ลองหลับตานึกภาพย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตอนที่เราต้องกางหนังสือพิมพ์หน้าจัดหางาน วงปากกาสีแดงทับตำแหน่งที่สนใจ แล้วเดินไปส่งจดหมายที่ไปรษณีย์เพื่อลุ้นเอาดาบหน้า…

ภาพเหล่านั้นกลายเป็นเพียงตำนานไปแล้ว เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปต์ทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่ “ตลาดแรงงาน”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 25 ปีที่ผ่านมา JobsDB คือผู้เล่นคนสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมการหางานของคนไทย  แต่วันนี้ JobsDB กำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่สู่การเป็น “Employment

Marketplace” หรือระบบปฏิบัติการด้านทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร

Marketeer พาไปคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนครั้งนี้ ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ JobsDB by SEEK ประเทศไทย ผู้บริหารสาย Tech ที่จบด้าน Computer Science มาโดยตรง

และผ่านสมรภูมิในบริษัทระดับโลกอย่าง dtac, Facebook (Meta) และ True Digital

เธอจะมาถอดรหัสความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน พร้อมเปิดฐานข้อมูลสเกลยักษ์ เพื่อเผย “คีย์เวิร์ด” และเทรนด์สำคัญที่องค์กรและคนหางานยุคนี้ต้องรู้!

จาก “สตาร์ทอัพดาวรุ่ง” สู่ “ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียแปซิฟิก”

ย้อนกลับไปในปี 2542 JobsDB คือ “สตาร์ทอัพ” ดาวรุ่งที่เข้ามาพลิกหน้าประวัติศาสตร์ เปลี่ยนเกมการหางานของคนไทยจากที่ต้องนั่งกางหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ให้ก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์

อย่างเต็มตัว

จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2024 จากการควบรวมกิจการของ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ ได้แก่ JobsDB, JobStreet และ SEEK ดีลนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนป้ายชื่อบริษัท แต่คือการผสาน

แพลตฟอร์มและเชื่อมฐานข้อมูลหลังบ้านทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว ครอบคลุม 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย

ฟิลิปปินส์ และไทย ผลลัพธ์ที่ได้คือ “สเกลข้อมูลระดับมหาศาล” ที่ปลดล็อกตลาดแรงงานให้กลายเป็นโลกที่ไร้พรมแดน ทั้งฝั่งคนหางาน และฝั่งองค์กร

ดวงพร เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มมีฐานข้อมูลผู้สมัครงานที่ยัง Active สูงถึง 50 ล้านคน และมีองค์กรที่เป็นลูกค้ากว่า 2.5 ล้านรายทั่ว APAC ที่สำคัญคือมีการจัดตั้งทีม

พัฒนานวัตกรรมที่มีนักพัฒนา AI เฉพาะทางกว่า 300 ชีวิต ซึ่งสเกลนี้ใหญ่กว่าจำนวนพนักงานทั้งบริษัทของบางองค์กรเสียอีก!

“ตอนที่เราเปลี่ยนระบบ ลูกค้าบางคนบ่นเลยว่าใช้ยากมาก ‘โอ๊ย… เอาของเดิมกลับมาได้ไหม’ สิ่งที่เราทำคือต้องเข้าไปจับมือเขาแล้วอธิบายว่า ‘คุณต้องเดินไปข้างหน้านะ เพราะเราไม่ได้อยู่ใน

ยุค 20 กว่าปีที่แล้ว เราไม่อยากให้คุณตกยุค และไม่ต้องห่วง เรามีทีมเข้าไปสอนให้ถึงที่'”

เธอเล่าถึงความท้าทายช่วงเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์ม ที่ต้องยกระดับเทคโนโลยีไปพร้อม ๆ กับการ Educate ตลาดให้ก้าวตามให้ทัน

AI “นักจัดหาคู่” ระดับอัจฉริยะแห่งโลกการทำงาน

ในยุคที่ใคร ๆ ก็หยิบคำว่า AI มาใช้เป็น Buzzword เก๋ ๆ แต่สำหรับ JobsDB เทคโนโลยีนี้คือ “อาวุธหนัก” ที่นำมาใช้งานจริงเพื่อแก้ปัญหาให้ทั้งสองฝั่ง

โจทย์ใหญ่ของ HR คือ “ต้องปิดจ็อบให้เร็วที่สุด และได้คนที่ใช่ที่สุด” การมานั่งอ่านเรซูเม่ 200-300 ใบคือการผลาญเวลาและทรัพยากรอย่างมหาศาล AI ของ JobsDB จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือ

ทุ่นแรงชั้นยอด ทันทีที่โพสต์งาน AI จะควานหา Candidate ที่ “ใช่ที่สุด” มาวางรอไว้ให้ โดยวิเคราะห์เจาะลึกจาก “ประสบการณ์ทำงาน” ไม่ใช่แค่จับคู่ผ่านชื่อตำแหน่งผิวเผิน

หากมีคนแห่สมัครหลักร้อย ระบบจะจัดกลุ่มคนที่มีคุณสมบัติตรงสเปกไว้ให้ HR ดูก่อน ช่วยประหยัดเวลาได้มหาศาล นอกจากนี้ AI ยังฉลาดพอที่จะแนะนำ HR ได้ว่าควรเขียนประกาศรับ

สมัครงานอย่างไรให้ดึงดูดใจคนเก่ง ๆ ให้อยากมาร่วมงานด้วย

สำหรับฝั่งคนหางาน ระบบอัลกอริทึมจะเรียนรู้ว่าคุณคือใครและสนใจงานประเภทไหน หากคุณเป็นวิศวกร หน้าฟีดก็จะเสิร์ฟแต่งานวิศวกรรม หากเป็นนักบัญชี ก็จะเห็นแต่งานสายตัวเลข

เป็นความใส่ใจแบบ Personalized ที่ทำให้การหางานตรงจุด ไม่สะเปะสะปะเสียเวลาอีกต่อไป

ที่น่าจับตามองคือนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามาเชื่อมต่อข้อมูลกับสถาบันการศึกษา เพื่อใช้ยืนยัน (Verify) ความถูกต้องของวุฒิการศึกษาและประกาศนียบัตรต่าง ๆ ถือเป็นการปิดประตูตาย

สำหรับปัญหาการ “ปลอมแปลงเรซูเม่” อย่างเด็ดขาด

เมื่อถามถึงกระแสคนรุ่นใหม่ที่เริ่มหันไปหางานผ่าน Facebook Group หรือ TikTok ดวงพรให้ความเห็นว่า แพลตฟอร์มเหล่านั้นยังมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในการหางานที่ค่อนข้างน้อย

“โดยเฉพาะงานตั้งแต่ระดับหัวหน้างาน (Supervisor) ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรามีความเชี่ยวชาญ สิ่งที่พวกเขาต้องการสูงสุดคือ ความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพค่ะ”

 AI ไม่ได้มาแย่งงาน… แต่มาแทรกอยู่ใน “ทักษะ” ที่โลกต้องการ

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่สังคมมักจะถามกันคือ “AI จะเข้ามาแย่งงานและทำลายอาชีพของมนุษย์หรือไม่?” ในมุมมองของผู้บริหาร JobsDB ให้คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่า AI ไม่ได้มาเพื่อทดแทน

มนุษย์แบบ 100% แต่กำลังเข้ามา “แทรกซึม” อยู่ในทุกมิติของการทำงาน

ในฝั่งผู้ประกอบการ ทุกวันนี้องค์กรชั้นนำมีการ Implement AI เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และลดต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในสายงาน Creative ที่ใช้ AI

ช่วย Generate ภาพ วิดีโอ หรือตัวอย่าง Mockup งานเพื่อไปคุยกับลูกค้าได้เร็วขึ้น แทนที่จะต้องนั่งทำทีละชิ้น หรือฝั่ง Back Office ที่ใช้ AI ช่วยร่างโครงสร้างงานนำเสนอ หรือทำ

PowerPoint ได้ทันที

“ก่อนหน้านี้สักปีสองปี บริษัทต่าง ๆ อาจจะยังไม่ได้ระบุใน Requirement ว่าต้องการคนที่ใช้งาน AI เป็น แต่เดี๋ยวนี้หลายองค์กรมองหาทักษะนี้ เพราะคนที่ใช้ AI เป็นจะทำงานได้เร็ว

และได้ปริมาณงานที่มากกว่าคนอื่น มิติของการจ้างงานจึงเปลี่ยนไป งานยังมีอยู่… แต่คนที่ใช้ AI เป็น จะเป็นที่ต้องการมากกว่าคนที่ใช้ไม่เป็น”

จากการสำรวจ Insight ของ JobsDB พบว่า ผู้สมัครมากกว่า 75-76% มองว่าการพัฒนาทักษะด้าน AI จะช่วยให้เติบโตในสายงานได้ดีขึ้น และกว่า 70% เชื่อว่าทักษะนี้มีผลต่อความมั่นใจใน

ความมั่นคงของงาน (Job Security)

จากฐานข้อมูลมหาศาลดวงพรยังเปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจ

ถอดรหัส 5 คีย์เวิร์ดที่คนหางานค้นหามากที่สุด (ช่วงครึ่งหลังปี 2025)

1.Marketing (การตลาด): ทักษะการวางกลยุทธ์ สื่อสารแบรนด์ และขับเคลื่อนยอดขายในยุคดิจิทัล

2.Data Analyst (นักวิเคราะห์ข้อมูล): ทักษะการแปลงตัวเลขและพฤติกรรมผู้บริโภคให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

3.HR (ทรัพยากรบุคคล): ทักษะการบริหารคน เฟ้นหาทาเลนต์ และออกแบบวัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่

4.Engineer (วิศวกร): ทักษะเชิงเทคนิค การแก้ปัญหา และการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน

5.Work From Home: ไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นเทรนด์ “ความต้องการด้านวิถีชีวิต” (Work-Life Flexibility) ที่ผู้สมัครให้ความสำคัญ

4 ทักษะทองคำที่ตลาดแรงงานต้องการ

1.Language Skill (ทักษะทางภาษา): โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่เป็นประตูด่านแรกในการคัดกรอง (Pre-screen) ของบริษัท International

2.Digital Skill (ทักษะดิจิทัล): ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ

3.Data Skill (ทักษะด้านข้อมูล): การบริหารจัดการข้อมูลและการตีความข้อมูลเพื่อนำไปใช้ต่อยอดธุรกิจ

4.AI Skill (ทักษะด้านเอไอ): การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการทำงาน

มากกว่าเรื่องเงินเดือน: มิติความสุข และโจทย์หินเรื่อง Generation Gap

ดวงพรบอกว่า ลบภาพจำที่ว่า “เด็กยุคใหม่สนแต่เงินเดือน” ทิ้งไปได้เลย เพราะข้อมูลจาก JobsDB ชี้ให้เห็นว่า แม้เงินเดือนจะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ปัจจัยที่ทำให้คนตัดสินใจ “อยู่หรือไป” คือ

วัฒนธรรมองค์กร, สวัสดิการ, Work-life Balance และความมั่นคง

คนทำงานยุคนี้มองหาความหมายในงานที่ทำ แต่สถิติกลับบอกว่าพวกเขามีความสุขกับชีวิตการทำงานเพียงแค่ 50-60% เท่านั้น

นอกจากนี้ หลายองค์กรกำลังเจอวิกฤต Generation Gap ที่พนักงาน Gen Z ลาออกไวถึง 50% สวนทางกับรุ่นพี่ Gen X หรือ Boomer ที่อยู่ยาวจนเกิดกำแพงการสื่อสาร ซึ่งคุณยุ้ยได้แชร์แง่คิด

ที่น่าสนใจจาก CHRO ชั้นนำไว้ว่า:

“ถ้าลูกน้องในทีมพาเหรดกันลาออกอย่างรวดเร็ว แทนที่จะมัวแต่หาคนใหม่มาแทนที่ บางทีคนที่เราควรเปลี่ยน อาจจะเป็น ‘ผู้จัดการทีม’ ที่ยังปรับตัวรับมือกับคนต่างเจเนอเรชันไม่ได้

ต่างหาก”

เธอยังให้ความเห็นว่า สำหรับองค์กรเอง ความท้าทายสำคัญที่ต้องเตรียมรับมือตลอดเวลาคือ การปล่อยฟีเจอร์ใหม่ได้เร็วและไม่ล้าหลัง พร้อมทั้งเดินหน้าให้ความรู้ตลาดให้ก้าวข้ามระบบยุค

เก่า เพื่อช่วยให้องค์กรหาคนและคนหางานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิวัติโลกการทำงานจากหน้ากระดาษสู่ยุค AI ได้สะท้อนความจริงที่ว่า เทคโนโลยีเป็นแค่ “เครื่องมือ” แต่สิ่งที่จะตัดสินความอยู่รอดของทั้งผู้สมัคร องค์กร และตัว

แพลตฟอร์มได้อย่างแท้จริง คือ “ความสามารถในการปรับตัว” อยู่เสมอ