พีซี โน๊ตบุ๊ก และแท็บเล็ต คุณจะเลือกซื้ออะไร และด้วยเหตุผลอะไร

ข้อดีของแต่ละ device แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พีซีอาจเป็นขวัญใจชาวออฟฟิศ แท็บเล็ตได้เปรียบในด้านมัลติฟังก์ชัน ส่วนแท็บเล็ตมีน้ำหนักเบา สะดวกสบายเหมาะแก่การพกพา

ปัจจุบันตลาด device ทั้งสาม overlap กันอยู่มาก และบางเซกเมนต์ก็แย่งชิงกันอย่างดุเดือด

การแข่งขันในตลาด device จึงวัดกันที่ใครเข้ามาแทนที่ใคร และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่ากัน

เว็บไซต์ Statista เผยให้เห็นถึงแนวโน้มของ PC ทั่วโลกเติบโตลดลงอย่างมีนัย เนื่องจากมี device อื่นเข้ามาแทนที่

‘อุปกรณ์’ ที่เข้ามาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็น ‘Laptop’ ที่มีความคล่องตัวมากกว่าคอมพิวเตอร์ มีประโยชน์ทั้งด้านการพกพา เล่นเกม แทบจะทดแทนฟังก์ชันเดิมได้เกือบ 100%

ปี 2017 สัดส่วนของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอยู่ที่ 97.8 ล้านเครื่อง แล็ปท็อป 161.6 ล้านเครื่อง และแท็บเล็ต 163.7 ล้านเครื่อง

ปี 2018 คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอยู่ที่ 94.4 ล้านเครื่อง แล็ปท็อป 162 ล้านเครื่อง และแท็บเล็ต 150.3 ล้านเครื่อง

ปี 2019 คาดการณ์ว่า คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอยู่ที่ 88.4 ล้านเครื่อง แล็ปท็อป 166 ล้านเครื่อง และแท็บเล็ต 136.8 ล้านเครื่อง

Marketeer มองว่าเหตุผลที่ ‘พีซี’ และ ‘แท็บเล็ต’ เติบโตลดลงเพราะความสามารถที่ไม่ Multifunction และไม่คล่องตัวเมื่อเทียบกับ ‘แล็ปท็อป’ ตัวอย่างเช่น ถ้าจะทำงานก็สามารถทำบนแล็ปท็อปได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพีซีเสมอไป (เว้นแต่จะทำงานที่ต้องประมวลผลสูงๆ) หรือถ้าใช้แท็บเล็ตเพื่อการเล่นเกม ก็สามารถใช้แล็ปท็อปเล่นเกมได้เหมือนกัน แถมยังทำงานได้ด้วย ที่สำคัญการนำแท็บเล็ตไปทำงานอย่างเป็นกิจจะลักษณะก็อาจไม่สะดวกเท่าการใช้แล็ปท็อป

จึงไม่แปลกที่ Statista จะมองว่าปี 2023 จำนวนแล็ปท็อปจะเพิ่มขึ้นไปถึง 171 ล้านเครื่อง ขณะที่พีซีเหลือ 79.5 ล้านเครื่อง และแท็บเล็ตเหลือ 122.1 ล้านเครื่อง

มาดูที่ ‘ผู้เล่น’ ในตลาด ซึ่งแบ่งเป็น 6 แบรนด์ใหญ่ๆ คือ HP, Lenovo, Dell, Acer, Asus, Apple และแบรนด์อื่นๆ

ด้านแบรนด์น้องเล็กอย่าง “Acer” เห็นถึงโอกาสของตลาดแล็ปท็อปที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงใช้กลยุทธ์ ‘แตกแบรนด์ใหม่’ ชื่อ ConceptD (คอนเซ็ปต์ ดี) เพื่อเจาะตลาด Content Creator ในเซกเมนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชั่น 2D 3D Mobile game, Visual Ad, Graphic Design, retouching มีความหลากหลายมากขึ้น

นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า ตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ว่าระหว่างปี 2019-2023 จะมีมูลค่า 282.3 พันล้านเหรียญ ส่งผลให้กลุ่มของดิจิทัลคอนเทนต์ครีเอเตอร์มีมากขึ้น

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2561 ที่ผ่านมา มีมูลค่าราว 27,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 10%

ขณะที่แต่เดิม ASUS มีอยู่ 2 แบรนด์ในเครือคือ แบรนด์ ASUS และ Predator ซึ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นโฮมยูสและเกมมิ่ง ตามลำดับ และมีส่วนแบ่งตลาดคอมพิวเตอร์เพียง 1% และแล็ปท็อป 25%

โดยปัจจุบันรายได้ของ Acer ประเทศไทย มาจาก โฮมยูสแล็ปท็อป 60% เกมมิ่ง 30% และอื่นๆ อีก 10%

ดังนั้น การแตกแบรนด์ออกมาเป็น ConceptD จึงมีจุดประสงค์เพื่อเก็บส่วนแบ่งตลาดจากแบรนด์อื่นๆ ที่แต่เดิม Acer ไม่เคยมีอยู่ในตลาดนั่นเอง

เมื่อไม่เคยมีตลาดจึงหมายความว่า ‘สินค้า’ ที่ขายสู่ตลาดแม้เพียง 1 ชิ้น ก็ถือเป็นสัดส่วนรายได้ใหม่แล้ว

ประกอบกับการทำตลาด B2B ในมหาวิทยาลัย เช่น ม.กรุงเทพ ม.เชียงใหม่ ฯลฯ ในการจัดซื้อแล็ปท็อปแบรนด์ ConceptD ที่มีราคาสูงกว่าแบรนด์ Acer และ Predator และสเปกก็สูงกว่าเดิมเช่นกัน

อ่าน DELL งัดกลยุทธ์ ‘โน้ตบุ๊ก’ 2 in 1 ทั้ง ‘งาน’ และ ‘เกม’ ในเครื่องเดียว https://marketeeronline.co/archives/128573

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊กโดยเฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ราว 2.4 ล้านเครื่อง จำนวนยูนิตไม่เติบโต สวนทางกับ ‘มูลค่า’ ที่เพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคสนใจตัวเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะเซกเมนต์เกมมิ่งที่หลายแบรนด์ต่างกระโจนเข้าไปเล่น

แต่สำหรับ Acer มองว่าเกมมิ่งไม่ใช่ทุกสิ่ง หากโอกาสเติบโตคือการมองหา Niche Market ที่มีศักยภาพเติบโต

คงต้องมาดูกันว่ากลยุทธ์เจาะครีเอเตอร์ของแบรนด์ ConceptD จะสามารถชิงตลาดได้อย่างที่ Acer คิดไว้หรือไม่



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer