Trend: หนึ่งในข่าวดังแวดวงบันเทิงทั่วโลกเมื่อปี 2016 คือ การประเดิมซีซันแรกของ The Stranger Things ซีรีส์ใน Netflix ที่มีแรงบันดาลใจมาจากหนังและซีรีส์ยุค 80

และซีซันต่อ ๆ มาของ The Stranger Things ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นคอนเทนต์เด่นของ Netflix ดังไปทั่วโลก จนสตรีมมิ่งค่ายคู่แข่งพากันดันซีรีส์ย้อนยุคจาก 80 ออกมาบ้าง

ท่ามกลางแฟชั่นและเพลงจากยุคเดียวกันที่ทยอยคืนชีพตามมา รวมไปเทคโนโลยีย้อนยุคอื่น ๆ ด้วย ไล่มาตั้งแต่ที่พกพาได้สะดวกอย่าง เทปคาสเซตต์ และกล้องถ่ายรูปด้วยฟิล์ม

ไปจนถึงของที่ค่อนข้างใหญ่อย่าง แผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง และเครื่องสร้างเสียงสังเคราะห์ (Synthesizer)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสามารถเรียกรวม ๆ ได้ว่าการคืนชีพของยุค 80 ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีวงจร 30 ปี (30 years cycle) ที่ข้าวของเครื่องใช้ แฟชั่น และคอนเทนต์ เมื่อ 30 ปีก่อน และกลับมาฮิตอีกครั้ง เหมือนยุค 50 คือแรงบันดาลใจของยุค 80

ยุค 80 เป็นแรงบันดาลใจของยุค 2010 และยุค 90 เป็นแรงบันดาลใจของยุค 2020 แต่เชื่อว่ายังมีอีกประเด็นที่หลายคนยังข้องใจอยู่ นั่นคือ ทำไมอุปกรณ์ยุคเก่าที่ต้องลงทั้งแรง ความตั้งใจ และเปลืองเวลา ในการใช้งาน

จนกล่าวว่าบรรดาอุปกรณ์ที่ทำงานได้ช้าไม่ทันใจ (Slow Tech) ยังฟื้นคืนชีพขึ้นมา

ทั้งที่ปัจจุบันคือยุคของ Super Fast Tech และเอไอซึ่งเราสามารถสั่งการข้าวเครื่องใช้ทุกอย่างให้ทำงานแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส และพวกมันก็ทำงานได้แทบจะทันที

หลักฐานยืนยันถึงการคืนชีพอย่างชัดเจนของบรรดา Slow Tech ปรากฏให้เห็นผ่าน นักร้องวงดนตรีกลับมาออกเทปคาสเซตต์กันเป็นปกติ

ยอดขายแผ่นเสียงในอังกฤษ 6 ล้านแผ่นเมื่อปี 2023 และยอดขายแผ่นเสียงที่โตต่อเนื่องมา 16 ปีติด จนถึงขนาดที่วงดนตรีเมทัลรุ่นใหญ่อย่าง Metallica ซื้อโรงงานผลิตแผ่นเสียงเพื่อเป็นทั้งแหล่งรายได้จากเทรนด์นี้ และสะดวกต่อการควบคุมคุณภาพแผ่นเสียงของอัลบัมตัวเอง

การคืนชีพของบรรดา Slow Tech ยังยืนยันได้จากความคึกคักในตลาด Synthesizer ที่สองแบรนด์ดังอย่าง Korg และ Moog กลับไปผลิตทั้งรุ่นเก่าและผลักดันรุ่นใหม่ ๆ ออกมา

พร้อมการเกิดขึ้นของ Teenage Engineering แบรนด์ใหม่ราคาเข้าถึงได้ เพื่อรองรับเทรนด์ดนตรีปัจจุบันที่เสียงสังเคราะห์มีบทบาทอย่างมาก

ขณะที่ตลาดกล้องถ่ายรูป แม้กล้องดิจิทัลครองตลาดส่วนใหญ่แต่กล้องฟิล์มก็กลับมาคึกคักอีกครั้งหลักฐานคือ ความนิยมกล้องฟิล์มในกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z ที่อายุ 40 ปีลงมา

บริษัท Impossible Project ของ Florian Klap นักธุรกิจชาวออสเตรีย ที่ซื้อ Polaroid มาก่อนล้มละลายเมื่อปี 2017 ซึ่งปัจจุบันทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากทั้งยอดขายกล้อง Polaroid

และธุรกิจ Slow Tech เกี่ยวเนื่องของ Impossible Project อันได้แก่ การพรินต์ภาพ Polaroid หลายขนาดไปจนถึงคอร์สเรียนภาพพิมพ์จากบล็อกไม้

ส่วน Kodak ก็กลับมามีรายได้ก้อนใหญ่จากตู้พรินต์ภาพ ใน CVS กับ Walgreen 2 เชนร้านขายยาใหญ่ในสหรัฐฯ และยอดขายกล้องฟิล์ม รวมไปถึงกล้องถ่ายภาพยนตร์ใช้ฟิล์ม ที่กลับมาได้รับความนิยมในหมู่ผู้กำกับดัง ๆ

หลังภาพยนตร์เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม 4 ใน 5 เรื่องของปี 2024 ถ่ายด้วยกล้องฟิล์มของ Kodak

ด้านตากล้องภาพแฟชั่นก็กลับมาใช้กล้องฟิล์มกันมากขึ้น เพราะทำให้ภาพมีมูลค่ามากกว่า และยังแสดงถึงฝีมือของช่างภาพในยุคภาพแฟชั่นส่วนใหญ่ถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลมากจนอิ่มตัว

จากหลักฐานทั้งหมดด้านบนจึงกล่าวได้ว่า Slow Tech ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง โดยมีที่มาจากหลายสาเหตุเริ่มจากการหลงใหลในเสน่ห์ของความช้าของคนยุคปัจจุบัน

หลังเหนื่อยกับความรวดเร็วทันใจของอุปกรณ์จนบางครั้งเกินขอบเขตของเทคโนโลยี และอยากพักเพื่อเรียกสติหรือดื่มด่ำกับกระบวนการและการทำงานของบรรดา Slow Tech ที่ต้องรอและลุ้นผลที่ออกมา

สาเหตุถัดมาที่ทำให้ Slow Tech คืนชีพคือ ความสุขและตื่นเต้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ความผิดพลาดหรือเรื่องคาดไม่ถึง (Happy Accident)

ดังที่ปรากฏในภาพเกรนแตกหรือนอยซ์จากกล้องฟิล์ม ที่แทบไม่เกิดขึ้นในกล้องดิจิทัล

อีกสาเหตุที่ทำให้ Slow Tech ได้รับความนิยมคือ เป็นโอกาสให้ผู้ใช้ได้แสดงทักษะที่มีอยู่ ทบทวนหรือแม้กระทั่งเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ จากการใช้อุปกรณ์

เหมือนที่ผู้กำกับ Cristopher Nolan แสดงให้เห็นผ่านการวางแผนบนโต๊ะเป็นอย่างดีก่อนใช้กล้องและฟิล์มของ Kodak ในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของตน

จนคว้าทั้งรายได้และรางวัลอยู่เสมอ ในยุคที่เพื่อนร่วมอาชีพส่วนใหญ่ใช้กล้องดิจิทัลกันหมด เพราะไม่อยากต้องพะวงเรื่องงบประมาณบานปลายและแก้ไขได้ง่ายกว่า

Slow Tech ยังเป็นโอกาสให้ได้นำของเก่าและของใหม่มาผสมผสานกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมหรือสิ่งที่ตรงกับจินตนาการ

เหมือนที่ผู้กำกับ Denis Villeneuve ถ่าย Dune (2022) ภาคแรกด้วยกล้องดิจิทัล จากนั้นเปลี่ยนเป็นฟิล์ม และกลับมาทำให้เป็นดิจิทัลอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องราวในภาพยนตร์ซึ่งเกิดขึ้นในอนาคตปี 10191

สาเหตุสุดท้ายที่ทำให้ Slow Tech คืนชีพอย่างมีนัยสำคัญคือ ผู้คนอยากแสดงความเป็นมนุษย์ ทักษะฝืมือและควบคุมเทคโนโลยีมากขึ้น ในปัจจุบันที่เอไอมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงขั้นแย่งงานมนุษย์แล้ว

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ สรุปเทรนด์ Slow Tech อิงตาม The Tipping Point หนังสือขายดีของ Malcom Gladwell นักเขียนแนวเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมคนดัง ไว้ว่าไม่แปลกที่ผู้ที่ชอบของย้อนยุคจะถูกมองว่าเชยหรือล้าหลัง

เพราะของย้อนยุคหรือตกยุคนั้น ตรงกันข้ามกับนวัตกรรม ซึ่งแฟน ๆ คือผู้ที่ชอบความแปลกใหม่ แต่ขณะเดียวกันของย้อนยุคก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงตัวตน

และการบริโภคสินค้าของคนที่อยากควบคุมประสบการณ์การใช้สินค้าและควบคุมอุปกรณ์ หรือ Active Consumer ให้มากที่สุดตรงข้ามกับ Passive Consumer ที่เน้นซื้อสินค้าตามเทรนด์ตลาด

เพราะอยากซื้อมาแล้วใช้ได้เลยอยากได้ความสะดวก ไม่ต้องเหนื่อยไปหาข้อมูลหรือเรียนรู้วิธีการใช้ให้ยุ่งยากอีก/bbc


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer