เมื่อ The Mall Group ตัดสินใจปลุก “พื้นที่ความทรงจำย่านรามคำแหง” ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในชื่อ ‘1981 Soul & Sold’

โดยมี “ชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ”  นักสะสม นักเล่าเรื่อง ผู้หลงใหลในกลิ่นอายคลาสสิก อดีตเจ้าของร้าน “รวยริน กลิ่นชีวา” และฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลังคอมมูนิตี้ดังอย่าง “ชุมทางสยามยิปซี” เข้ามามีบทบาทในฐานะ Retail Curator ดูแลตั้งแต่การคัดเลือกผู้เช่า (Tenant Curation) และ Concept Development

ชีวาไม่มีเรซูเม่บริหารด้านรีเทลสวยหรู แต่เพราะอะไร ทำไมองค์กรรีเทลใหญ่ระดับประเทศจึงเลือกเขา

ตามไปอ่านเรื่องราวชีวิตของชีวาผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติพื้นที่รามคำแหง 3 ให้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของคนรักความคลาสสิก…

Who is ชีวา ?

ถ้าคุณอยู่ในโลกของคนรักของเก่า รถคลาสสิก หรือวัฒนธรรมวินเทจ ชื่อของ “ชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ” แทบไม่ใช่เรื่องใหม่

แต่สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยอินกับคำว่า “คลาสสิก” เขาอาจเป็นเพียงชื่อที่ไม่คุ้นหูนัก

และนั่นเองที่ทำให้เรื่องราวของเขาน่าสนใจ เพราะชายคนนี้กำลังถูกเลือกให้เล่าเรื่อง “คลาสสิก” ให้กับคนที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนคลาสสิกเลยด้วยซ้ำ

“คำว่าคลาสสิกสำหรับผม มันอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน เก้าอี้ตัวหนึ่ง ใบไม้สักใบ  มันคืออะไรที่เราเห็นแล้วรู้สึกอิ่ม ฟู เต็มขึ้นมาในใจ จากความทรงจำบางอย่างที่อยู่ในนั้น”

ชีวาเริ่มต้นอธิบายให้ Marketeer ฟัง ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แล้วบอกว่าต้องเริ่มจากการเข้าใจ “นิยามคลาสสิก” ของเขาก่อน เพราะอาจจะต่างกับที่เราเคยเข้าใจ

เขาไม่เคยนิยามด้วยจำนวน “ปี” ไม่เคยผูกมันไว้กับ “ของสะสม” และไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทันทีที่คลาสสิกเท่ากับความรู้สึก มันก็ไม่ใช่เรื่องของ “คนบางกลุ่ม” อีกต่อไป แต่มันกลายเป็น “เรื่องของทุกคน”

นั่นคือจุดตั้งต้นของทุกอย่างที่เขากำลังทำใน ‘1981 Soul & Sold’ พื้นที่ไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด Newstalgia Marketplace & Culture Hub สเกลโครงการระดับ 1 แสนตารางเมตร  มูลค่าลงทุน 1,300 ล้านบาทของกลุ่ม The Mall ที่ถูกแพลนไว้ว่าจะเปิดประมาณเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

เรื่องราวชีวิตของชีวา ที่ “ไม่เคยอยู่ในกรอบ”

“ผมลงมาจากรถเก่าจริง แต่ผมเป็นคนแต่งตัวเนี้ยบมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ นะครับพี่”

ชีวากล่าวด้วยเสียงหัวเราะ ก่อนจะเล่าให้ Marketeer ฟังว่า เพราะเขาเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อเป็นนักบัญชี แม่เป็นเจ้าของร้านเสริมสวยที่มีกระจกบานใหญ่อยู่ในร้าน เลยชอบส่องกระจกตลอดเวลา และใส่เจลจัดผมมาตั้งแต่ยังเด็ก

ชีวิตของชีวาไม่ได้เป็นเส้นตรง และแทบไม่มีช่วงไหนที่เรียกว่า “ปกติ” เขาออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ปี ทำงานทุกอย่างตั้งแต่ล้างจาน เสิร์ฟอาหาร  เป็นบาร์เทนเดอร์ เจ้าของร้านเหล้า เขียนบทสร้างภาพยนตร์  เจ้าของโรงแรม  ฯลฯ

ครั้งหนึ่งเขาเห็นป้ายรับสมัครพนักงาน วุฒิขั้นต่ำ ม.6 ของโรงแรมโอเรียนเต็ล

“อ้าว  เรานี่หว่า เข้าไปสมัครเลย ทั้งที่ไม่เคยทำงานโรงแรมมาก่อน และพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย”

“คุณอิ่ม” วีระศักดิ์ ชุณหะจักร ผู้ดูแลด้านการบุคคลสมัยนั้น ถามเขาว่าทำไมมาสมัครที่นี่ เขาก็ตอบว่าคุณสมบัติผมใช่

