“โลกธุรกิจทุกวันนี้หมุนเร็วจนน่าตกใจ สิ่งที่เคยเป็นสูตรสำเร็จในอดีต อาจกลายเป็นตำราที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไปในปัจจุบัน”
นี่คือใจความสำคัญที่ นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความท้าทายระลอกใหญ่ที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารและธุรกิจทั่วโลก พร้อมกางตำราเล่มใหม่ว่า องค์กรจะอยู่รอดได้อย่างไรในวันที่ “กฎเกณฑ์เดิมๆ” ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ในงานสัมมนาหัวข้อ “อุตสาหกรรมอาหารกับการรับมือวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง และแนวทางการปรับตัวของธุรกิจอาหารไทย” ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
🔴 จากยุคที่ “คาดเดาไม่ได้” สู่ยุคที่ “จินตนาการไม่ออก”
นายธีรพงศ์ กล่าวว่า หากย้อนกลับไปช่วงก่อนโควิด เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า Unpredictable หรือความไม่แน่นอนที่คาดเดาได้ยาก แต่ปัจจุบัน โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุค Unimaginable หรือยุคที่วิกฤติต่างๆ เกิดขึ้นแบบที่เราจินตนาการไม่ออก
เพราะปัจจัยลบต่างๆ ไม่ได้ทยอยมา แต่มันถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กำแพงภาษี เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกันทั่วโลกในรอบเกือบ 40 ปี ผสมโรงกับปัญหาโครงสร้างประชากรสูงวัย
ซึ่งมรสุมระดับมหภาคเหล่านี้ได้เข้ามาพลิกพฤติกรรมผู้บริโภค และกดดันให้ธุรกิจต้องรีบทิ้งตำราเล่มเก่า เพื่อหาทางรอดใหม่ให้เร็วที่สุด
🔴 “ความไว” คือผู้ชนะตัวจริงในยุคนี้
เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไป ทฤษฎีการทำธุรกิจแบบเดิมๆ อาจจะต้องเปลี่ยน เพราะการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงแห่งเดียวกลายเป็นความเสี่ยงที่สูงเกินไป
ดังนั้น ธุรกิจในยุคนี้จึงต้องมีตัวเลือกสำรองและรู้จักกระจายความเสี่ยงให้เป็น นอกจากนี้ แนวคิดแบบเดิมที่เน้นการผลิตสินค้าครั้งละมากๆ เพื่อให้ต้นทุนต่อชิ้นถูกที่สุด ก็อาจไม่ใช่คำตอบ
เพราะตอนนี้ความเร็วและความคล่องตัวคือสิ่งสำคัญที่สุด ใครที่สามารถปรับเปลี่ยนสายการผลิตเพื่อทำสินค้าได้หลากหลายรูปแบบเร็วกว่า และใช้เวลาหยุดเครื่องจักรให้น้อยที่สุด คนนั้นคือผู้ชนะ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็งของไทยที่เคยเป็นแชมป์อันดับ 1 ของโลกมาหลายสิบปี ปัจจุบันอันดับร่วงลงไปอยู่ที่ 6-7 สะท้อนให้เห็นว่าในโลกยุคนี้ การเสียแชมป์สามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน

🔴 ทำงานให้ง่าย ลดรายจ่าย และต้องเร็วกว่าเดิม
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ Thai Union ได้เริ่มกระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปี 2024 โดยยึดหลักการทำงาน 3 ข้อ คือ
1. Simpler (ง่ายขึ้น) ลดความซับซ้อนในองค์กร ทบทวนและตัดกระบวนการ (Process) เก่าๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป
2. Leaner (ลดต้นทุน) ทำของให้ถูกลง มองหาจุดที่สามารถลดต้นทุนได้อย่างต่อเนื่อง เพราะในยุคที่ยอดขายอาจไม่ได้เติบโต การลดต้นทุนคือทางเดียวที่จะรักษากำไรไว้ได้
3. Faster (เร็วขึ้น) เคลื่อนไหวให้ไว กฎระเบียบอะไรที่ทำให้งานเดินช้า ต้องถูกปรับปรุง
🔴 คนและ AI คือหัวใจสำคัญ
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างองค์กร สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดคือ “คน” และ “เทคโนโลยี”
คนทำงานที่เคย “เก่งพอ” ในเมื่อวาน อาจ “ไม่พอ” สำหรับการแข่งขันในวันนี้ องค์กรต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในอีกระดับเพื่อต่อสู้ในสนามรบที่ยากขึ้น
ขณะเดียวกัน การนำ AI และ Data Technology เข้ามาใช้งานถือเป็นไฟลต์บังคับ หากไม่มีเทคโนโลยี องค์กรจะไม่สามารถ Lean ตัวเองได้ถึงขีดสุด
โดยทาง Thai Union ประเมินว่า การปรับตัวเบื้องต้นอาจช่วยลดจำนวนพนักงานลงได้ราว 10 กว่าเปอร์เซ็นต์
แต่หากใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างเต็มรูปแบบ อาจเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้แรงงานลงได้ถึง 30% ขึ้นไป
🔴 เน้นกำไร มากกว่าวิ่งหายอดขาย
บทสรุปที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจยุคนี้ คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการวิ่งไล่ล่ายอดขาย มาเป็นการสร้างการเติบโตที่มีกำไร
เพราะการเพิ่มยอดขายขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่การควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการบริหาร คือสิ่งที่เราจัดการได้ในบ้านตัวเอง
ดังนั้น หากองค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เช่น ค่าโฆษณา เงินเดือนพนักงาน หรือค่าใช้จ่ายออฟฟิศ ลงได้ 1,000 ล้านบาท
นั่นอาจหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นถึง 20% โดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยไปหาความเสี่ยงในการเร่งยอดขายในวันที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย
ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวคิด “ทำน้อยให้ได้มาก” ที่ธุรกิจไทยต้องนำไปปรับใช้ เพื่อเอาชีวิตรอดในยุคที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป
