Hot of The Year 2018 รวมเรื่องร้อนๆ แห่งปี โดยเฉพาะเรื่องสะเทือนวงการธุรกิจที่นักการตลาดต้องรู้ (ตอนที่ 1)

ปี 2018 ใกล้จะผ่านพ้นไปแล้ว ไวเหมือนโกหก

Marketeer จึงอยากขอเล่าเรื่องราวของเทรนด์กระแสฮิตแห่งปี 

มาดูกัน ว่าตอนที่ 1 อะไรฮิตบ้าง

ออเจ้า ฟีเวอร์

เรียกได้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมากระแสออเจ้าฟีเวอร์ ในละครพีเรียดย้อนยุค บุพเพสันนิวาส ได้เข้ามาสร้างสีสันให้กับช่อง 3 และการตลาดบ้านเราอย่างสุดๆ

ในแง่ของช่อง 3 ละครเรื่องนี้ได้กลายเป็นละครเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่มีเรตติ้งผู้ชมในช่วงออนแอร์สูงสุดหลังจากที่ประเทศไทยเข้าสู่ทีวีดิจิทัลในปี 2558 ด้วยเรตติ้งทั่วประเทศเฉลี่ยทุกตอน 13.247 หรือมีคนดูเฉลี่ย 8.8 ล้านคนต่อตอน และเรตติ้งทั่วประเทศตอนจบ 18.6 ซึ่งเป็นเรตติ้งสูงสุดของละครเรื่องนี้ ที่พาคนดูมากถึง 12.2 ล้านคนให้จ้องหน้าจอดูฉากรักอันหวานชื่นระหว่างแม่การะเกดกับพี่หมื่นกันเลยทีเดียว

ในแง่มุมของการตลาดยังมีแบรนด์ต่างๆ ที่เกาะกระแสออเจ้าในการนำพี่หมื่นโป๊ป และแม่เบลล่าการะเกด ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องมาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้า แบรนด์ รวมถึงโชว์ตัวเรียกแฟนคลับตามสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่องไม่หยุดไม่หย่อน

งานนี้ยังทำให้นักแสดงนำในเรื่องยังได้ฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นอย่างเหนียวแน่น ดูได้จากการที่แฟนคลับตามไปให้กำลังใจในงานโชว์ตัวต่างๆ มากมาย จนเกิดปรากฏการณ์ห้างแตกกันมานับต่อนับ แถมยังมาพร้อมกับการรวมพลังเซอร์ไพรส์นักแสดงในรูปแบบต่างๆ เช่นการซื้อป้ายบิลบอร์ด LED ทั่วกรุง ขึ้นข้อความสุขสันต์วันเกิดพี่หมื่นโป๊ป ธนวรรธน์ กันเลยทีเดียว

และนอกจากนี้ กระแสออเจ้ายังผลักดันให้เกิดกระแสอื่นๆ ตามมา อย่างเช่น การพูดคำว่าออเจ้า แทนคำว่าเธอ, การใส่ชุดไทยท่องเที่ยวตามสถานที่วัฒนธรรม, กระแสการท่องเที่ยวอยุธยาและลพบุรี ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากสำคัญในละครเรื่องนี้ ได้มีผู้เข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีผู้เข้าชมเฉลี่ย 1,000 คนต่อวัน เป็น 3,000-6,000 คน และนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งได้ใส่ชุดไทยมาถ่ายภาพอินกับบรรยากาศที่แสนจะเข้ากั๊นเข้ากัน

 

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/29448

https://marketeeronline.co/archives/19017

https://marketeeronline.co/archives/16120

https://marketeeronline.co/archives/16173

https://marketeeronline.co/archives/13657

https://marketeeronline.co/archives/84822

 

