แผ่นพลาสติกมีฟองอากาศกลมๆ เล็กๆ ที่บีบแล้วเสียงดังเป๊าะแป๊ะ ดูเปราะบาง แต่มันคือหนึ่งในนวัตกรรมที่ทำให้เราอุ่นใจทุกครั้งที่สั่งของออนไลน์ นั่นคือ บับเบิลแรป (Bubble Wrap)
เสียง “เป๊าะแป๊ะ” ที่บางทีก็ถูกนำมาบีบเล่นคลายเครียด บับเบิลห่อพัสดุที่เรามักใช้กันกระแทกสิ่งของนี้ รู้หรือไม่ว่า มันเป็นไอเดียแพคเกจที่เกิดขึ้นมายาวนานถึง 70 ปีแล้ว และคนยังใช้มาจวบจนปัจจุบัน
แต่ตอนแรกที่นวัตกรรมนี้เกิดขึ้น ไม่ได้เพื่อมาใช้ห่อของ
ย้อนไปตั้งแต่ปี 1957 โรงรถแห่งหนึ่งในเมืองฮอว์ธอร์น รัฐนิวเจอร์ซีย์ มีวิศวกรสองคนกำลังลองผิดลองถูกกับโปรเจกต์ที่พวกเขาคิดว่าจะเป็นสินค้าฮิตแห่งยุค
คนแรกคือ “อัลเฟรด ฟีลดิง” (Alfred Fielding) วิศวกรเครื่องกลชาวอเมริกัน กับเพื่อนอีกคนชื่อ “มาร์ก ชาวานส์” (Marc Chavannes) นักเคมีชาวสวิส ทั้งคู่อยากทำวอลเปเปอร์พลาสติกแบบมีพื้นผิวนูน เจาะกลุ่มคนรุ่นบีต(Beat Generation) ที่กำลังโหยหาอะไรแปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบเดิม ๆ
พวกเขาเอาม่านพลาสติกกั้นห้องอาบน้ำสองผืน มาประกบกัน แล้วส่งเข้าเครื่องซีลความร้อนให้ติดกัน โดยหวังให้ได้ลวดลายนูนตรงกลาง แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นแผ่นฟิล์มที่มีฟองอากาศติดอยู่ข้างใน ไม่ใช่วอลเปเปอร์อย่างที่คิด
🟥 ความล้มเหลวครั้งที่สอง
แต่ทั้งสองไม่ยอมทิ้งของชิ้นนี้ พวกเขาลองยื่นขอสิทธิบัตรกระบวนการปั๊มนูนและเคลือบวัสดุพร้อมเครื่องจักร (ต่อมาได้สิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับบับเบิลแรปรวมหกใบ) แล้วเริ่มคิดหาว่ามันจะเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง มีการเล่ากันว่าพวกเขาคิดไอเดียการใช้งานออกมากว่า 400 แบบ ทั้งเป็นฉนวนกันความร้อนสำหรับเรือนกระจก ด้วยการลองไปติดตั้งทดสอบจริง แต่ผลออกมาว่าฉนวนตัวนี้ทำงานได้ไม่ดีเท่าวัสดุอื่น สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่ต่างจากวอลเปเปอร์
จนถึงตรงนี้ สินค้าของสองนักประดิษฐ์ผ่านมาสองไอเดียแล้ว และยังไม่มีใครอยากจะซื้อ
🟥 ปี 1960 ก่อตั้ง Sealed Air
ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะขายให้ใคร แต่ในปี 1960 ฟีลดิงและชาวานส์ ตัดสินใจตั้งบริษัท Sealed Air Corporation เพื่อผลิตและจำหน่ายแผ่นพลาสติกนี้โดยเฉพาะ ชื่อแรกของสินค้าตามบางแหล่งข้อมูลคือ Air Cap ก่อนจะกลายมาเป็นชื่อ Bubble Wrap ที่เรารู้จักกัน
🟥คอมพิวเตอร์คือจุดเปลี่ยน
ช่วงนั้น IBM ประกาศเปิดตัว IBM 1401 เมนเฟรมที่ได้รับความนิยมกว้างขวาง แต่เครื่องนี้ทั้งแพงและบอบบาง ต้องหาวิธีขนส่งถึงมือลูกค้าโดยไม่เสียหาย
เฟรเดอริก ดับเบิลยู. โบเวอร์ส (Frederick W. Bowers) นักการตลาดของ Sealed Air เห็นโอกาสว่าแผ่นฟองอากาศนี้น่าจะเหมาะกับงานนี้ จึงนำบับเบิลกันกระแทกไปเสนอต่อ IBM และทางนั้นก็ตกลงใช้ห่อเครื่องระหว่างขนส่งเครื่อง IBM 1401 ให้ลูกค้า นั่นเป็นครั้งแรกที่บับเบิลกันกระแทกถูกนำมาใช้ในการขนส่ง จากนั้นก็เปิดประตูให้ธุรกิจอื่นใช้ตามอีกมาก
🟥บับเบิลกันกระแทก คืออะไร
บับเบิลกันกระแทก คือ แผ่นพลาสติกใสยืดหยุ่นที่มีฟองอากาศทรงครึ่งวงกลมเรียงตัวสม่ำเสมอ ใช้เป็นวัสดุกันกระแทกเวลาขนส่งของที่แตกหักง่าย
ส่วนใหญ่ทำจากโพลีเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (LDPE) โดยฟิล์มด้านหนึ่งขึ้นรูปเป็นฟอง แล้วนำไปประกบกับฟิล์มเรียบอีกด้านเพื่อขังอากาศไว้ ขนาดฟองเล็กสุดราว 6 มิลลิเมตร ใหญ่สุดราว 26 มิลลิเมตรขึ้นไป ขนาดที่พบบ่อยที่สุดคือประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งหลักการทำงานก็ง่าย ๆ คืออากาศในแต่ละฟองทำหน้าที่เหมือนเบาะขนาดจิ๋ว เมื่อกล่องกระแทก แรงจะกระจายไปทั่วพื้นผิว ไม่มีฟองใดต้องรับแรงเต็มๆ ตัวฟิล์มยังยืดหยุ่นและเปลี่ยนรูปได้ ฟองจึงไม่แตกง่าย นอกจากนี้ยังเบาและกันน้ำ
🟥มาแทนที่การใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ
ก่อนมีบับเบิลกันกระแทก การปกป้องสินค้าระหว่างขนส่งก็ใช้วัสดุแบบบ้าน ๆ คือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ขยำเป็นก้อน แต่มีข้อเสียคือเลอะเทอะ โดยเฉพาะหมึกจากหนังสือพิมพ์ที่เปื้อนสินค้าและมือคนขนส่ง และป้องกันการแตกหักได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ซึ่งตัวบับเบิลกันกระแทกเข้ามาแก้ปัญหาได้ ทั้งสะอาด เบา กันน้ำ ป้องกันดีกว่า บริษัทแพ็กเกจจิงรายเล็กจึงนำวัสดุนี้ไปใช้เร็วมาก และภายในกลางทศวรรษ 1960 มันก็กลายเป็นมาตรฐานของการขนส่งทันที
🟥ยอดขายโต แต่ยังไม่ทำกำไร
บริษัท Sealed Air ขยายตัวตามความนิยมของสินค้า บริษัทพัฒนาสินค้าไปหลายรูปแบบ ทั้งฟองเล็ก ฟองใหญ่ แผ่นกว้าง แผ่นสั้น ม้วนใหญ่ ม้วนเล็ก แต่บริษัทก็ยังไม่ทำกำไร
ปี 1971 ที.เจ. เดอร์มอต ดันฟี (T.J. Dermot Dunphy) ได้เข้ามารับตำแหน่ง CEO เขาให้ความเห็นย้อนหลังว่าชาวานส์เป็นคนมีวิสัยทัศน์ ส่วนฟีลดิงเป็นวิศวกรชั้นเยี่ยม แต่ไม่มีใครอยากบริหารบริษัท ทั้งคู่อยากทำงานประดิษฐ์
ด้วยความที่ดันฟีเป็นนักธุรกิจโดยพื้นฐาน ทำให้เขาเข้าใจการทำธุรกิจให้เกิดกำไรมากกว่า ดันฟีเริ่มด้วยการกระจายไลน์สินค้า และพาแบรนด์ไปแตะอุตสาหกรรมอื่น รวมถึงผ้าคลุมสระว่ายน้ำ ที่ใช้ฟองอากาศใหญ่ช่วยเก็บความร้อนจากแสงแดด ซึ่งเคยขายดีอยู่หลายปี ก่อนที่บริษัทจะขายไลน์นี้ออกไป
การขยายไลน์สินค้าของเขายังทำให้ยอดขายเติบโตจากราว 5 ล้านดอลลาร์ ในปีแรก เป็นระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ก่อนจะออกจากบริษัทไปในปี 2000
🟥จากสินค้าเป็นแบรนด์
Bubble Wrap เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Sealed Air แม้คนทั่วโลกจะใช้คำนี้เรียกวัสดุลักษณะเดียวกันจนเป็นชื่อสามัญไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตรายอื่นไม่สามารถขายสินค้าโดยใช้ชื่อนี้ได้ จึงต้องเรียกว่า bubble pack, air bubble packing, air cushion หรือชื่ออื่นแทน
การจุดประกายนวัตกรรมนี้ขึ้นมาแล้วสร้างประโยชน์ต่อโลก ทำให้สองนักประดิษฐ์ถูกยกย่องในภายหลัง โดยเข้าสู่หอเกียรติยศนักประดิษฐ์แห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ (New Jersey Inventors Hall of Fame) ในปี 1993
🟥บับเบิลกันกระแทกถูกพัฒนาต่อไม่หยุด
เมื่อตลาดโต การใช้งานก็หลากหลายขึ้น บับเบิลกันกระแทกขยายประเภทออกไปมากมายตามการใช้งาน อาทิ
-บับเบิลกันไฟฟ้าสถิต เกิดจากการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยกระจายประจุไฟฟ้าสถิตที่อาจทำลายชิปและชิ้นส่วนที่อ่อนไหว
-รุ่นเสริมความแข็งแรง ใช้ฟิล์มหนากว่า ทนการเจาะทะลุ เหมาะกับของหนักหรือมีขอบคม
-iBubble Wrap (2015) Sealed Air เปิดตัวรุ่นที่ฟองเชื่อมกันเป็นแถบ ส่งเป็นม้วนแบนไปยังผู้ใช้ แล้วเติมลมด้วยเครื่องตอนใช้งาน ช่วยประหยัดพื้นที่ขนส่งเหลือราว 1 ใน 50 ข้อแลกเปลี่ยนคือฟองเชื่อมถึงกัน จึงบีบให้แตกไม่ได้
–บับเบิลกันกระแทกกระดาษ (paper bubble wrap) ที่มีลายนูนคล้ายกัน และกระดาษรังผึ้ง (honeycomb paper) ที่ยืดออกเป็นโครงสร้างรังผึ้งเพื่อกันกระแทก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
🟥มีวันบับเบิลกันกระแทกด้วย
วัน Bubble Wrap Appreciation Day ตรงกับวันจันทร์สุดท้ายของเดือนมกราคม มีที่มาจากสถานีวิทยุในเมืองบลูมิงตัน รัฐอินเดียนา ที่ได้รับไมโครโฟนห่อด้วยบับเบิลกันกระแทก แล้วเปิดเสียงการแกะห่อออกอากาศ (แต่ก็ไม่ได้เป็นวันทางการขนาดนั้น)
บับเบิลกันกระแทกยังเคยสร้างปรากฏการณ์ ช่วยชีวิตฟักทอง Gourdzilla ในปี 2000 ด้วย ฟักทองหนัก 815 ปอนด์รอดจากการหล่นจากเครนสูง 35 ฟุต เพราะมีบับเบิลรองพื้น ทำให้ Sealed Air ได้ประโยชน์เชิงแบรนด์ไปโดยไม่ต้องลงทุนโฆษณา
🟥บับเบิลพา Sealed Air ติด Fortune 500
ปัจจุบัน Sealed Air เป็นบริษัทระดับ Fortune 500 ในปี 2017 มียอดขายราว 4.5 พันล้านดอลลาร์ พนักงานราว 15,000 คน ให้บริการลูกค้าใน 122 ประเทศ นอกจากบับเบิลกันกระแทกยังมีธุรกิจอื่น เช่น Cryovac ฟิล์มห่ออาหารด้วย
🟥นวัตกรรมที่มีมูลค่า 1 แสนล้านบาท
ตลาดบับเบิลกันกระแทกทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 3,100-3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.1 แสนล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนถึง 4-5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.3 -1.7 แสนล้านบาท) ภายในปี 2032–2035 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ประมาณ 3.2% ถึง 3.5%
ปัจจัยสนับสนุนการเติบโต อยู่ที่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) การจัดส่งสินค้าตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-consumer) การค้าข้ามพรมแดน รวมถึงความต้องการปกป้องสินค้าแตกหักง่าย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคระหว่างการขนส่ง
มีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุด เนื่องมาจากปริมาณการค้าออนไลน์และระบบโลจิสติกส์ที่ขยายตัวในจีน อินเดีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สอดคล้องกับรายงานของ Future Market Insights ระบุว่า อีคอมเมิร์ซและค้าปลีกใช้บับเบิลกันกระแทกคิดเป็น 42% ของการใช้งานทั้งหมด
ซึ่งบับเบิลกันกระแทกเกรดทั่วไปยังคงครอบครองสัดส่วนหลักในเชิงปริมาณ แต่บับเบิลประเภทเฉพาะทาง เช่น ชนิดป้องกันไฟฟ้าสถิต (Anti-static) ชนิดหนาพิเศษสำหรับรับน้ำหนักมาก และชนิดควบคุมอุณหภูมิ ยังมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
บับเบิลกันกระแทกถือเป็นส่วนหนึ่งของตลาดบรรจุภัณฑ์กันกระแทกแบบยืดหยุ่น (Flexible Protective Packaging) ซึ่งตลาดนี้มีมูลค่ารวมทั่วโลกมากกว่า 42,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 1.4 ล้านบาท
ทั้งนี้ราคาของโพลีเอทิลีนที่ผันผวน และกฎระเบียบเรื่องขยะบรรจุภัณฑ์ ส่งผลต่อราคาบับเบิลกันกระแทกโดยตรง
แต่แนวโน้มในอนาคต ด้วยแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและระเบียบข้อบังคับ ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่หันมาพัฒนาบับเบิลที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล (PCR) รวมถึงวัสดุกันกระแทกที่ทำจากกระดาษหรือพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้มากขึ้น
อ้างอิง : Grand View Research, Mordor Intelligence, Fortune Business Insights, Fact.MR , smithsonianmag, ernestpackaging, ntxsupply, boxfactory, stanleypackaging



