Trend: การนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องมาใช้ในวงการต่าง ๆ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ แน่นอนว่าด้านหนึ่งคือก้าวหน้า แต่นี่ก็เป็นเหรียญสองด้านเช่นกัน เพราะยังมีด้านมืดแฝงอยู่
โดยเฉพาะการตัดมนุษย์ออกจากสมการ เพื่อความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจและตัดปัญหาเรื่องการอู้หรือปฏิเสธงานออกไป ท่ามกลางรายงานที่ประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า ตำแหน่งงานมากมายจะหายไป
และคนหลายล้านทั่วโลกจะต้องตกงาน โดย เอไอ ไม่ได้เป็นประเด็นร้อนเฉพาะวงการที่พึ่งพาระบบอัตโนมัติ ข้อมูลข่าวสาร การคำนวณ และการสร้างภาพ-เสียงต่าง ๆ
อันได้แก่ ภาคการผลิต สื่อสารมวลชน การลงทุน และอุตสาหกรรมบันเทิงตามลำดับเท่านั้น แต่กำลังเริ่มทำให้วงการแฟชั่นสะเทือนแล้วด้วย

ปี 2017 ได้มีการสร้างนางแบบจากเอไอขึ้นในชื่อ Shudu และเพียงไม่กี่ปีต่อมา แบรนด์แฟชั่นดัง ๆ อย่าง Balenciaga และ Balmain ก็นำมาใช้ในแคมเปญ เพราะเห็นว่าทำให้แบรนด์ทันสมัย
พร้อมช่วยเรื่องการโปรโมต เพราะ Shudu มีผู้ติดตามใน Instagram ถึง 250,000 คน

ต่อมาในปี 2023 Levi’s แบรนด์ยีนส์เบอร์ต้น ๆ ของโลก ก็นำนางแบบเอไอมาใช้เช่นกัน แต่คราวนี้ก้าวไปอีกขั้น เพราะเหมือนคนจริง ๆ จนแทบแยกไม่ออกหากดูเผิน ๆ

ส่วนมาปี 2024 ก็เริ่มมีนางแบบที่จ้างให้บริษัทเอไอสร้างร่างแฝดของตัวเองและเก็บเกี่ยวรายได้จากการที่แบรนด์แฟชั่นนำไปใช้แล้ว แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้ก็กำลังถูกตั้งคำถาม
และต่อต้านจากคนกลุ่มใหญ่ในวงการแฟชั่น ท่ามกลางความหวาดหวั่นว่านางแบบกำลังตกงาน
หนึ่งในหลักฐานที่เตือนว่า นางแบบทั่วโลกอาจต้องเริ่มหางานอื่น ๆ เผื่อไว้คือ ผลสำรวจความคิดเห็นของ McKensey บริษัทที่ปรึกษายักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันเมื่อปี 2023 ที่ว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างบริษัทแฟชั่นจะทุ่มพัฒนาเรื่องเอไอ และเน้นไปที่การออกแบบในปี 2024
ท่ามกลางการขยายตัวของบริษัทเอไอด้านภาพ และการเกิดขึ้นของบริษัทเอเยนซีนางแบบเอไอแบบสมัครสมาชิก ซึ่งแบรนด์แฟชั่นหรือแบรนด์สินค้าที่สนใจจ่ายเพียง 29 ดอลลาร์ (ราว 1,000 บาท ต่อเดือน) เท่านั้นก็มีนางแบบเอไอถึง 12 ตัวไว้ใช้งาน

แม้แบรนด์แฟชั่นและบริษัทเอไอ รับปากว่าจะใช้นางแบบเอไออย่างมีจริยธรรม แต่กระแสต่อต้านก็ไม่หมดไป โดยนอกจากทำให้นางแบบต้องตกงานแล้ว ยังมีความไม่พอใจเรื่องเชื้อชาติและสีผิว
หลังโปรแกรมเมอร์ผิวขาวสร้างนางแบบเอไอผิวดำ และเห็นว่านางแบบเอไอเป็นพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ทำลายของแนวคิดความงามที่หลากหลายของวงการนางแบบ
อันขัดต่อเทรนด์ในปัจจุบันซึ่งสนับสนุนให้คนภูมิใจตัวตน และไม่จำกัดอยู่เฉพาะนางแบบ นายแบบ ผิวขาวดีหน้ายุโรปอีกต่อไป
อีกประเด็นที่คนในวงการแฟชั่นกังวลกันคือ หากตลาดนางแบบเอไอขยายตัว นอกจากนางแบบที่เป็นคนจริง ๆ ต้องตกงานหรืองานลดลงไปแล้ว ตำแหน่งงานที่เคยจำเป็นอย่าง ช่างแต่งหน้า ทำผม และสไตลิสต์ ที่เรียกรวม ๆ ว่า Glam squad นั้น ก็ต้องตกงานไปด้วย ซึ่งกลุ่ม Glam squad ในอังกฤษ กำลังเคลื่อนไหวให้รัฐบาลออกมาตรการควบคุมก่อนคนในวงการแฟชั่นมากมายต้องตกงานจากเทรนด์นางแบบเอไอ
จากนี้ต้องติดตามกันว่าเทรนด์นางแบบเอไอจะพัฒนาไปถึงไหน เพราะเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายแบรนด์ก็ถูกใจเพราะประหยัดงบไปได้มาก และสามารถ ‘ปั้น’ นางแบบได้ตามสั่ง
ส่วนฝั่งนางแบบก็อาจทำใจว่าแม้ไม่ตกงานแต่ก็ต้องทำงานร่วมกับนางแบบเอไอ และต้องหาทางทำเงินใหม่ ๆ จากเทรนด์นี้ให้ได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การมีแฝดเอไอของตนไว้เก็บค่าลิขสิทธิ์การใช้

เหมือนรายงานเมื่อปี 2023 ที่ว่า คนดังอย่าง Snoop Dogg และ Kendall Janner ที่มีเงินเข้ากระเป๋ากันก้อนใหญ่จากการให้ Facebook สร้างภาพเอไอเสียงพูดโต้ตอบหรือ แชตบอต ของแต่ละคนไปใช้ในแพลตฟอร์ม
ขณะที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ก็ต้องเคลื่อนไหว เพื่อปกป้องตำแหน่งงานของคนในประเทศหรือวางกรอบไม่ให้เกิดการใช้เอไออย่างไม่เหมาะสมและเอาเปรียบทางธุรกิจ
รวมถึงผิดจริยธรรมและแตะประเด็นอ่อนไหวในยุคนี้ ที่มีสิทธิในเรือนร่าง ตัวตน สีผิว เชื้อชาติและรูปร่าง ซึ่งโยงกับเทรนด์นางแบบเอไอรวมอยู่ด้วย ♦/bbc, theguardian
–