BNK48 คุกกี้ที่ร้อนแรงแห่งปี

ปีที่ผ่านมา BNK48 และสมาชิกสาววัยใสทั้ง 28 คน (จากเดิมมี 30 คน) ได้พาเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ขึ้นมาเป็นกระแสที่ทำให้ใจโอตะทั้งชายและหญิง รวมถึงโอตะที่เป็นบุคคลมีชื่อเสียงอย่างแสตมป์ อภิวัชร, บอย ปกรณ์, เต๋อ นวพล และอื่นๆ หวั่นไหวกับความน่ารักในแบบฉบับของพวกเธอและกลายเป็นกระบอกเสียงชั้นดีในการร่วมโปรโมตพวกเธอ

นอกจากนี้พวกเธอยังมาพร้อมกับเรื่องดราม่าที่นำพาให้คนที่ยังไม่รู้จัก BNK48 ตามเผือกจนได้รู้จัก BNK48 มากขึ้น

จน BNK48 สามารถสร้างรายได้จากการขายซิงเกิลเพลง บัตรจับมือ และอื่นๆ ให้กับโอตะ ได้สะสม รวมถึงกิจกรรมและการโชว์ตัวตามสถานที่ต่างๆ มากถึง 40,549,323.58 บาท จากรายงานของบริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ที่ให้ไว้กับกระทรวงพาณิชย์

ส่วนในปีนี้ถือเป็นปีที่พีคที่สุดของ BNK48 จากการที่ BNK48 ได้เปิดรับสมาชิกรุ่นที่สองเข้ามาเพิ่มเติมสร้างความนิยมในแบรนด์ BNK48 กับโอตะมากขึ้น

และยังได้เห็นเหล่าบรรดาสาวๆ BNK48 เข้ามาอยู่ในงานโฆษณาต่างๆ และงานโชว์ตัวตลอดทั้งปี รวมถึงการได้มีภาพยนตร์เป็นของตัวเองในชื่อ Girls Don’t Cry และ Home Stay รวมถึงการเข้าไปพากย์เสียงภาษาไทยในภาพยนตร์ Bumblebee ภาคแยกจากแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Transformers (2007)

ไม่รวมถึงการที่บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ได้รับความสนใจจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Plan B เข้ามาถือหุ้น จากการเห็นโอกาสการเติบโต และการที่จับมือกับ Workpoint Entertainment ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ บริษัท บีเอ็นเค โปรดักชั่น จำกัด ผลิตรายการทีวี และอีเวนต์คอนเสิร์ตร่วมกันอีกด้วย

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/17554

https://marketeeronline.co/archives/8279

 

สาจ๋า แพร วทานิกา แมสแล้วจ้า

ปีนี้ถือเป็นปีแจ้งเกิดของแพร วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ดีไซเนอร์ไฮโซสุดแซ่บ เจ้าของแบรนด์ VATANIKA ในมวลหมู่แมสยิ่งขึ้น จากการที่เธอทำรายการ Reality Show “It’s Me VATANIKA” ผ่านทางช่อง Youtube เพื่อเล่าตัวตนและผลงานของเธอ

และ คำว่า “สาจ๋า” หนึ่งในประโยคที่เป็นไวรัลของ “It’s Me VATANIKA” ในช่วงแรกๆ ที่ดึงให้คนกลุ่มแมสเกิดความสนใจ และอยากที่จะเข้าไปดู Reality Show ของเธอที่มีความสนุกสนาน ตัดต่อและพรีเซ็นต์ให้ชวนติดตาม จนอดไม่ได้ที่จะติดตาม Reality Show ต่อเนื่องในทุกคลิป และพูดต่อๆ กันในโลกโซเชียล

จนในวันนี้เรียกได้ว่าไม่มีใคร ไม่รู้จัก แพร วทานิกา

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/72740

 

มุราคามิ ดอกไม้สีรุ้งที่เด็กสยามต้องมี

ดอกไม้สีรุ้งยิ้มแฉ่ง ที่มีความน่ารักสดใส (และราคาแอบแพง) ได้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตแห่งปีอีกชิ้นหนึ่ง ที่เด็กสยามบอกว่าของมันต้องมี

