ปีที่ผ่านมาตลาดขายตรงไทยมูลค่า 70,000 ล้านบาท ติดลบ 1%

เป็นการติดลบท่ามกลางการเติบโตของตลาดขายตรงโลก ที่มีการเติบโต 5.8% มูลค่าตลาด 179,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.9 ล้านล้านบาท

มูลค่าตลาด 5.9 ล้านล้านบาทเป็นมูลค่าที่มาจากตลาดเอเชีย 43%

และตลาดเอเชียเป็นตลาดที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดขายตรงโลก

เนื่องจาก 3 ใน 5 ของประเทศที่เป็นตลาดหลักสร้างรายได้ให้กับตลาดขายตรงโลกมาจากเอเชีย

โดย 5 ประเทศประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี เกาหลี และญี่ปุ่น

ในปีที่ผ่านมาการเติบโตของตลาดขายตรงโลกจะมาจากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นหลัก

ข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากในงานแถลงข่าวการจัดงานประชุมสมาพันธ์การขายตรงโลก ครั้งที่ 16 ในรูปแบบออนไลน์ (WFDSA World Congress XVI – Virtual Edition) เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจอิสระ และผู้ประกอบการขายตรงไทยเข้าร่วมประชุมในเดือนตุลาคม 2564

แม้ตลาดขายตรงไทยจะมีการปรับตัวสู้ นำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมาเป็นจุดขายมากขึ้น แต่ในครึ่งปีแรก 2564 ตลาดขายตรงไทยกลับติดลบ 5%

การติดลบนี้ กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย ให้ความเห็นว่ามาจากกำลังซื้อที่ถดถอย และเลือกที่จะใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นกับชีวิตประจำวันก่อน เช่น อาหาร

แต่กิจธวัชเชื่อว่าการผ่อนคลายล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย และผู้บริโภคเริ่มคุ้นชิน คลายกังวลในเรื่องต่าง ๆ จะทำให้ตลาดขายตรงกลับมาหันหัวขึ้นจากต้นปี 2564

และคาดการณ์ว่าจบปี 2564 ตลาดขายตรงจะติดลบเพียง 1-2% เท่านั้น เนื่องจากยังเป็นธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ

สำหรับประเทศไทยตลาดขายตรงมากถึง 60% จะมุ่งเน้นไปยังผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ และ 20% เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับความงาม

ซึ่งตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนผลิตภัณฑ์เพื่อความงามเป็นตลาดที่เริ่มอิ่มตัวจากคู่แข่งจำนวนมาก โดยเฉพาะคู่แข่งที่ไม่ได้มาจากธุรกิจขายตรง

 

แม้ตลาดขายตรงยังมีศักยภาพ แต่ตลาดนี้ยังมีความท้าทายอยู่ในตัว

ซึ่งความท้าทายที่สำคัญ กิจธวัชฉายภาพให้เราฟังในฐานะกรรมการผู้จัดการ แอมเวย์ (ประเทศไทย) ว่า

ความท้าทายนี้เกิดจากผู้บริโภคใช้ชีวิตและซื้อของบนโลกออนไลน์มากขึ้น

และเป็นความท้าทายที่ตลาดขายตรงต้องปรับตัว เพื่อแข่งขันกับช้อปปิ้งออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ซึ่งการปรับตัวนี้ประกอบด้วย 3 การปรับที่สำคัญ ได้แก่

1. การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนน้อยลง เข้าใจง่าย และซื้อง่าย ราคาเข้าถึงง่าย

2. การสร้างแบรนด์ไม่ได้เน้นแค่ Awareness แต่ต้องสร้างแบรนด์ให้มีตัวตนที่แท้จริง มีความจริงใจ เพื่อให้เกิดขึ้นจากการบอกต่อของคนรุ่นใหม่

3. นำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเสริม และผสมผสานกับจุดเด่นของขายตรงคือ Personal Touch กับลูกค้า เพราะถ้ามุ่งเน้นเพียงดิจิทัลเป็นหลักโดยลืม Personal Touch จะไม่ต่างจากทั่วไปที่ขายสินค้าในช้อปปิ้งออนไลน์

 

นอกจากความท้าทายในแง่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ธุรกิจขายตรงไทยยังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องนักธุรกิจอิสระที่มีจำนวนคงที่ 11 ล้านคนมานานหลายปี แม้จะมีนักธุรกิจอิสระรายใหม่สมัครเข้ามาทำธุรกิจก็ตาม แต่ก็มีจำนวนนักธุรกิจอิสระไม่น้อยที่ออกจากการทำธุรกิจ

เนื่องจากคนรุ่นใหม่มองว่าการแสวงหาอาชีพเสริมสามารถหาได้ง่ายและหลากหลาย

ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดโลกจำนวนนักธุรกิจอิสระในปีที่ผ่านมา มีการเติบโต 4.3% จากจำนวนนักธุรกิจทั้งหมด 125 ล้านราย และ 55% เป็นนักธุรกิจอิสระที่อยู่ภูมิภาคเอเชีย

สิ่งเหล่านี้ทำให้ธุรกิจขายตรงไทยจะต้องหาจุดสมดุลของธุรกิจให้ได้ในช่วง 3-5 ปีนี้ เพื่อการเติบโตต่อไปในอนาคต

ถ้าให้มองไปที่รายได้ของบริษัทขายตรงในประเทศไทย เราขอยกตัวอย่างรายได้ของบริษัทขายตรงที่ 3 บริษัทได้แก่ แอมเวย์ กิฟฟารีน และนู สกิน ซึ่งเป็นสามบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ทั้งสุขภาพและความงาม

โดยในแต่ละบริษัทมีรายได้และกำไรดังนี้

 

แอมเวย์

2561      รายได้ 17,813 ล้านบาท กำไร 1,193 ล้านบาท

2562      รายได้ 18,893 ล้านบาท กำไร 972 ล้านบาท 

2563      รายได้ 19,499 ล้านบาท กำไร 731 ล้านบาท

 

กิฟฟารีน

2561      รายได้ 4,206 ล้านบาท กำไร 111 ล้านบาท

2562      รายได้ 4,424 ล้านบาท กำไร 100 ล้านบาท

2563      รายได้ 5,034 ล้านบาท กำไร 344 ล้านบาท

 

นู สกิน

2562      รายได้ 1,225 ล้านบาท กำไร 71 ล้านบาท

2563      รายได้ 911 ล้านบาท กำไร 30 ล้านบาท



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน