เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนโลก และเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในยุคปัจจุบัน ประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Gen Z ซึ่งเกิดระหว่างปี 1997–2012 จึงได้รับความสนใจและถูกนำมาตีแผ่อย่างต่อเนื่อง 

ประเด็นล่าสุดของ Gen Z ที่ถูกนำมาตีแผ่คือ การลงทุน โดย Gen Z เริ่มเข้าสู่การลงทุนเร็วมากและเร็วกว่าคนรุ่นพ่อแม่หรือรุ่นพี่ที่มักจะเริ่มออมเงินหลังจากมีงานทำที่มั่นคงแล้ว 

สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างราว 8,000 คนทั่วโลกใน 13 ประเทศ ครอบคลุมทุกช่วงวัยตั้งแต่ Gen Z ไปจนถึง Baby Boomer 

ปรากฏว่า 30% ของ Gen Z เริ่มนำเงินเข้าสู่ตลาดทุนตั้งแต่ช่วงก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น แม้จะยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัวก็ตาม เมื่อเทียบกับ Gen Y, Gen X และ Baby Boomer เมื่อช่วงอายุเท่ากันที่มีเพียง 15%, 9% และ 6% เท่านั้นที่เริ่มลงทุน 

นี่แสดงให้เห็นว่า Gen Z มีความกระตือรือร้นในการลงทุนสูงมาก โดยสาเหตุหลักที่ทำให้คนรุ่นนี้เข้าสู่แวดวงการลงทุนเร็วมาก เพราะโตมาในช่วงที่โลกเผชิญวิกฤตหลายด้าน ทั้งโรคระบาดและปัญหาเศรษฐกิจ จึงอยากหาทางพ้นวิกฤตไปได้โดยเร็วที่สุด หรืออย่างน้อยก็ต้องเตรียมพร้อมไว้เพื่ออนาคต 

ตัวอย่างที่ชัดเจนของ Gen Z กลุ่มนี้คือ แอมบริโก แรงกิย ซึ่งเริ่มศึกษาเรื่องสกุลเงินดิจิทัลตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี และใช้เงินเก็บจากของขวัญวันเกิดและค่าขนมเริ่มลงทุนจริงตอนอายุ 16 ปี 

ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยว เขาจึงมีความมุ่งมั่นที่จะพาตัวเองไปให้ไกลกว่าจุดที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม บทเรียนแรกในโลกคริปโตกลับเต็มไปด้วยความเครียด 

เขาเล่าว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเขาต้องตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวล ต้องคอยเช็กพอร์ตลงทุนตลอดเวลาจนไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นกับเพื่อนๆ หรือมีสมาธิในห้องเรียน 

แม้เขาจะไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขความสูญเสีย แต่ความล้มเหลวครั้งนั้นก็มากพอที่จะทำให้เขาถอยห่างจากคริปโต และหันมามองโลกการลงทุนด้วยมุมมองที่โตขึ้น 

ปัจจุบันในวัย 21 ปี เขาได้ผันตัวมาเป็นนักวิเคราะห์การลงทุนที่ Flatmate Ventures โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีพื้นฐานรองรับชัดเจน เช่น แร่ลิเธียม หุ่นยนต์ และเอไอ 

นอกจากนี้เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน Gen Z ก็ต้องเจอวิกฤตการจ้างงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยอัตราการว่างงานในคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นจาก 6% เมื่อเจ็ดปีก่อน เป็นเกือบ 8% ในปัจจุบัน ในขณะที่สวัสดิการสังคมและแผนการเกษียณที่นายจ้างเคยสนับสนุนกลับลดน้อยลง 

ยังมีอีก 2 สาเหตุที่ทำให้ Gen Z ลงทุนเร็ว นั่นคือ มีแพลตฟอร์มการลงทุนและแอปพลิเคชันการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายอยู่รอบตัว ประกอบกับมีแหล่งข้อมูลสอนการลงทุนครบวงจร ทำให้การเริ่มต้นลงทุนไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือซับซ้อนสำหรับพวกเขาอีกต่อไป 

พร้อมกันนี้ ยังมีเอไอเป็นตัวช่วย เช่น เคลลี่ โนเอล Gen Z ชาวเคนยา ที่ใช้ ChatGPT ในการสรุปงบการเงินและขอคำแนะนำในการกระจายความเสี่ยง เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอ่านเอกสารยาวๆ และสามารถเอาเวลาไปทุ่มเทกับการเรียนและการใช้ชีวิตได้ 

ส่วนประเภทการลงทุนนั้น Gen Z ส่วนใหญ่เน้นลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนดัชนี (ETFs) ที่มีต้นทุนต่ำและกระจายความเสี่ยงได้ดี เช่น ชิวาน่า อนานด์ วิศวกรซอฟต์แวร์วัย 23 ปี ในแคลิฟอร์เนีย ที่เริ่มออมเงินผ่านบัญชีเกษียณ (Roth IRA) ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มฝึกงาน 

ในทางตรงกันข้าม ยังมี Gen Z อีกกลุ่มที่กล้าเสี่ยงกว่าผ่านการทำ Day Trade หรือการเดิมพันในตลาดพยากรณ์ 

เช่น มินวู ลิม ผู้ก่อตั้งแอปเทรด PnL ที่เตือนว่ามีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถทำกำไรจากการเทรดได้จริง และย้ำว่าคนส่วนใหญ่น่าจะรวยกว่าถ้าซื้อดัชนี S&P 500 แล้วถือทิ้งไว้ 10 ปี

ทั้งนี้การที่ Gen Z ลุกขึ้นมาบริหารจัดการการเงินอย่างรวดเร็ว คือการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในโลกที่มีความผันผวนสูง พร้อมกับบทเรียนจากการลองผิดลองถูกที่ตั้งแต่อายุยังน้อย และมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยทำให้หลายคนหันกลับมาสู่การลงทุนที่ยั่งยืน 

แม้เส้นทางของแต่ละคนจะแตกต่างกันระหว่างการเก็งกำไรระยะสั้นหรือการออมระยะยาว แต่เป้าหมายปลายทางของพวกเขานั้นชัดเจนเหมือนกัน

นั่นคือการไม่ต้องตกเป็นทาสของระบบเศรษฐกิจที่เปราะบาง และสามารถออกแบบชีวิตที่มีอิสระได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริงโดยเร็วที่สุด / theguardian