ความฮิตของดอกมุราคามิมาจากการที่โมบาลย์ BNK48 นำเข็มกลัดดอกมุราคามิมาเป็นเครื่องประดับตกแต่งเสื้อผ้า มีความน่ารักสดใสและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดกระแสความต้องการดอกมุราคามิในกลุ่มแฟนคลับ ก่อนที่จะขยายไปยังกลุ่มอื่นๆ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนเกิดปรากฏการณ์ ดอกมุราคามิ ราคาทองคำ จากราคา 650-700 บาท ขึ้นเป็น 1,400 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างแพงกว่าราคาจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นมาก

สำหรับที่มาของดอกมุราคามิ มาจาก ทาเคชิ มุราคามิ ศาสดาจารย์ ป๊อปอาร์ต ที่เป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ๆ ในวงการศิลปวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น โดยผลงานของเขามีแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนอนิเมะญี่ปุ่น และดอกมุราคามิ เป็นดอกไม้ที่แสดงถึง “สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ชีวิตใหม่”

 

ถ้ำหลวง และทีมหมูป่า

จากเหตุการณ์นักฟุตบอลทีมหมูป่าที่ประสบอุบัติภัยติดในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดปรากฏการณ์กระแสที่เกิดจากประเทศไทยดังไกลไปทั่วโลก ที่ทั้งชาวไทยและชาวโลกต่างลุ้นและเอาใจช่วยนักกู้ภัยที่ตามหาทีมนักฟุตบอลหมูป่ากันอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเฉพาะ Twitter ที่พร้อมใจกันโพสต์ข้อความและติด Hangtags ถ้ำหลง และข้อความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อข่าวอัพเดตการกู้ภัย และส่งกำลังใจไปให้ทีมงานและทีมหมูป่าทั้งหมด

และพลังของสื่อโซเชียลนี่เองทำให้กระแสกู้ภัยทีมหมูป่าดังไปไกลถึง Elon Musk มหาเศรษฐีพันล้าน ที่สร้างตัวมาจากธุรกิจเทคโนโลยี ก็ขอมีส่วนร่วมกับภารกิจดังกล่าว ด้วยการเดินทางมาไทยพร้อมทีมงานบริษัท Boring Company และเรือดำน้ำขนาดเล็กที่ใช้ชื่อว่าหมูป่าที่ทำขึ้นเพื่องานนี้ด้วย

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/62762

https://marketeeronline.co/archives/61905

https://marketeeronline.co/archives/62866

 

ROV กอดคอตีป้อมกันทั้งเมือง

ในปีนี้เรียกได้ว่าเป็นปีทองของ ROV จากความแรงของการบรรจุเกมนี้เป็นหนึ่งในกีฬาอีสปอร์ตที่มาพร้อมกับการโปรโมตเกมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกม ROV ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมที่มีผู้เล่นตั้งแต่เด็กประถมไปจนถึงวัยทำงาน และได้เปลี่ยนพฤติกรรมใครหลายคนที่ก่อนนั้นใช้เวลาไปกับกิจกรรมต่างๆ เป็นการก้มหน้าตีป้อมกันไม่เว้นแต่ละวัน

และความแรงของเกม ROV ได้กลายเป็นเกมที่สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับการีน่าอย่างน่าสนใจ จากการที่ผู้เล่นได้เติมเงินเพื่อซื้อตัวละครหรือสกินตัวละครใหม่ๆ เพื่อหวังว่าจะช่วยให้การเล่นเกมดีขึ้น

โดยในปี 2559 บริษัท การีน่าออนไลน์ มีรายได้แจ้งกับกระทรวงพาณิชย์ไว้ที่ 3,749,851,630 บาท เพิ่มเป็น 5,416,944,758 เลยทีเดียว

 

ลิซ่า แห่งวง BLACKPINK สาวน้อยมหัศจรรย์ ยอดผู้ติดตาม IG แซง “อั้ม พัชราภา”

บัตรคอนเสิร์ต 3 รอบที่จะจัดแสดงในวันที่ 11-12-13 มกราคม 2019 ณ  อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีขายเกลี้ยงหมดภายในเวลา 3 ชั่วโมงในช่องทาง ไทยทิคเก็ต เมเจอร์    

นี่คือพลังของวง Girl Group ที่กำลังยืนแถวหน้าในเอเชียอย่างวง BLACKPINK โดยหนึ่งในสมาชิก 4 คนนั้นมีสาวน้อยมหัศจรรย์ชาวไทยที่ชื่อว่า “ลลิษา มโนบาล” ที่ป๊อปปูล่าในโลกออนไลน์

จนเวลานี้เธอมียอดติดตามใน Instagram ของเธอที่ใช้ชื่อว่า lalalalisa_m มากกว่า 11.4 ล้านคน แซงหน้าเพื่อนรวมวงของเธอทุกคน

ไม่ใช่แค่นั้น แต่ยอดติดตามใน Instagram ของ “ลิซ่า” ยังแซงหน้าซุปตาร์อันดับหนึ่งของเมืองไทยอย่าง อั้ม พัชราภา IG : aum_patchrapa ที่มีคนติดตาม 9.9 ล้านคน โดยก่อนหน้านี้  “อั้ม พัชราภา” คือคนไทยที่มียอดติดตามใน Instagram มากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

โดยประวัติ “ลิซ่า” หรือชื่อเต็มๆ ของเธอคือ “ลลิษา มโนบาล” นั้นกว่าเธอจะก้าวมาถึงการเป็นตัวจริงเป็นสมาชิก 1 ใน 4 คนของวง BLACKPINK นั้นต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ กว่าที่เธอจะมีวันนี้

ลิษา มโนบาล เกิดวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2540 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เธอใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่กับแม่ซึ่งเป็นชาวบุรีรัมย์ แต่เธอมาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานคร จนจบมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนประภามนตรี โดยสมัยเธอเป็นนักเรียนนั้นถือเป็นนักกิจกรรม ชอบประกวดร้องเพลงและเต้น

จากนั้นเธอก็ฝึกร้องและเต้นเพราะมีความสนใจวงการ K Pop จริงจัง จนเมื่อในปี พ.ศ.2553 ค่าย YG entertainment เปิดออดิชันในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เธอได้ส่งคลิปวิดีโอการเต้นของเธอไปออดิชัน จนติดหนึ่งใน 30 กว่าคนที่ได้มาแสดงความสามารถต่อหน้ากรรมการ

จากนั้นเธอก็เป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านการคัดเลือกจาก YG entertainment เข้าเป็นเด็กฝึกหัดในช่วงกลางปี พ.ศ.2553

หลังจากนั้นเธอต้องฝึกฝนอย่างหนักนานกว่า 5 ปีเพื่อที่จะได้ผ่านการคัดเลือกเป็นหนึ่งในสมาชิกวง

BLACKPINK แล้วเธอก็ทำสำเร็จ พร้อบกับเปิดตัวครั้งแรกกับอัลบั้ม สแควร์วัน ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2559

แต่ที่ทำให้ลิซ่าและวงนี้ดังแบบฉุดไม่อยู่ก็คือมิวสิกวิดีโอ DDU-DU DDU-DU

อย่างไรก็ตาม กลุ่มแฟนคลับของทั้งคู่ค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากแฟนคลับ “อั้ม พัชราภา” ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนละครชาวไทย ส่วนแฟนคลับของ “ลิซ่า” จะมีอยู่ทุกมุมโลกโดยเฉพาะในเอเชีย

เนื่องจากผลงานของเธอในวง BLACKPINK มีทัวร์คอนเสิร์ตหลายประเทศในเอเชียและผลงานเพลงยังเผยแพร่และได้รับความนิยมในหลายประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา 

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/87384

 

วิ่ง: จากกีฬาพื้นฐานที่หลายคนมองข้ามในอดีต กลายมาเป็นกีฬาแห่งปีที่มีอีเวนต์ทุกสัปดาห์

จากการจุดกระแสของโครงการก้าวคนละก้าวเมื่อปลายปี 2017 ส่งผลให้การวิ่งกลายมาเป็นกีฬาแห่งปี 2018 ในบ้านเรา สะท้อนได้จากงานวิ่งที่เกิดขึ้นทุกเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ยถึงสัปดาห์ละ 3-4 งาน รวมไปถึงการที่แบรนด์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nike และ Adidas ต่างเข้ามาสร้างคอมมูนิตี้นักวิ่งในไทยที่ใช้ชื่อว่า Nike Run Club และ Adidas Runner

หรือสะท้อนได้จากสิ่งที่คุณเห็นอยู่ทุกวัน อย่างหน้า Feed บน Social Media ที่หากเลื่อนไปเรื่อยๆ 1 ใน 10 จะต้องมีภาพวิ่งของเพื่อนหรือคนที่คุณ Follow ปรากฏขึ้นมา

และดูเหมือนว่าจะไม่หยุดแค่นั้น เพราะนอกจากปัจจัยของเรื่องสุขภาพและแรงบันดาลใจ เทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะทำให้มูลค่าของตลาดวิ่งเติบโตขึ้นอีกในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของอุปกรณ์การวิ่งต่างๆ ที่ทำให้นักวิ่งรู้จักกับร่างกายของตัวเองมากขึ้น หรือกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดงานที่นับวันจะยิ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ จนทำให้ผู้คนเต็มใจจะจ่ายเพื่อให้การออกกำลังกายในครั้งนั้นสนุกมากยิ่งขึ้น

อย่างในปีที่ผ่านนอกจากการวิ่งที่จัดกันทั่วไปแล้ว ก็ยังมีการวิ่งในรูปแบบที่เรียกว่า Virtual Run ขึ้นมาในบ้านเรา โดยนี่คือการวิ่งที่คุณสามารถวิ่งเวลาไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แล้วใช้ผลการวิ่งจาก Application มาแลกเสื้อและเหรียญรางวัลจากผู้จัดงานกลับไป

การเติบโตที่ยังไม่มีท่าทีที่จะหยุดนี้ ส่งผลให้หลายแบรนด์ปรับกลยุทธ์เพื่อมารองรับ demand ของผู้บริโภคมากขึ้นทุกวัน แบรนด์วิ่งทางเลือกที่เราแทบไม่เคยรู้จักเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และไม่ใช่แค่กับอุปกรณ์การวิ่งทั่วไปเท่านั้น แต่ปรากฏการณ์วิ่งยังได้ส่งผลกระทบไปยังตลาดอุปกรณ์วิ่งเทรล และไตรกีฬาอีกด้วย

เพราะนอกจากเพื่อสุขภาพ จุดมุ่งหมายของนักวิ่งส่วนใหญ่คือการพิชิตเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวิ่งระยะทางถึง วิ่งความเร็วถึงตามที่ตั้งใจไว้ ก็มักจะขยับเป้าหมายให้มีความท้าทายมากกว่าเดิม

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/41651

 

Hot of The Year 2018

7-Eleven ร้านสะดวกซื้อ Action ที่สุดในปี 2018

ในปี พ.ศ.2561 ที่จะผ่านพ้นไป ในวงการร้านสะดวกซื้อที่อยู่ในบ้านเรา 4-5 แบรนด์นั้น ต้องบอกว่า 7-Eleven เป็นร้านสะดวกซื้อที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบ Action มากที่สุด

