นับจากร้านกาแฟ Cafe Amazon ของ ปตท. ใช้เวลาเพียงแค่ 15 ปีมีถึง 2,000 สาขา จนทำให้มีรายได้ในประเทศไทยแซงหน้าร้านกาแฟระดับโลกอย่าง Starbucks

กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ Success และทำให้ให้หลายๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ก็อยากที่จะเข้ามาเสิร์ฟกาแฟ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ บริษัทในเครือของ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ที่กำลังสวมบทบาทเป็น “บาริสต้า” 

ส่วนเจ้าสัว CP ALL อย่าง “ธนินท์ เจียรวนนท์” เองก็มีร้านกาแฟ 4-5 แบรนด์อยู่ในมือตัวเอง ก็ขอเสิร์ฟกาแฟสูตร Mass ให้เข้มข้นมากกว่านี้ 

โดย “เบอร์ลี่ ยุคเกอร์” ของเสี่ยเจริญ เลือกจะซื้อกิจการร้านกาแฟวาวีต่อจาก “ไกรสิทธิ์ ฟูสุวรรณ” ซึ่งเป็นธุรกิจ SME

ส่วนกลุ่ม CP ALL ของธนินท์ เจียรวนนท์ เอง แม้จะมีร้านกาแฟหลายร้านทั้ง All cafe ที่ปักหมุดยึดโลเคชั่นหลักใน 7-Eleven แล้วนั้นก็ยังมีแบรนด์อื่นๆ อีก 4-5 แบรนด์ โดยล่าสุดได้เลือกหยิบแบรนด์ “กาแฟมวลชน” จากที่ Mass อยู่แล้วให้ Mass มากขึ้นไปอีก

2 เจ้าสัวกำลังดื่มด่ำในรสชาติกาแฟ Mass เพราะมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ 

วาวี ถ้วยกาแฟในต้มยำกุ้ง

ร้านกาแฟวาวีที่เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ซื้อกิจการมานั้น เป็นร้านที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ที่ ไกรสิทธิ์ ฟูสุวรรณ เจ้าของร้านเป็นหนี้ถึง 5 ล้านบาท จากธุรกิจบริษัทโฆษณาที่เจ๊ง จากนั้นก็หันมาทำร้านกาแฟเล็กๆ จนได้รับความนิยมด้วยจุดขาย กาแฟไทยออร์แกนิกระดับพรีเมียม จนสามารถล้างหนี้ได้

จากนั้นก็มีการขายแฟรนไชส์จนมีมากกว่า 60 สาขา แต่ด้วยสเกลที่ใหญ่ทำให้การบริหารจัดการเกิดผิดพลาด ต้องยกเลิกระบบแฟรนไชส์แล้วเหลือเพียง 20 สาขา โดยสาขาส่วนใหญ่ที่เหลือรอดนั้นจะอยู่ทางภาคเหนือ

เบอร์ลี่ ยุคเกอร์เองก็สนใจร้านกาแฟวาวีมานาน และมองว่าสามารถนำกาแฟร้านนี้มาต่อยอดในห้างบิ๊กซี จึงมีการติดต่อขอซื้อกิจการโดยไม่ระบุมูลค่าของดีลการซื้อกิจการครั้งนี้

แผนแรกสุดของ “บิ๊กซี” เมื่อได้ร้านกาแฟนี้มาอยู่ในมือก็คือ การปรับ Image Brand ให้ดูมีความทันสมัยกว่าในยุคที่เป็นร้านกาแฟ SME โดยสื่อถึงความเป็นกาแฟไทย Premium แต่มีราคาเข้าถึงง่าย ด้วยราคาขายเริ่มต้น 35 บาท 

จากนั้นก็เตรียมปูพรมขยายสาขาครอบคลุมบิ๊กซี ทั้งแบบ Hypermarket และแบบ Supermarket รวมไปถึงตลาดต่างประเทศที่ BJC ไปลงทุนเปิดร้านสะดวกซื้อ ที่ชื่อว่า M-POINT MART ที่มี 45 สาขาในประเทศลาว โดยร้านกาแฟวาวีก็ถูกวาง Road Map ว่าต้องเข้าไปอยู่ในร้านสะดวกซื้อแห่งนี้

แต่…จะเป็นสาขา “คีออสเล็กๆ” ขนาด 15 -20 ตารางเมตร หรือจะเป็นสาขา 100 ตารางเมตร จะเป็นแฟรนไชส์หรือลงทุนเองนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละโลเคชั่นและผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์

ส่วนโมเดลร้านที่ดูน่าสนใจเป็นพิเศษนั้นคือ คีออส ร้านขนาดเล็ก เพราะเป็นโมเดลร้านที่ต่อ 1 สาขามีต้นทุนต่ำ และมีความคล่องตัวในการขยายสาขารวดเร็ว ครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ง่ายกว่าร้านกาแฟสเกลใหญ่ ที่ต้องใช้พื้นที่และเงินลงทุนที่สูง

จึงน่าจะเป็นเหตุผลให้ BJC คิดการใหญ่โดยไม่จำกัดตัวเองแค่ในพื้นที่ห้าง “บิ๊กซี” เพราะจากการเปิดเผยของ สุวรรณี ภู่ภานนท์ รองประธานฝ่ายธุรกิจกลุ่มกาแฟและร้านขายยาเพรียว บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าใน 5 ปีข้างหน้าร้านกาแฟวาวีต้องมี 1,000 สาขาครอบคลุมทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งรูปแบบบริษัทลงทุนเองและขายแฟรนไชส์

เพราะฉะนั้นเป้าหมาย 1,000 สาขากับราคาขายถ้วยละ 35 บาท ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะขยายสาขาไปยังพื้นที่แหล่งชุมชนต่างๆ และแหล่งท่องเที่ยวได้ไม่ยาก โดยเฉพาะสาขาแบบคีออส เหมือนอย่างร้านกาแฟแฟรนไชส์หลายเจ้าที่เราเห็นกันเกลื่อนเมือง

เพียงแต่ในอนาคตอันใกล้ จะไม่ได้มีแค่ร้านกาแฟแฟรนไชส์ SME เล็กๆ ในทำเลชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว แต่อาจจะมียักษ์ใหญ่อย่าง BJC ขอเสิร์ฟกาแฟในสมรภูมินี้อย่างจริงจังด้วยคน

“กาแฟมวลชน” Mass แบบสไตล์ CP 

8 ปีที่แล้วแบรนด์ร้าน “กาแฟมวลชน” มีสถานะเป็นร้านกาแฟที่ใช้อบรมในโครงการสร้างอาชีพ ของบริษัท CP retailink ธุรกิจในเครือของ CP ALL

จากโมเดลที่ไว้ฝึกอาชีพ เวลานี้ CP ค่อยๆ ใส่ส่วนผสมการตลาดพร้อมกับอัพเกรดมาเป็นร้านกาแฟที่ใช้สร้างรายได้ให้แก่ตัวเอง จนมีมากถึง 200 สาขาทั่วประเทศ

แล้วร้านกาแฟมวลชนลูกค้าที่จะเสิร์ฟนั้นเป็นใคร เพราะหากมองถ้วยกาแฟที่ CP ถืออยู่ในมือตอนนี้มีถึง 5-6 ถ้วย อาทิ

ALL Cafe ปักหมุดชัดเจนแล้วว่าจะอยู่แต่ใน 7-Eleven

Bellinee’s Bake & Brew เป็นร้านกาแฟพรีเมียม

Jungle Cafe และ Arabitia cafe ร้านกาแฟและเบเกอรี่ ราคาเครื่องดื่มเริ่มต้น 65 บาท

เพราะฉะนั้นถ้วยกาแฟมวลชน ก็ตามชื่อเป๊ะ! คือกาแฟที่มีราคาขายเริ่มต้น 29 บาท จับกลุ่มลูกค้าฐานะปานกลางถึงรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของประชากรในประเทศไทย 

และด้วยราคาขายที่ถูกกว่าหากเทียบกับร้านกาแฟอื่นๆ แถมยังมี 200 สาขา ทำให้รายได้ร้านกาแฟมวลชนเติบโตต่อเนื่อง  ดร.นริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด เผยว่า

“ผลประกอบการกาแฟมวลชนปี 2561 เติบโต 20% โดยมาจากการขยายสาขาเพิ่มถึง 100 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้ปัจจุบันกาแฟมวลชนมีจำนวนสาขาทั้งหมด 200 สาขา”

ขณะเดียวกันแม้จะขายกาแฟราคาประหยัด แต่กาแฟมวลชนเองก็ต้องการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้แข่งขันกับร้านกาแฟคู่แข่งได้  ภารกิจ Rebranding ในรอบ 8 ปีจึงเกิดขึ้น ด้วยการปรับ Brand Logo จากเดิมที่เป็นชื่อภาษาไทย เปลี่ยนเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษ “M” และตัวอักษร “ม” ที่ย่อมาจากมวลชน 

พร้อมกับลงทุนใช้ Presenter คนแรกของแบรนด์อย่าง “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุธ” เพื่อบิวด์ให้กาแฟมวลชนเป็นที่รู้จักมากกว่าที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้

ในขณะที่แผนขยายสาขาในปีนี้คือ 100-200 สาขา ตั้งแต่รูปแบบ “คีออส ขนาดเล็ก” จนถึงร้านแบบนั่งขนาดใหญ่ โดยการขยายสาขาจะเป็นทั้ง 2 รูปแบบ ทั้งลงทุนเองและแฟรนไชส์

แนวคิดของ CP retailink ไม่ได้หยุดแค่รูปแบบร้านกาแฟ แต่เลือกจะใช้เกมราคาที่ตัวเองขายถูกกว่าร้านกาแฟอื่นๆ ด้วยการขยายช่องทางการขายให้กว้างขึ้น ด้วยโมเดลใหม่ คือรถกาแฟ Food Tuck เคลื่อนที่ ขายตามชุมชนต่างๆ 

จะเป็นความบังเอิญหรือจงใจก็ยากจะคาดเดา ที่ 2 เจ้าสัวเลือกจะเสิร์ฟกาแฟราคาประหยัดให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ 

แต่ก็คงดีกว่าจะขายกาแฟราคาแพงไปแข่งกับ Starbucks หรือราคากลางๆ ไปแข่งกับ Cafe Amazon