“ตลาดนัดจตุจักร” เป็นตลาดที่มีชื่อเสียงในระดับโลก และเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวสำคัญที่ดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติได้เป็นจำนวนมาก

เคยมีช่วงรุ่งเรือง มีคนเดินมากสุดถึงหลัก 300,000 คนต่อวัน รวมกันอยู่ที่แห่งนี้

แต่วันนี้ ตลาดที่เคยยิ่งใหญ่ระดับซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ กลับกำลังเผชิญปัญหารุมล้อมรอบด้าน เหมือนตกอยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่า “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

คำถามคือ ตลาดที่เคยเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ วันนี้มาอยู่ในจุดนี้ได้อย่างไร?

จุดเริ่มต้นของตลาดนัดจตุจักรย้อนไปได้ถึงยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ต้องการให้มีตลาดนัดสำหรับประชาชน

เริ่มแรกใช้ชื่อว่า “ตลาดนัดสนามหลวง” เปิดเมื่อปี พ.ศ. 2491 ตั้งอยู่ที่ท้องสนามหลวง

จากนั้นก็มีการย้ายสถานที่ไปมาหลายครั้ง จนกระทั่งมาจบลงที่บริเวณที่ตั้งปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ดินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในปี 2525

ผู้บริหารในตอนแรกคือกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้สัญญาเช่าระยะเวลา 30 ปี

ก่อนจะปรับชื่อมาเป็น “ตลาดนัดจตุจักร” อย่างเป็นทางการในปี 2530 นับถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้ว 39 ปี

ด้วยพื้นที่รวมเกือบ 90 ไร่ และร้านค้ามากกว่า 15,000 แผง ตลาดนัดจตุจักรได้รับการบันทึกจาก Guinness World Record ว่าเป็น “ตลาดนัดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

สินค้าในตลาดมีความหลากหลายอย่างมาก ตั้งแต่เสื้อผ้า อาหาร ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง งานศิลปะหัตถกรรม ไปจนถึงสินค้าเบ็ดเตล็ดทุกประเภท

ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้ตลาดจตุจักรกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยกย่องว่า มาเที่ยวเมืองไทยแล้วต้องมาให้ได้

ช่วงรุ่งเรืองเคยมียอดคนเดินเข้าตลาดสูงถึงวันละ 300,000 คน

ด้านผู้บริหาร ตอนแรกเป็น กทม. แต่พอถึงปี 2555 สัญญาเช่าที่ดินหมดอายุ จึงส่งมอบให้ รฟท. ในฐานะเจ้าของที่ดินเข้ามาบริหารเอง

แต่ต่อมาเกิดปัญหาเมื่อผู้เช่าแผงในตลาดไม่พอใจที่ รฟท. เก็บค่าเช่าแพงกว่า จนสุดท้ายมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2561 ให้โอนการบริหารกลับมาที่ กทม. อีกครั้ง

มีเงื่อนไขให้ กทม. ต้องจ่ายค่าเช่าให้ รฟท. ปีละประมาณ 170 ล้านบาท

เรื่องนี้เองที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ที่รุมเร้าตลาดจตุจักรอยู่ในวันนี้

ปัญหาแรกและใหญ่ที่สุดคือข้อพิพาทเรื่องหนี้ระหว่าง กทม. และ รฟท. ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน และมีหลายประเด็นที่ยังเป็นข้อพิพาทกันอยู่

สรุปคร่าวๆ ประเด็นหลัก คือ กทม. ยังไม่ได้จ่ายค่าเช่ารายปีให้ รฟท. นับตั้งแต่มีมติ ครม. ให้รับกลับมาบริหารในปี 2561

ฝั่ง รฟท. พยายามทวงถามมาโดยตลอด จนถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาล และมีคำตัดสินให้ กทม. ต้องจ่ายค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ย

ปัจจุบันยอดหนี้รวมพุ่งไปอยู่ที่ราว 1,300 ล้านบาท

ฝ่าย กทม. ให้เหตุผลว่า ช่วงวิกฤต COVID-19 ต้องปรับลดค่าเช่าแผงให้ผู้ค้า ทำให้รายได้ขาดหายไป จึงขอให้ รฟท. พิจารณายกเว้นค่าเช่าบางส่วนให้

อีกทั้งโต้แย้งเรื่องการตีความข้อตกลงตอนโอนย้ายกลับมาในปี 2561 ว่า เป็นบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน ไม่ใช่การเซ็น “สัญญาเช่า” อย่างเป็นทางการ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน ก็ต้องการผลักดันให้โอนสิทธิ์การบริหารกลับไปให้ รฟท. อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า กทม. ไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะบริหารเอง

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ง่าย เพราะ รฟท. ยังต้องการให้ กทม. ชำระยอดหนี้ที่ค้างอยู่ให้เรียบร้อยก่อน

อีกหนึ่งปัญหาเรื้อรังคือเรื่องของ “การเช่าช่วง”

ย้อนกลับไปตอนที่ กทม. รับตลาดจตุจักรกลับมาบริหารในปี 2561 มีข้อกำหนดไว้ว่า จะต้องเก็บค่าเช่าแผงไม่เกินเดือนละ 1,800 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้

แต่ในความเป็นจริง ผู้ค้าส่วนใหญ่ที่เช่าแผงจาก กทม. มักนำแผงไปปล่อยเช่าช่วงต่ออีกทอดหนึ่ง ราคาที่เก็บกันจริงมีตั้งแต่ 5,000 บาท ไปจนถึงสูงสุด 60,000 บาทต่อเดือน

ผลก็คือ เงินค่าเช่าไม่ได้เข้า กทม. ในฐานะผู้บริหารงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เมื่อปัญหาสะสม กทม. เคยมีแนวคิดที่จะ “เซ็ตซีโร่” หรือรื้อและออกแบบตลาดใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ดูทันสมัย

แต่ผู้ค้าส่วนใหญ่ไม่ยอม เพราะกังวลเรื่องผลกระทบระหว่างการก่อสร้าง และกังวลว่า หาก กทม. ใช้งบลงทุนปรับปรุงไปแล้ว จะต้องมาขึ้นค่าเช่าแผงในอนาคต

ทำให้จนถึงวันนี้ ปัญหาภายในเหล่านี้ก็ยังหาทางออกไม่ได้

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยภายนอกเข้ามาซ้ำเติมอีกด้วย

ยุคปัจจุบันรอบมีตลาดนัดเกิดใหม่อีกหลายแห่งที่พร้อมแย่งชิงนักท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์

ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดคนเดินตลาดจตุจักร จากจุดพีคที่เคยมีคนเดินวันละ 300,000 คนก่อนยุค COVID-19 เหลือเพียงวันละประมาณ 150,000 คน หรือหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง

จำนวนแผงว่างก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น โดยเฉพาะโซนตรงกลางที่ต้องเดินลึกเข้าไป ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการจัดเก็บรายได้ค่าแผงของ กทม. 

เมื่อหลายปัญหารุมล้อมพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งเรื่องหนี้ เรื่องรายได้ และคนเดินตลาดที่ลดลง ที่รวมกันแล้วไม่น่าจะแก้ได้ทุกอย่างในเร็วๆ นี้

ตลาดนัดจตุจักรจึงเหมือนตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะทำอะไรก็ติดขัดไปหมด

คำถามสำคัญที่ยังรอคำตอบคือ ตลาดนัดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เคยเป็นถึงซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ จะแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อกลับมาทวงความยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตได้อย่างไร