเทรนด์การแข่งขันในตลาดนี้ หากมีรสหรือความเคลื่อนไหวอะไรใหม่ๆ จำเป็นต้องมี Presenter โดยได้เลือกใช้  “ปู ไปรยา สวนดอกไม้” มาสื่อสารผ่านสื่อทั้ง TVC และ ออนไลน์

โดยปัจจุบัน ยำยำ มี 8 รส และมีถึง 7 รส ที่เป็นรสเผ็ด โดยผู้บริหารบอกว่าในปีหน้าก็จะมีการปรับสูตรรสเผ็ดอีกหนึ่งสูตร

เป้าหมายทั้งหมดก็เพื่อเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งตลาดที่เวลานี้ ยำยำ ลดลง 1%

โดยในมุมของ ยำยำ 1% ที่หายไปเป็นตัวเลขที่ต้องกังวลใจอยู่ไม่ใช่น้อย

“ในอดีตเราเคยมีส่วนแบ่งตลาด 26-27% ในปีที่แล้วเราเหลือ 24% และปัจจุบันเหลือ 23% ถึงตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะโดนคู่แข่งทางอ้อม อย่างอาหารแช่แข็งและขนมขบเคี้ยวมาแย่งยอดขาย ทำให้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเติบโตแค่ 3-4% และในส่วนของเราต้องการมียอดขายเติบโตมากกว่า 2%”

ถึงอย่างไร ยำยำ ก็รู้ดีว่าการจะมียอดขายแซง “มาม่า” ในกลุ่มรสต้มยำเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือการเปิดเกมแย่งชิงยอดขายจาก มาม่า ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทำให้เป้าหมายครั้งนี้ ในการปรับรสชาติตั้งแต่รสต้มยำกุ้งจนถึงปีหน้าที่จะปรับรสอื่นๆ คือการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 23% มาเป็น 27% เมื่อสิ้นปี 2019

ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกหนึ่งซองอย่าง ไวไว เองก็ผลักดันแบรนด์ที่มีรสเผ็ดอย่าง “ควิกแสบ” อย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

โดยในช่วงกลางปี 2018 ก็มีการจัดทำโฆษณาชุดใหม่ภายใต้ คอนเซ็ปต์ “ควิกปุ๊บ…ปั๊บ” จับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นให้มากขึ้นกว่าเดิม

เพียงแต่…ไม่ว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่แข่งจะเพิ่มดีกรีแซ่บเวอร์มากแค่ไหน แต่สิ่งที่ “มาม่า” ถือไพ่เหนือกว่ามาตลอดนั้น คือการเป็น “Generic name” ที่ผู้บริโภคทั่วไปใช้เรียกแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

อีกทั้งบนชั้นวางสินค้าตามร้านสะดวกซื้อและร้านโชห่วย มาม่าจะถูกวางไว้ที่โลเคชั่นโดดเด่นสะดุดตากว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองอื่นๆ

เพราะฉะนั้นความแซ่บของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์รองคือต้องทำตัวให้โดดเด่นจนผู้บริโภคต้องเลือกหยิบเฉพาะเจาะจงมาที่ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของตัวเอง

เป็นเรื่องที่แบรนด์รองพยายามกันมานาน แต่ก็ทำสำเร็จได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer