Kodak แบรนด์สัญชาติอเมริกันที่อยู่คู่ตลาดกล้องมานาน ข้ามไปประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในญี่ปุ่น ด้วยการครองแชมป์ยอดขายรวม พร้อมล้มแบรนด์เจ้าถิ่นที่ครองตลาดมากว่า 20 ปี 

ตามรายงานของ เพตาพิกเซล เว็บไซต์รวบรวมข่าวสารในวงการกล้องระบุว่า ในปีงบประมาณ 2025 ของญี่ปุ่น ซึ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ยอดขายกล้องคอมแพคในญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นมากถึง 127% 

ซึ่งแบรนด์กล้องกลุ่มนี้ที่ขายดีที่สุดคือ โกดัก ดังนั้นจึงทำให้แซงขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่ขายรวมดีที่สุดไปด้วย โดยมี ฟูจิฟิล์ม และ เคนโกะ โทคินะ เป็นอันดับ 2 และ 3 

ทิ้งให้ แคนนอน เสียแชมป์ครั้งแรกในรอบ 23 ปี และต้องลงไปอยู่กับแบรนด์อื่นๆ ที่ขายได้รองๆ ลงมาร่วมกับ เพนแทกซ์ นิคอน และโซนี 

ความสำเร็จของโกดักในครั้งนี้ มาจากการหันไปจับตลาดคนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Z ผ่านกล้องคอมแพครุ่นพิกซ์โปร ที่ราคาต่ำกว่า 30,000 เยน (ราว 6,500 บาท) 

ซึ่งเป็นตลาดที่แบรนด์กล้องญี่ปุ่นส่วนใหญ่มองข้าม โดยหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ญี่ปุ่น หันไปเน้นทำกำไรกับกล้องแบบมิเรอร์เลส ระดับพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่า 100,000 เยน (ประมาณ 21,000 บาท) ขึ้นไป รวมถึงอุปกรณ์สำหรับถ่ายวิดีโอ 

การเปลี่ยนทิศทางนี้ทำให้กลุ่มกล้องราคาต่ำกว่า 30,000 เยนเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ จนโกดักเล็งเห็นโอกาส จึงได้ส่งกล้องรุ่น พิกซ์โปร ที่มีราคาย่อมเยากระจายไปตาม ห้างสรรพสินค้าและร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศ 

ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจาก Gen Z ที่รายได้ยังมีไม่มาก ต้องการกล้องใช้งานง่าย ย้อนยุค และกำลังอยากได้กล้องถ่ายรูป รวมไปถึงเทคโนโลยีย้อนยุค ที่ให้ประสบการณ์แตกต่างจากการใช้กล้องจากสมาร์ตโฟนอยู่พอดี 

ด้วยปัจจัยบวกทั้งหมดจึงทำให้ กล้องโกดัก ขายดีและคว้าแชมป์ยอดขายโดยรวมของกล้องญี่ปุ่นไปในที่สุด

ความสำเร็จของโกดัก ในตลาดญี่ปุ่นครั้งนี้ ซึ่งกล้องแบบคอมแพคเป็นกำลังสำคัญ ยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดกล้องของประเทศนี้

ที่ความต้องการกล้องถ่ายรูปได้ขยายตัวออกไปไกลกว่ากลุ่มผู้หลงใหลการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมแล้ว โดยกลุ่มที่หันมาถ่ายภาพด้วยกล้องกันมากขึ้นคือ Gen Z 

โดยแม้กล้องระดับไฮเอนด์ที่มีราคาแพงจะยังคงทำเงินต่อหน่วยได้มากกว่า แต่ถ้าเป็นด้าน ยอดขายรวมแล้ว กลับตกเป็นของกล้องกลุ่มราคาย่อมเยาเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกล้องแบบคอมแพคนั่นเอง 

สำหรับ โกดัก เข้ามาในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 1900 หรือเกิน 126 ปีมาแล้ว และสามารถแบ่งได้เป็น 4 ช่วง โดยช่วงแรกคือในปี 1900 ที่โกดัก ส่งสินค้าไปขายทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่น 

แต่ก็หยุดชะงักไปในปี 1945 เพราะญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ถือเป็นประเทศคู่ขัดแย้งในสงครามโลกครั้งที่ 2 โกดัก ซึ่งเป็นบริษัทของสหรัฐฯ จึงไม่สามารถส่งสินค้าไปขายในญี่ปุ่นได้ไปโดยปริยาย 

หลังสงครามโลกครั้งนั้นจบลง โกดักก็กลับมาในตลาดญี่ปุ่นอีกครั้ง ยุคที่ 2 ของโกดัก ในญี่ปุ่นจึงเริ่มขึ้น โดยกล้องที่ขายดีในเวลานั้นคือรุ่นอินสตาแมติก ที่เปิดตัวในปี 1963 

ช่วงที่ 2 ของโกดักในญี่ปุ่น ต่อเนื่องไปถึงยุค 80 ซึ่งเป็นเวลาที่โกดักสู้กับฟูจิฟิล์ม แบรนด์เจ้าถิ่นอย่างดุเดือด 

โกดักก็ตีตลาดญี่ปุ่นด้วยการส่งทีมวิจัยเข้าและได้วางจำหน่ายกล้องฟิล์มใช้แล้วทิ้ง รวมถึงกล้องฟิล์มกันน้ำและกล้องพาโนรามา 

ช่วงที่ 3 ของ โกดัก ในญี่ปุ่นช่วงยุค 90 มาพร้อมปัญหา หลังบรรดาแบรนด์กล้องญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาและผลิตกล้องดิจิทัลออกมา และแม้โกดักจะจับมือกับแอปเปิลผลิตกล้องดิจิทัลออกมาขายเช่นกัน แต่กระแสตอบรับก็ไม่ดี 

จากนั้นในปี 2012 โกดัก ก็ล้มละลาย เพราะปรับตัวช้า หลังกล้องขยับไปเป็นดิจิทัลเกือบทั้งหมด และซ้ำเติมด้วยความนิยมถ่ายภาพผ่านสมาร์ตโฟน จนหายไปจากตลาดกล้องญี่ปุ่นและทั่วโลกอยู่พักใหญ่ ถือเป็นการจบช่วงที่ 3 ในญี่ปุ่นไปด้วย 

โกดัก เริ่มกลับมาเจาะตลาดญี่ปุ่นอย่างจริงจังอีกครั้งในปี 2024 ด้วยการเกาะเทรนด์ชื่นชอบเทคโนโลยีย้อนยุคของ Gen Z ทั่วโลก และจากการที่ชาวญี่ปุ่นหลงใหลภาพโทนเก่าๆ อยู่เป็นทุนเดิม 

โกดัก คว้าโอกาสจากปัจจัยบวกเหล่านี้ โดยได้ส่งกล้องคอมแพคราคาประหยัดรุ่น พิกซ์โปร ลงตลาด และทำยอดถล่มทลาย 

ข้อมูลจากปีงบประมาณ 2025 ของญี่ปุ่น ซึ่งข้ามมาถึงไตรมาสแรกปี 2026 ระบุว่า โกดัก ล้ม แคนนอน ที่เป็นแชมป์ในด้านยอดขายรวมมานาน 23 ปี ได้สำเร็จ 

ความสำเร็จของโกดักในญี่ปุ่นในช่วงที่ 4 ยังไม่หมดแค่นั้น โดย สื่อญี่ปุ่นรายงานว่าปัจจุบัน ฟิล์มโกดัก ได้รับความนิยมกว่าฟิล์มของฟูจิฟิล์ม คู่แข่งที่เคยขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในยุค 80 แล้วอีกด้วย / retailnewsasia ,petapixel