และแล้วเจ้าพ่อแห่งวงการร้านดิสเคาน์สโตร์ญี่ปุ่นอย่าง “ดองกี้” ก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเปิดร้านสาขาแรกที่ “ทองหล่อ ซอย 10” บนพื้นที่ 26,000 ตารางเมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวในอดีตเป็นสำนักงานของ TOA Group โดยจะเปิดบริการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ แถมยังเป็นการเปิดบริการ 24 ชั่วโมง 

โดย “ดองกี้” ในไทยเกิดจากการร่วมทุนของ 3 บริษัท

1. Pan Pacific International Holdings Pte. Ltd.  47.5% เป็นบริษัทผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Don Quijote Group ซึ่งดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ 

2. ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด 47.5%

3. บริษัท นิปปอน พาร์คกิ้ง ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด 5.0%

จุดเด่นของร้านดองกี้ ก็คือการมีสารพัดสินค้ามากมาย ทั้งเครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกา เครื่องครัว อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้า IT หรือแม้แต่ของเล่น

สิ่งที่ทำให้ “ดองกี้” มั่นใจในการมาเปิดสาขาแรกในไทยก็คือ Brand ที่คนไทยคุ้นเคยมานาน เพราะหากคนไทยไปญี่ปุ่นโปรแกรมช้อปปิ้งที่ห้ามพลาดก็คือร้าน “ดองกี้”

  อีกทั้งทำเลที่ตั้งย่านทองหล่อรวมถึงบริเวณใกล้เคียงเป็นย่านที่คนญี่ปุ่นที่ไม่ว่าจะมาทำงานหรือมาเที่ยวในกรุงเทพฯ ต้องไม่พลาดที่จะต้องแวะมาสักครั้ง   

ส่วนเหตุผลที่ “ดองกี้” เป็นร้านค้ายอดนิยมไม่ใช่แค่ “จุดขาย”การมีสินค้าสารพัดอย่างที่คนไทยมักพูดว่าไป “ดองกี้” หาได้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบแล้วนั้น

“ดองกี้” ยังติดป้ายราคาสินค้าขายที่ถูกจนโดนใจมหาชนคนญี่ปุ่น 

การทำราคาขายให้ถูกของ “ดองกี้” ก็คือ Economy of scale ใช้อำนาจต่อรองกับบรรดาแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ตัวเองมี 416 สาขาทั่วโลก (ในญี่ปุ่นมีประมาณ 350-360 สาขา)

ด้วยการสั่งสินค้าจากแบรนด์ในจำนวนต่อครั้งมากๆ ทำให้มีอำนาจต่อรองราคากับเจ้าของแบรนด์สินค้าเพื่อให้ตัวเองมีต้นทุนสินค้าต่อ 1 ชิ้นถูกที่สุด

และไม่ใช่แค่ต้นทุนสินค้าที่ถูกอย่างเดียวแต่แนวคิดของ “ทาคาโอะ ยาสุดะ” ผู้ก่อตั้งร้านดิสเคาน์สโตร์ Don Quijote หรือร้านดองกี้ นั้นเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อในญี่ปุ่นว่า

เขาเลือกที่ขายสินค้าที่มีกำไรต่อชิ้นต่ำมากหากเทียบกับร้านค้าอื่นๆ เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านตัดสินใจซื้อได้ง่าย

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือรายได้ 6 เดือนสุดท้ายของปี 2018 แม้ “ดองกี้” จะมีรายได้สูงถึง 153,600 ล้านบาท แต่มีกำไรอยู่ที่ 6,450 ล้านบาท (ที่มา: donki.com คูณเรตเงินไทยในอัตรา 0.30)

คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ คือหากดองกี้ขายสินค้าราคา 100 บาท จะมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 4.1 บาทเท่านั้น

สิ่งที่น่าติดตามก็คือโมเดลสาขาแรกในไทยของ “ดองกี้” นอกจากจะต้องตามดูว่าจะมีความหลากหลายของสินค้าเทียบชั้นกับสาขาในญี่ปุ่นแล้วหรือไม่นั้น

ราคาขายสินค้าแต่ละชิ้นของ “ดองกี้” จะทำราคาได้เร้าใจมากน้อยแค่ไหน?  เพราะส่วนใหญ่โมเดลธุรกิจการนำเข้าสินค้ามาขายในเมืองไทยมักจะมีราคาสินค้าที่เฉลี่ยแพงกว่าจากราคาเดิม 20-30%