ทั้ง ๆ ภาษาอังกฤษก็พูดไม่ได้ เรื่องผสมเหล้าก็ไม่รู้เรื่อง ช่วงแรก ๆ ก็ต้องทำงานอย่างอื่นไปก่อน เช่น ล้างแก้ว คั้นน้ำผลไม้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องทำในบาร์

แต่สิ่งที่เขามีคือ “ความเชื่อว่าถ้าเริ่มได้ ก็เรียนรู้ได้”

เขาไม่ได้เติบโตมาจากระบบการศึกษาแบบปกติ แต่ใช้วิธีอ่านข้อสอบย้อนหลังเพื่อแกะวิธีคิดจนสอบติดวิศวะได้ แม้สุดท้ายจะไม่ได้เรียนต่อจนจบ

สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริญญา แต่คือ “วิธีคิดแบบคนที่หาคำตอบเองเป็น”

ชีวิตของเขาเหมือนการทดลองต่อเนื่องจากจุดสู่จุด

เขาเคยตัดสินใจเข้าไปหานายโส่ยร้านขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังย่านถนนพระอาทิตย์ เพื่อขอเช่าพื้นที่หน้าร้านทำร้านเหล้า”รวยรินกลิ่นชีวา” (ร้านเหล้าปั่นเจ้าแรก ๆของเมืองไทย ที่แถมถั่วฟรี)ในตอนกลางคืน ก่อนจะขยับไปเปิดร้านใหม่เป็นร้านอาหารกึ่งผับในฝั่งตรงข้ามเวลาต่อมา

เขาอยู่กับร้านนี้นานถึง 18 ปี ก่อนที่จะออกไปเดินทางท่องโลก และกลับมาสร้างโรงแรมที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วพักโรงแรมในย่านแลนด์มาร์กที่เดินถึงโดยไม่ใช้รถ

ปัจจุบันคือโรงแรม “Time Sabai 134” ย่านถนนข้าวสาร และหัวลำโพง

“ผมเป็นคนรีเซ็ตตัวเองบ่อยมาก พอรู้ว่าผมเข้าใจมันแล้ว ผมจะไปทำอย่างอื่นต่อเลย”

วิธีคิดนี้ทำให้ชีวิตของเขาไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม และไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ และเมื่อเรียนรู้จบ เขาก็พร้อมจะขยับไปบทต่อไปเสมอ

สิ่งที่ทำให้ “ชีวา” หลงใหลในความคลาสสิก เริ่มจาก “ร้านเช่าวิดีโอ”

ช่วงหนึ่งของชีวิต เขาได้ทำงานในร้านเช่าวิดีโอ เปิดโอกาสให้เขาได้ “ดูหนังได้ไม่จำกัด” และตรงนั้นเองที่เปลี่ยนวิธีมองโลกของเขา เพราะเขาไม่ได้ดูแค่หนัง… แต่ดู “โลกในหนัง”   ตั้งแต่รถ เสื้อผ้า ตึก บรรยากาศของยุคนั้น

เรื่องโปรดที่หยิบกลับมาซ้ำ ๆ อย่าง The Godfather หรือภาพของ James Dean และ Elvis Presley
ค่อย ๆ ทำให้เขาเริ่ม “อ่านยุคสมัย” ออกจากภาพเหล่านั้น

เขาเริ่มเข้าใจว่า “รถแบบนี้ คนยุคนั้นจะแต่งตัวยังไง” “ดีไซน์แบบนี้ เกิดจากบริบทอะไร”

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองชอบของเก่าแต่ผมแค่ชอบดีไซน์…แล้วดีไซน์แบบนั้นมันไม่มีในปัจจุบัน”

เมื่อเริ่มมีเงินเก็บ เขาเข้าสู่โลกของรถคลาสสิกจากการซึมซับภาพเหล่านั้นมานานแค่เห็นซากรถ เขาก็ “มองออก” ว่ามันควรจะเป็นแบบไหน

นั่นทำให้เขากล้าซื้อรถเก่าราคาไม่กี่หมื่นบาทมาฟื้นใหม่ และมองเห็นคุณค่า…ในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

“ตอนนี้มีรถอยู่ประมาณ 9 คัน ซื้อบ้างขายบ้าง ตอนทำหนังเรื่องเดดล็อคก็ขายไปบ้าง บอกแล้วผมไม่ได้ยึดติด”

ทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องคนละโลกกับรีเทล

แต่สำหรับ The Mall สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ประสบการณ์ในสายงานเดียวกัน แต่คือ “วิธีมองโลก”

เพราะรีเทลยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่คนจัดการพื้นที่ แต่ต้องการคนที่เข้าใจว่า “อะไรทำให้คนรู้สึก”