โดยการใช้ “จุดขาย” ในเรื่องจำนวนสาขาที่มีมากถึงเกือบๆ 11,000 สาขา เข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด ในการต่อยอดไปธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นมากกว่าร้านสะดวกซื้อ เพื่อเสริมรายได้ใหม่ๆ เพิ่มให้แก่ตัวเอง

7-Eleven เป็นธนาคาร       

โดยธุรกิจแรกที่ถูกจับตามองมากที่สุด ก็คือการสวมบทบาท “แบงกิ้ง เอเย่นต์” หรือการเป็นตัวแทนธนาคาร รับฝาก-ถอนเงิน โดยมีธนาคารออมสินเป็นรายแรกที่เลือกใช้บริการ 7-Eleven โดยมีการคิดค่าธรรมเนียมบริการ 15 บาทต่อรายการ โดยลูกค้าสามารถฝาก-ถอนเงินสด ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส

จากนั้นก็ถึงคิวยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB ที่จะเริ่มเปิดบริการ ฝาก-ถอน ใน 7-Eleven ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2562 ตามหลังธนาคารออมสินที่เพิ่งเปิดบริการไปในช่วงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2561

และในปีหน้าก็น่าจะมีธนาคารอื่นๆ ที่เลือกใช้ 7-Eleven ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ฝาก-ถอน เงินสด โดยเป้าหมายของธนาคารก็เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ใช้ Mobile Banking 

พ่อครัว 7-Eleven ก็เป็นได้อีก

จนมาถึงโมเดลทดลองบริการส่งอาหาร RTE ในร้านตัวเองแบบ Delivery ด้วยการให้ลูกค้าแอดไลน์ร้าน 7-Eleven สาขาใกล้บ้านใกล้ที่ทำงานเอาไว้ จากนั้นอยากกินอะไรในร้านก็แค่บอกพนักงานผ่าน Line

ภายใน 30 นาที อาหารก็จะเสิร์ฟส่งตรงถึงบ้าน แถมถ้าสั่งเกิน 100 บาทบริการส่งฟรี เรียกความสนใจจากลูกค้าพร้อมกับเกิดปรากฏการณ์แชร์กันสนั่นใน facebook

หรือจะเป็นร้านสะดวกซื้อที่สวมบทบาท “พ่อครัว” บริการอาหารปรุงสดๆ ร้อนๆ แม้เรื่องนี้จะได้ยินมานาน 2 ปีที่แล้วในสาขาซอยประชาสงเคราะห์ 23

แต่ในปี พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา 7-Eleven เลือกจะเพิ่มสาขาที่มีบริการอาหารปรุงสดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยจากข้อมูลระบุว่าสาขาที่มีอาหารปรุงสดนั้น ปัจจุบันมีอยู่ 2% จาก 11,000 สาขา 7-Eleven

โดยเมนูอาหารส่วนใหญ่ที่ขายนั้นจะเน้นวิธีการทำไม่ยุ่งยากมาก และมีให้เลือกหลากหลายเมนู เช่น ผัดกะเพราไข่ดาว, ข้าวผัด, ผัดผัก, สุกี้, ราดหน้า, ผัดซีอิ๊ว เป็นต้น

ส่งด่วน ก็มี

สุดท้ายที่กลายเป็น Talk of The Town ส่งท้ายปลายปีนั้นคืออีกหนึ่งบทบาทใหม่ของ 7-Eleven

คือเป็นร้านสะดวกซื้อที่รับหน้าที่ส่งพัสดุด่วนภายใต้แบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า Speed D โดยเริ่มต้นให้บริการ 3,000 สาขา บริการส่งด่วนเฉพาะในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ

แต่…อย่าลืมว่า 7-Eleven เองไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ “ส่งด่วน” ทางลัดที่จะก้าวกระโดดในธุรกิจนี้ให้รวดเร็วที่สุด คือการหาเพื่อนทางธุรกิจที่ชำนาญในสนามนี้ โดยคนที่ 7-Eleven เลือกก็คือ บริษัท ไดนามิค ลอจิสติกส์ จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทที่ CP ALL ถือหุ้นอยู่ 90%)

โดยเวลานี้ “จุดอ่อน” ของ 7-Eleven เกิดเสียงบ่นในโลกออนไลน์นั้น คือไม่มีบริการแพ็กสินค้าหรือของที่จะส่ง ถึงจะมีกล่องส่งพัสดุหลายขนาดขายก็ตามที แต่ลูกค้าต้องแพ็กสินค้าเอง ในขณะที่คู่แข่งรายใหญ่มีบริการนี้รองรับลูกค้า

อย่างไรก็ตาม เวลานี้หากนับๆ รวมกันแล้ว 7-Eleven มีสินค้าและบริการสารพัดอย่างมากกว่า 10 อย่าง แต่ก็ไม่ใช่ทุกสาขาจะมีบริการครบทุกอย่าง

แนวทางการใส่สินค้าและบริการในแต่ละสาขาของ 7-Eleven จะดูโลเคชั่นของแต่ละสาขาว่ามีสภาพแวดล้อมของพื้นที่และลักษณะลูกค้าในแต่ละทำเลนั้นเป็นอย่างไร

จากนั้นจึงค่อยใส่สินค้าและบริการต่างๆ ให้เหมาะสมกับทำเลและพฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละพื้นที่

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/80089

https://marketeeronline.co/archives/76260

https://marketeeronline.co/archives/84215

 

Hot of The Year 2018

เลือดข้นคนจาง กับความดังที่กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์

หลังจากปรากฏการณ์บุพเพสันนิวาส ก็ดูเหมือนว่าวงการละครไทยจะกลับมาสู่สภาพเดิมที่นิ่งๆ ไม่มีเรื่องไหนที่กลายเป็นกระแสจนสามารถสร้างการติดตามจากมวลชนได้เท่าคู่จิ้นอย่างโป๊ปและเบลล่า

จนกระทั่งซีรีส์เรื่องเลือดข้นคนจางได้ลงฉาย ทำให้เกิดกระแสในโลกออนไลน์และกลายเป็นที่มาของ #ใครฆ่าประเสริฐ

สิ่งที่ทำให้เลือดข้นคนจางกลายเป็นกระแส ไม่ใช่แค่การเป็นซีรีส์ในรูปแบบที่ยังไม่เคยมีในไทย แต่ยังรวมไปถึงเหตุผลอีกหลายด้านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่รวมทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่และนั่นก็ทำให้ฐานคนดูมีหลายวัย, การผูกปมทิ้งไว้ในแต่ละตอนที่กระตุ้นให้คนอยากจะรีบดูตอนต่อๆ ไป หรือการกระตุกต่อมนักสืบที่มีอยู่ในตัวคนดูให้ออกมา จนกลายมาเป็นบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่คนดูตามหาแรงจูงใจว่าใครน่าจะเป็นคนฆ่าประเสริฐมากที่สุด

แม้จะกลายเป็นกระแส แต่น่าแปลกว่าเรตติ้งของซีรีส์ที่ฉายทางช่อง one กลับไม่ได้หวือหวาตาม นั่นเป็นเพราะคนดูส่วนใหญ่มักจะดูย้อนหลังผ่าน Line TV จนทำให้ยอดวิวของหลายตอนทะลุไปถึงหลักล้านในระยะเวลาที่รวดเร็ว

กระแสดี แต่เรตติ้งบนทีวีไม่กระเตื้อง กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทีมงานต้องหาวิธีแก้กันยกใหญ่ เพราะแม้ผู้คนจะดูผ่าน Line TV มากเพียงใด แต่ค่าโฆษณาบน Line TV ก็ไม่อาจเทียบได้กับค่าโฆษณาบนทีวีดิจิทัล

