จำนวนเด็กที่เกิดใหม่ลดลง แต่ตลาดสินค้าแม่และเด็กไม่ได้ลดลงตามไปด้วย เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือพฤติกรรมการใช้จ่ายของพ่อแม่

จากเดิมที่สินค้าเด็กอาจเน้นการใช้งานพื้นฐาน ปัจจุบันผู้ปกครองให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย คุณภาพ ความอ่อนโยน และสินค้าที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะของเด็กมากขึ้น

ทำให้ตลาดสินค้าเฉพาะทางสำหรับทารกและเด็กในไทยยังมีทิศทางเติบโต และที่น่าสนใจคือ กลุ่มสินค้าพรีเมียมซึ่งมีสัดส่วนตลาดไม่ถึง 2% กลับมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดโดยรวม

 

🟥คาดตลาดปี 2030 มูลค่าแตะ 1.2 หมื่นล้านบาท

ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ตลาดสินค้าเฉพาะทางสำหรับทารกและเด็กในประเทศไทย หรือ Baby and Child-Specific Products มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 5.5% ต่อปีในช่วงปี 2024-2030

  • ปี 2024 มูลค่า 8,715.5 ล้านบาท
  • ปี 2025 มูลค่า 9,323.6 ล้านบาท
  • ปี 2026 คาดการณ์ 9,872.9 ล้านบาท
  • ปี 2027 คาดการณ์ 10,431.3 ล้านบาท
  • ปี 2028 คาดการณ์ 10,967.2 ล้านบาท
  • ปี 2029 คาดการณ์ 11,505.6 ล้านบาท
  • ปี 2030 คาดการณ์ 12,033.9 ล้านบาท

จากตัวเลขดังกล่าว ตลาดมีแนวโน้มขยับผ่านหลัก 10,000 ล้านบาทในปี 2027 และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะกว่า 12,000 ล้านบาทในปี 2030

จะเห็นได้ว่า ตลาดสินค้าเด็กมีโจทย์ที่ต่างจากตลาดที่ต้องพึ่งจำนวนผู้บริโภคใหม่เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อจำนวนเด็กไม่ได้เพิ่มขึ้น การเติบโตของตลาดจึงมาจากมูลค่าการใช้จ่ายและประเภทสินค้าที่ผู้ปกครองเลือกซื้อด้วย

🟥Mass ยังใหญ่ แต่ Premium โตเร็วกว่า

โครงสร้างตลาดปัจจุบันยังเป็น Mass Market หรือสินค้าทั่วไปเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนประมาณ 98.4-98.6%

ส่วน Premium Market มีสัดส่วนเพียง 1.4-1.6%

แต่เมื่อดูอัตราการเติบโตกลับพบภาพที่ต่างกัน

Mass มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.5% ต่อปี ขณะที่ Premium เติบโตประมาณ 8% ต่อปี

ดังนั้น แม้ Premium จะยังเป็นตลาดขนาดเล็กเมื่อเทียบกับ Mass แต่กำลังขยายตัวในอัตราที่สูงกว่า

จุดนี้ทำให้การแข่งขันในตลาดไม่ได้อยู่ที่การขายสินค้าเด็กในราคาที่เข้าถึงง่ายเพียงอย่างเดียว แต่มีพื้นที่สำหรับสินค้าที่สามารถอธิบายเหตุผลของราคาที่สูงขึ้นได้

โดยเฉพาะสินค้าที่มีจุดขายด้านความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลการทดสอบรองรับ หรือสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อปัญหาเฉพาะ

🟥พ่อแม่ไม่ได้เลือกแค่ “ใช้ได้” แต่ดูว่า “เหมาะกับลูกหรือไม่”

หนึ่งในปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นคือ Safety & Clinical Trust หรือความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

เมื่อเป็นสินค้าที่ใช้กับเด็ก ผู้ปกครองมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ช่วยสร้างความมั่นใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลการทดสอบ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หรือการรับรองที่เกี่ยวข้อง

จึงเกิดการเปลี่ยนจากการเลือกสินค้าจากความจำเป็นพื้นฐาน ไปสู่การพิจารณาว่าสินค้านั้นเหมาะกับเด็กแต่ละคนมากแค่ไหน

เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายต่อเด็กหนึ่งคนที่สูงขึ้น เพราะพ่อแม่บางกลุ่มพร้อมจ่ายเพิ่ม หากสินค้านั้นตอบโจทย์เรื่องที่ตัวเองให้ความสำคัญ

ผลที่ตามมาคือ Value Growth หรือการเติบโตด้านมูลค่า สามารถขยายตัวได้มากกว่าการเติบโตด้านจำนวนสินค้า หรือ Volume Growth

🟥สินค้าอ่อนโยนและ Plant-based ได้พื้นที่มากขึ้น

อีกความต้องการที่เพิ่มขึ้นคือผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติหรือพืช หรือ Plant-based

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่พ่อแม่ให้ความสนใจกับรายละเอียดของสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวและร่างกายของเด็ก

ทำให้คำว่า “อ่อนโยน” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์สินค้า แต่กลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ตลาดให้ความสนใจควบคู่กับความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

🟥จากแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น สู่การดูแลก่อนเกิดปัญหา

พฤติกรรมการดูแลเด็กยังขยับไปสู่ Preventive & Wellness-Oriented Care หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

พ่อแม่ไม่ได้รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยหาผลิตภัณฑ์มาใช้ แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวและสุขอนามัยในชีวิตประจำวันมากขึ้น

แนวโน้มนี้ทำให้สินค้าในตลาดแม่และเด็กสามารถเข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของครอบครัวได้มากขึ้น จากเดิมที่อาจถูกหยิบมาใช้เฉพาะเมื่อเกิดปัญหา

🟥รีวิวและโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนวิธีเลือกซื้อ

อีกเรื่องที่เข้ามาเปลี่ยนตลาดคือ Digital Influence

พ่อแม่ยุคใหม่สามารถค้นหาข้อมูลสินค้าได้ก่อนซื้อ ทั้งจากโซเชียลมีเดีย รีวิวออนไลน์ และ KOLs ทำให้การตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนอยู่หน้าชั้นวางสินค้า

ข้อมูลจากผู้ใช้งานคนอื่นจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเลือกซื้อ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งผู้ปกครองต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากกว่าสินค้าทั่วไปบางประเภท

ในมุมของแบรนด์ การมีสินค้าอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องสามารถสื่อสารข้อมูลของสินค้าให้ผู้ปกครองเข้าใจและนำไปเปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่นได้ด้วย

🟥ตลาดเริ่มแยกย่อยตามปัญหาของเด็ก

อีกทิศทางที่เห็นชัดคือ Specialized Baby Care หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเด็กแบบเฉพาะทาง

ตลาดกำลังขยับจากสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยรวม ไปสู่สินค้าที่เจาะจงความต้องการมากขึ้น

เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กผิวแพ้ง่าย หรือผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลปัญหาผิวเฉพาะจุด

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต้องเข้าใจความต้องการของผู้ปกครองในรายละเอียดมากขึ้น เพราะคำว่า “สินค้าเด็ก” กลายเป็นตลาดที่มีความต้องการย่อยหลายแบบ

และเมื่อความต้องการเฉพาะทางเพิ่มขึ้น ก็เปิดพื้นที่ให้สินค้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะสามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น

🟥ตลาดแม่และเด็กจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนเด็กเพียงอย่างเดียว

ภาพรวมของตลาดสินค้าเฉพาะทางสำหรับทารกและเด็กในไทย จึงมี 2 ภาพเกิดขึ้นพร้อมกัน

ด้านหนึ่ง จำนวนเด็กที่ลดลงทำให้ตลาดต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านจำนวนผู้บริโภค

แต่อีกด้านหนึ่ง การใช้จ่ายต่อเด็กที่สูงขึ้น ความต้องการด้านความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน สินค้าจากธรรมชาติ และสินค้าเฉพาะทาง กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้ตลาด

ตัวเลขตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 8,715.5 ล้านบาทในปี 2024 เป็น 12,033.9 ล้านบาทในปี 2030 จึงไม่ได้มาจากจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้น แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่พ่อแม่ให้ความสำคัญในการเลือกซื้อ

โดยเฉพาะกลุ่ม Premium ที่แม้วันนี้ยังมีสัดส่วนเพียง 1.4-1.6% แต่เติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี สูงกว่าตลาดรวมที่เติบโตประมาณ 5.5%

จากนี้การแข่งขันในตลาดแม่และเด็กจึงไม่ได้มีแค่เรื่องราคาและการเข้าถึง แต่ยังอยู่ที่ว่าแบรนด์สามารถพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของพ่อแม่แต่ละกลุ่มได้มากแค่ไหน ตั้งแต่ความปลอดภัย ความอ่อนโยน ไปจนถึงการดูแลปัญหาเฉพาะของเด็ก