ปี 2569 ภาพรวมยอดขายรถจักรยานยนต์ในไทยถูกคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ราว 1,730,000 คัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขตลาดมอเตอร์ไซค์ยังคงทรงตัวและประคองตลาดไปได้นั้น มาจากกลุ่มคนเมืองที่คุ้นเคยกับเกียร์ออโตหันมาใช้รถจักรยานยนต์ A.T. เป็นพาหนะเสริมเพื่อความประหยัดและสะดวกคล่องตัวในภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและน้ำมันแพง
ประกอบกับกำลังซื้อในสังคมเมืองยังคงแข็งแกร่ง แตกต่างจากกลุ่มรากหญ้าในต่างจังหวัดซึ่งเป็นฐานลูกค้ารถครอบครัวแบบมีเกียร์ ที่กำลังซื้อหดตัวลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและรายได้ภาคเกษตร
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้คาดการณ์ว่าสัดส่วนรถ A.T. ในตลาดรวมปี 2026 จะพุ่งสูงถึง 66% จาก 58% ในปี 2025 ที่ผ่านมา ขณะที่รถครอบครัวแบบมีเกียร์จะลดลงเหลือ 31% ตามด้วยรถสปอร์ตขนาดเครื่องยนต์ 150-300 CC. ที่ 2% ส่วนรถอีวีสองล้อไฟฟ้า 100% อยู่ที่ 1%
ซึ่งในกลุ่มของรถพลังงานทางเลือกนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยผลักดันตลาดรถอีวีสองล้อให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ คือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จให้ครอบคลุม มากกว่าเพียงแค่พึ่งพาเงินอุดหนุนซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว
ท่ามกลางสมรภูมิที่เซกเมนต์รถสกู๊ตเตอร์ออโตเมติกกำลังกุมความได้เปรียบ และต้องรับมือกับวัฏจักรของรสนิยมที่สั้นลง แบรนด์ต่าง ๆ ไม่ได้มุ่งเน้นแค่โปรโมชันลดแลกแจกแถม หรือการปรับเปลี่ยนลวดลายสติกเกอร์เพียงลำพังอีกต่อไป
ค่ายรถสองล้อชั้นนำได้สร้างกระแส Brand X Brand หรือ Collaboration โดยเฉพาะการดึงป๊อปคัลเจอร์ คาแรคเตอร์การ์ตูนลิขสิทธิ์ และแฟชั่นระดับโลก มารีเฟรชภาพลักษณ์ให้เด็กลงเพื่อมัดใจผู้บริโภคกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เพื่อรักษาความสดใหม่และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ความท้าทายที่ค่ายรถต้องตีโจทย์ให้แตก คือกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ในตลาดรถจักรยานยนต์เน้นรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และตัดสินใจซื้อตามกระแสความนิยม หรือความลิมิเต็ดเอดิชัน โดยไม่ยึดติดกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งเพียงอย่างเดียว และมักเลือกซื้อรถที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของตนเอง อีกทั้งยังชื่นชอบดีไซน์ที่แปลกใหม่
แบรนด์จึงต้องใช้คาแรคเตอร์ แฟชั่น หรือภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง เพื่อปรับภาพลักษณ์ของโปรดักต์ให้ดูเด็กลงและทันสมัย พร้อมทั้งสร้างความผูกพันกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น
ฮอนด้า (Honda) สานต่อกลยุทธ์ Collaboration เจาะกลุ่มนักสะสมและแฟนคลับป๊อปคัลเจอร์ โดยดึงแฟรนไชส์ภาพยนตร์ อนิเมะ และแบรนด์ของเล่นระดับตำนาน อย่าง วันพีซ (One Piece), มินเนี่ยน (Minions), เจ้าหนูปรมาณู (Astro Boy), สตาร์ วอร์ส (Star Wars), ทอย สตอรี่ (Toy Story) และ ทามิยะ (Tamiya) มากระตุ้นกำลังซื้อผ่านการสร้างสรรค์ลวดลายพิเศษบนตัวรถมินิไบค์และสกู๊ตเตอร์ในรูปแบบลิมิเต็ดเอดิชัน
หรือการเอาใจสายวินเทจด้วยรุ่น ซูเปอร์ คับ โตเกียว เอทตี้ส์ (Super Cub Tokyo 80s) ที่ดึงมนต์เสน่ห์ของกรุงโตเกียวในอดีตมารับกระแสวัฒนธรรมและดนตรีซิตี้ป๊อปซึ่งกำลังกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง
ยามาฮ่า (Yamaha) ได้ Collab กับ ฟีล่า (FILA) แบรนด์สปอร์ตแฟชั่นชั้นนำ ออกรถรุ่น ฟาซซิโอ้ (Fazzio) ในรูปแบบลิมิเต็ดเอดิชัน รับกระแสสปอร์ตแฟชั่นมาร์เก็ตติ้งที่ยังคงคึกคักและเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
เวสป้า (Vespa) แบรนด์พรีเมียมคลาสสิก Collab กับซูเปอร์สตาร์ศิลปินเพลงป๊อประดับโลก จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ผ่านรถรุ่น สปริ้นท์ (Sprint) ในดีไซน์สีขาวโมโนโครมสุดมินิมอล

| ตลาดรถจักรยานยนต์ไทย | ||
| ปี พ.ศ. | จำนวน | |
| 2565 | 1,801,902 คัน | |
| 2566 | 1,878,655 คัน | |
| 2567 | 1,708,215 คัน | |
| 2568 | 1,735,366 คัน | |
| 2569 (คาดการณ์) | 1,700,000+ คัน | |
| ที่มา: สถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) รย.12 รถจักรยานยนต์ จากกรมการขนส่งทางบก / ตุลาคม 2569 | ||

| ตลาดรถจักรยานยนต์ไทย 1,700,000 คัน | ||
| เซกเมนต์ | สัดส่วนตลาด ปี 2569 | |
| A.T. (แบบออโต้) | 66% | |
| Family (แบบมีเกียร์) | 31% | |
| Sport (ขนาดเครื่องยนต์ 150, 250, 300 CC.) | 2% | |
| ไฟฟ้า 100% | 1% | |
| ที่มา: ไทยฮอนด้า / ตุลาคม 2569 | ||

| ตลาดรถจักรยานยนต์ไทย 1,700,000 คัน | ||
| ปี พ.ศ. | สัดส่วนตลาดรถจักรยานยนต์แบ่งตามพื้นที่ | |
| ส่วนภูมิภาค | เฉพาะกรุงเทพฯ | |
| 2565 | 75.51% | 24.49% |
| 2566 | 74.33% | 25.67% |
| 2567 | 74.20% | 25.80% |
| 2568 | 73.37% | 26.63% |
| ที่มา: สถิติรถจดทะเบียนใหม่ (ป้ายแดง) รย.12 รถจักรยานยนต์ จากกรมการขนส่งทางบก / ตุลาคม 2569 | ||
จากภาพรวมการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางการตลาดในตลาดรถจักรยานยนต์ไทย สะท้อนให้เห็นว่าในสภาวะที่กำลังซื้อผันผวน และการจัดโปรโมชั่นลดราคาหรืออัดของแถมไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา
หลายค่ายรถจึงเลือกใช้วิธี Collaboration เพื่อสร้างความรู้สึกประทับใจต่อแบรนด์และกระตุ้นให้เกิดความอยากสะสม จนนำไปสู่การตัดสินใจจองรถในที่สุด
แบรนด์ต่างมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ในทุกจุดสัมผัสผ่านรูปแบบการทำการตลาดแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบลวดลายรถรุ่นพิเศษ ไปจนถึงการจับคู่กับของพรีเมียมคอลเลกชันที่ออกแบบมาเฉพาะรุ่น เพื่อความโดดเด่นและน่าครอบครอง
โดยจะเห็นว่ากลยุทธ์นี้ยังครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป และใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจเพื่อผลักดันสินค้าเข้าสู่ศูนย์จำหน่ายหรือดีลเลอร์ ทำให้ร้านค้ามั่นใจว่าสินค้าลิมิเต็ดเหล่านี้จะเรียกความสนใจและดึงทราฟฟิกคนเข้าโชว์รูมได้
อีกทั้งทุกวันนี้ การทำแคมเปญ Collaboration ร่วมกับพันธมิตรหรือคาแรคเตอร์ดังยังมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายฐานลูกค้าและดึงอายุแบรนด์ให้เด็กลง เปลี่ยนภาพจำที่คนรุ่นใหม่เคยมองว่าเป็นเพียงยานพาหนะใช้งานทั่วไป ให้กลายเป็นไอเท็มแฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนและดูเข้าถึงได้มากขึ้น
โดยในยุคที่การแข่งขันดุเดือดขึ้น การทำธุรกิจต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา Collaboration ในตลาดรถจักรยานยนต์ไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนสีหรือสติกเกอร์ตัวรถ
แต่คือวิถีทางเชิงรุกที่ค่ายรถต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อน เพื่อรักษาความเป็นเจ้าตลาดและบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้บริโภคยุคใหม่ให้แข็งแกร่งต่อไป