วิธีแก้ไขของพวกเขาจึงเป็นการให้เหล่านักแสดงโพสต์ผ่าน Instagram ส่วนตัวชวนให้ไปดูสด จากนั้นก็ใช้ช่องทาง Social Media ของค่ายแคปภาพในตอนที่ซีรีส์กำลังฉายในทีวีแล้วโพสต์ทันทีตอนที่พักโฆษณา ทำให้คนดูต้องเจอกับสปอยล์กันเป็นแถว เหล่านักสืบจึงต้องมาดูสดกันมากขึ้นเพื่อลบสปอยล์ และนั่นก็ทำให้เรตติ้งในตอนหลังๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนจบในที่สุด

อ่านเพิ่ม

https://marketeeronline.co/archives/76934

 

Hot of The Year 2018

ชานมไข่มุก การกลับมาเติบโต ท่ามกลางกระแสคนรักสุขภาพ

ที่จริงแล้วยุคทองของชานมได้เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้า ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ในรูปทรงของกระบอกยาวๆ หลอดใหญ่ๆ และอยู่ในมือของวัยรุ่นสยามที่กลายเป็นเสมือนไอเท็มสะท้อนความเท่ จนเมื่อกระแสหมด ชานมไข่มุกก็กลายเป็นเครื่องดื่มทางเลือกอีกชนิดที่คนไทยมักจะใช้ดับร้อนเวลากระหาย

แต่จู่ๆ เครื่องดื่มที่อยู่นิ่งๆ มานานก็กลับกลายมาเป็นกระแสอีกครั้ง และผู้ปลุกกระแสก็คือเหล่า blogger สายของกินทั้งหลายที่ทำคอนเทนต์ออกมาได้น่าดื่มสุดๆ จนเมื่อชานมแบรนด์ KOI หรือที่คนไทยเรียกติดปากกันว่าก้อย เข้ามาในบ้านเรากับการเป็นชานมไข่มุกสีทองก็ยิ่งปลุกกระแสให้แรงมากยิ่งขึ้น

นอกจาก KOI ก็ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่อยู่ในกระแส ไม่ว่าจะเป็น Brown Café, ATM TER BAR และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ถือว่ามีราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์เดิมๆ ที่มีวางขายอยู่ในตลาด

แต่ที่แพงกว่าแบรนด์ที่กล่าวไปในข้างต้นก็คงจะเป็นแบรนด์ S E O U L C I A L C L U B

กับเมนูเด็ดอย่างชานมเสือที่เพิ่มมูลค่าจนสามารถขายได้ในราคาหลักร้อยด้วยการพ่นไฟไปบนแก้ว

ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาถึงยุคที่ชานมไข่มุกราคาแก้วละร้อย

ไม่ใช่แค่แบรนด์ต่างประเทศ แต่ชานมไข่มุกฟีเวอร์ ยังส่งผลให้เกิดแบรนด์ไทยอย่าง Charbar กับการเป็นชานมไข่มุกเพื่อสุขภาพขึ้นมาอีกด้วยเช่นกัน

และจากกระแสที่กล่าวไปในข้างต้น ก็ส่งผลให้อีกหลายๆ ร้านเอาไข่มุกไปปลุกกระแส ด้วย adapt ไข่มุกเข้ากับเมนูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียวไข่มุก ต้มยำไข่มุก หรืออะไรต่อมิอะไรก็ตาม

แต่ก็เป็นธรรมดา ว่าอะไรที่เป็นกระแสหนักมาก เมื่อเวลาผ่านไปสักพักคนก็จะรู้สึกเบื่อ คงจะต้องมาจับตาดูกันต่อไป ว่าตลาดชานมไข่มุกในปีหน้าจะเป็นอย่างไร หรือจะมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาสร้างความหวือหวาให้ตลาดในบ้านเราอีกหรือเปล่า

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer