หลังคว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026 ชื่อของ Nene Royal หรือ แพรว-รัตติกานต์ อำลอย ไม่ได้อยู่แค่ในวงการดนตรี แต่ยังปรากฏในแคมเปญของแบรนด์ต่าง ๆ ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเพื่อความงาม
ก่อนหน้านี้มีทั้ง Pantene, MizuMi, Smooth E, BSC Cosmetology และ Baby Bright ขณะที่ล่าสุด Mistine เข้ามาร่วมงานกับ Nene อีกแบรนด์
ถ้ามองทีละแบรนด์ เรื่องนี้อาจเป็นเพียงข่าว “Nene ได้งานพรีเซ็นเตอร์เพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์”
แต่เมื่อเอาแบรนด์ทั้งหมดมาวางต่อกัน กลับเห็นภาพที่น่าสนใจกว่า
เพราะในชีวิตประจำวัน Nene สามารถ สระผมด้วย Pantene ล้างหน้าด้วย Smooth E ทากันแดด MizuMi แต่งหน้าด้วย Baby Bright และกรีดตาด้วย Mistine
คำถามจึงไม่ใช่แค่ Nene ได้งานเพิ่มกี่แบรนด์ แต่คือ ทำไมแบรนด์ความงามหลายหมวดถึงเลือก Nene Royal
🟥ตั้งแต่สระผม ล้างหน้า กันแดด ไปจนถึงแต่งหน้า
เมื่อไล่ตามขั้นตอนการดูแลตัวเอง จะเห็นว่า Nene เข้าไปอยู่ในสินค้าหลายประเภท
Pantene อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
Smooth E อยู่ในกลุ่มดูแลผิวหน้า
MizuMi อยู่ในกลุ่มกันแดด
ส่วน BSC Cosmetology, Baby Bright และ Mistine อยู่ในกลุ่มเครื่องสำอาง
สินค้าเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในหมวดเดียวกัน และไม่ได้แข่งขันกันโดยตรงทั้งหมด แต่สามารถอยู่ในกิจวัตรเดียวกันได้
จึงทำให้ชื่อของ Nene ปรากฏตั้งแต่ขั้นตอนดูแลตัวเอง ไปจนถึงการแต่งหน้าก่อนออกจากบ้าน

🟥แต่ละแบรนด์หยิบ Nene ไปเล่าคนละมุม
แม้จะเป็น Nene คนเดียวกัน แต่แต่ละแบรนด์ก็เลือกนำเสนอคนละด้าน
MizuMi วาง Nene ในฐานะ “1st MizuMi Muse” พร้อมแนวคิด “You Rock the World. We Rock the Sun.” เชื่อมภาพของ Nene กับการขยายแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ
ด้าน Smooth E ใช้แนวคิด “BABYFACE. READY TO FACE THE WORLD.” โดยนำเรื่องความมั่นใจและการเป็นตัวเองมาเชื่อมกับแบรนด์
ส่วน Baby Bright มีรูปแบบการใช้คนดังแยกตามกลุ่มสินค้าอยู่แล้ว โดยสำหรับ Nene ข้อมูลที่เปิดออกมาตอนนี้เชื่อมโยงกับ Rejulight Hydrogel Mask
ล่าสุดคือ Mistine ที่เข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ในกลุ่มเครื่องสำอาง
จึงเห็นได้ว่าแบรนด์ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ Nene ในภาพเดียวกันทั้งหมด แต่สามารถเลือกหยิบคนละมุมของเธอมาเชื่อมกับสินค้าได้

🟥ทำไม Nene ถึงไปได้หลายแบรนด์
สิ่งที่เห็นจากการสื่อสารของแต่ละแบรนด์คือ Nene มีภาพลักษณ์หลายด้าน ทั้งความมั่นใจ ความเป็นตัวเอง ความสดใส แฟชั่น รวมถึงภาพของศิลปินและความร็อก
ตัวอย่างชัดเจนคือ เถ้าแก่น้อย ที่หยิบภาพกีตาร์และความร็อกของ Nene มาเชื่อมกับความกรอบของสาหร่าย ผ่านแนวคิด “CRISP IT. ROCK IT.”
นั่นทำให้ Nene ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับภาพความงามเพียงอย่างเดียว และเปิดโอกาสให้แบรนด์แต่ละประเภทเลือกนำตัวตนของเธอไปเล่าในแบบของตัวเอง
สำหรับแบรนด์จึงไม่ได้มีแค่คำถามว่า “จะใช้ใครเป็นพรีเซ็นเตอร์” แต่ยังต้องคิดต่อว่า จะเล่า Nene ในมุมไหนให้เข้ากับสินค้าและแตกต่างจากแบรนด์อื่น

🟥จากความงามถึงอาหาร เปิดแล้ว 10 แบรนด์
เมื่อมองภาพรวม ปัจจุบันมีแบรนด์ที่เปิดตัวการทำงานร่วมกับ Nene ในชุดนี้ 10 แบรนด์ ได้แก่
- Pantene – ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
- Smooth E – ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- MizuMi – กันแดดและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- BSC Cosmetology – เครื่องสำอางและแป้ง
- Baby Bright – เครื่องสำอาง
- Mistine – เครื่องสำอาง
- เถ้าแก่น้อย – สาหร่าย
- Voiz – แบรนด์ขนมปังกรอบ
- Farmhouse – แบรนด์ขนมปัง
- Dutch Mill – ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม
จึงเห็นว่า Nene ไม่ได้อยู่แค่ในตลาดความงามอีกต่อไป แต่เริ่มขยับไปยังสินค้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตั้งแต่การดูแลตัวเอง ไปจนถึงขนมและเครื่องดื่ม
ดังนั้น ข่าว Mistine x Nene Royal จึงไม่ได้มีความหมายแค่การได้งานเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ แต่เป็นอีกจังหวะที่ทำให้เห็นภาพใหญ่ขึ้นว่า จากเดิมที่ Nene อยู่ในตลาดความงามเป็นหลัก วันนี้ชื่อของเธอกำลังขยายไปสู่สินค้าในชีวิตประจำวันมากขึ้น
และเมื่อแบรนด์หลายหมวดเลือกใช้ Nene คนเดียวกัน สิ่งที่น่าจับตาต่อไปจึงไม่ใช่แค่จำนวนแบรนด์ แต่คือ แต่ละแบรนด์จะนำตัวตนของ Nene มาสร้างเรื่องราวของตัวเองอย่างไรให้คนจำได้