สิ่งที่ชีวาคิดต่างตั้งแต่ต้น คือเขาไม่ได้กังวลว่า “ตึกจะมีคนมาไหม” เพราะในมุมเขา ทั้งคอนเซปต์ อีเวนต์ และการบริหารของทีมอย่าง The Mall Group คือสิ่งที่ “การันตี traffic” อยู่แล้ว

แต่สิ่งที่เขาห่วงจริง ๆ คือ

“สำหรับผม คนขายไม่ใช่แค่คนเช่าล็อก แต่คือคนที่จะทำให้ที่นี่มีชีวิต ดังนั้น ร้านค้าที่เข้ามาต้องไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่ต้องตั้งใจขาย และพัฒนาตัวเอง”

เขาไม่ได้มองร้านค้าเป็นเพียง Tenant แต่คือ “คน” ที่มีเรื่องราว มีตัวตน และมีสิ่งที่จะถ่ายทอดออกมาได้ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนซื้อไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือประสบการณ์ ความรู้ และความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น

วิธีคิดนี้ทำให้เขาให้ความสำคัญกับ “เคมีของคน” มากกว่าสินค้า

เขายืนยันตั้งแต่ต้นว่าเขาต้องมีสิทธิ์เลือกว่าร้านไหนควรเข้ามา เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ของดี แต่คือ “ความเข้ากันได้ของคนในพื้นที่” ที่จะทำให้ที่นี่เติบโตไปด้วยกันในระยะยาว

เมื่อ Marketeer ถามว่าอะไรยากที่สุดในการทำโครงการนี้

เขาไม่ได้ตอบว่าเป็นเรื่องเงินหรือการทำให้คนเข้าใจ หรือเชื่อในโครงการ แต่ตอบตรง ๆ ว่า

“ยากที่สุดคือตัวเอง  การควบคุมอารมณ์ ความใจร้อน ความวู่วาม คือสิ่งที่ท้าทายที่สุดในทุกโปรเจกต์ เพราะถ้าคุมตัวเองได้ อย่างอื่นก็จัดการได้

เวลาเราจะเริ่มอะไรใหม่ ๆ มันยากเสมอ กว่าคนจะเข้าใจ กว่าจะเชื่อ มันต้องใช้เวลาอยู่แล้ว  เลยไม่เคยมองว่ามันยาก ผมมองแค่ว่าถ้าเรายังทำอยู่ทุกวัน ด้วยความถี่ที่สม่ำเสมอ สุดท้ายมันต้องไปถึงอะไรสักอย่าง

เลยตอบไม่ได้หรอกว่ามันจะสำเร็จไหม เพราะผมยังอยู่ในระหว่างทาง แต่สิ่งที่รู้คือ ผมยังทำมันอยู่… ทุกวัน”

เขาไม่เรียกว่าโครงการนี้คือการตกผลึกทุกอย่างของชีวิต

“แต่ผมหงายไพ่ในมือไปแล้วเกือบหมด ไพ่หนึ่งสำรับมี 54 ใบ แต่เวลาเล่นจริงใช้แค่ 52 ใบผมเปิดไพ่ 52 ใบให้เห็นหมดแล้ว ไม่ได้กั๊กอะไรไว้ แต่ยังมี ‘โจ๊กเกอร์’ อีก 2 ใบที่ผมยังไม่เปิด ไม่ใช่เพราะซ่อน แต่เพราะผมเองก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร 

สำหรับผม โจ๊กเกอร์พวกนั้นคือ ‘ปัจจุบัน’ คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และเรายังไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นอะไร และชีวิตมันยังมีไพ่ใบใหม่ ๆ ที่กำลังจะถูกเปิดเสมอ”

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การรีโนเวตพื้นที่หนึ่งแห่ง แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของรีเทล จากการขายของ ไปสู่การสร้างความรู้สึก

และในวันที่ใครหลายคนยังพยายามดึงคนเข้าหาพื้นที่ ชีวากลับเลือกทำอีกอย่างหนึ่ง ทำให้พื้นที่นั้นมีความหมายมากพอ จนคนอยากเดินเข้ามาเอง

และนี่น่าจะคือเหตุผลที่ The Mall ฝาก “ความทรงจำบทใหม่” ไว้ในมือเขา

ก่อนลาจากกันวันนั้นเขากล่าวกับ Marketeer ว่า “โชคดีครับ”  ก่อนอธิบายยิ้ม ๆว่า (ยังๆไม่จบทุกเรื่องของเขามีที่มาเสมอ)

“คำว่าโชคดี เป็นคำที่แม่ของผมใช้พูดกับผมเป็นประจำตั้งแต่เล็ก ๆแม่ไม่เคยบอกว่าเรียนหนังสือเก่ง ๆนะลูก รวย ๆนะ ลูก แม่แค่บอกว่าโชคดีนะลูก แล้วผมก็เป็นคนโชคดีจริง ๆ”

“โชคดีค่ะ”