กฤษณ์ จันทโนทก เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 มีกำหนดวาระถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หลังตัดสินใจไม่ต่อสัญญาและเลือกจบบทบาทก่อนครบกำหนด

วันที่ 30 เมษายน 2569 คือวันทำงานวันสุดท้ายของเขา

ในวันที่ปิดบทบาท CEO เขาบอกว่า ความรู้สึกที่ชัดที่สุดไม่ใช่ความโล่งใจหรือความค้างคาใจ แต่เป็นความสบายใจและความขอบคุณ

“รู้สึกสบายใจมากกว่าโล่งใจครับ เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมเตรียมการมาระยะหนึ่ง ไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉับพลัน

ผมเชื่อในทิศทางที่วางไว้ เชื่อในคุณภาพของคนในองค์กร และเชื่อว่าธนาคารมีพื้นฐานที่แข็งแรงพอที่จะเดินต่อได้อย่างมั่นคง

ถ้าจะมีความรู้สึกหนึ่งที่ชัดที่สุด คงเป็นความขอบคุณมากกว่าความค้างคาใจครับ”

สิ่งที่ตัวเองเปลี่ยนไปมากที่สุด

เมื่อถามว่า หากย้อนกลับไปวันแรกที่รับตำแหน่ง เขาคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากที่สุดในเรื่องใด คำตอบของเขาไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือผลประกอบการ แต่อยู่ที่ความเข้าใจต่อข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย

“สิ่งที่เปลี่ยนผมมากที่สุด คือผมเข้าใจข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยลึกขึ้นครับ

ก่อนหน้านี้เราอาจเชื่อว่า ถ้าคนเก่ง ขยัน และตั้งใจมากพอ ก็จะสามารถเติบโตได้ แต่เมื่อได้อยู่ในบทบาทนี้จริง ๆ ผมเห็นชัดขึ้นว่า คนจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากสนามเดียวกัน

บางคนมีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่า มีข้อมูลมากกว่า มีเครือข่ายมากกว่า และมีโอกาสลองผิดลองถูกได้มากกว่า ขณะที่ SMEs และประชาชนจำนวนมากต้องเริ่มต้นจากต้นทุนที่สูงกว่า ความรู้น้อยกว่า ทางเลือกน้อยกว่า และความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ถอยหลังไปไกลมาก

สิ่งนี้ทำให้ผมมองบทบาทของธนาคารเปลี่ยนไป ธนาคารไม่ใช่เพียงผู้ปล่อยสินเชื่อหรือผู้บริหารความเสี่ยง แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สามารถช่วยลดช่องว่างของโอกาสได้ หากเรามองลูกค้าและสังคมลึกกว่าแค่ตัวเลขบนงบการเงิน”

ช่วงเวลาที่ยากที่สุดในตำแหน่งผู้นำของบ้านหลังใหญ่นี้ 

เป็นช่วงที่องค์กรต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ความเสี่ยงที่สูงขึ้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังจากทุกฝ่ายที่สูงขึ้นพร้อมกัน

“ในเวลาเดียวกัน เราต้องบริหารทั้งประสิทธิภาพ ต้นทุน ขวัญกำลังใจของพนักงาน คุณภาพของพอร์ต และยังต้องไม่หยุดลงทุนเพื่ออนาคตของธนาคาร

ผ่านมันมาได้เพราะมีทีมงานที่ไว้วางใจกัน กล้าพูดความจริงต่อกัน และพร้อมทำในสิ่งที่จำเป็นต่อธนาคาร แม้หลายเรื่องจะไม่ใช่เรื่องง่ายในระยะสั้น”

การตัดสินใจที่ยังคิดถึง

เขาบอกว่ามีหลายเรื่องที่ยังคิดถึง แต่ไม่ได้อยู่ในลักษณะค้างคาใจ

“ทุกการตัดสินใจในช่วงเวลานั้น ผมพยายามตัดสินใจบนข้อมูล บริบท และเจตนาที่ดีที่สุดเท่าที่มี แน่นอนว่าทุกเรื่องมีบทเรียน บางเรื่องถ้าย้อนกลับไปได้ อาจสื่อสารให้ดีขึ้น ฟังให้มากขึ้น หรือเลือกจังหวะให้เหมาะขึ้น

แต่สำหรับผม เมื่อตัดสินใจแล้ว สิ่งสำคัญคือรับผิดชอบกับผลของมัน เรียนรู้ และเดินหน้าต่อ”

ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของระบบการเงินไทย

น่าจะเป็นคำถามที่เขาตอบยาวที่สุด

เขามองว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่เพียงในระบบธนาคาร แต่อยู่ที่ฐานเศรษฐกิจของประเทศว่าจะสามารถสร้างคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการใหม่ และรายได้ใหม่ได้เพียงพอหรือไม่

“ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดคือ ประเทศไทยอาจมีระบบการเงินที่มั่นคง แต่มีฐานเศรษฐกิจที่สร้างคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการใหม่ และรายได้ใหม่ได้ไม่เพียงพอ

ปัญหาไม่ใช่แค่ใครเข้าถึงเงินกู้ได้หรือไม่ได้ แต่คือใครเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล ตลาด และทุนในต้นทุนที่เหมาะสมได้บ้าง

ถ้าคนที่มีทุน ขนาด ข้อมูล และเครือข่ายอยู่แล้ว ยิ่งสามารถขยายความได้เปรียบของตัวเองได้เร็วขึ้น ขณะที่ SMEs และประชาชนจำนวนมากต้องแข่งขันด้วยต้นทุนที่สูงกว่า ข้อมูลที่น้อยกว่า และอำนาจต่อรองที่ต่ำกว่า เศรษฐกิจก็จะค่อย ๆ แคบลง รายใหญ่จะอยู่ได้ รายเล็กจะโตยาก ผู้บริโภคจะมีภาระมากขึ้น และประเทศจะสร้างการเติบโตใหม่ได้ยากขึ้น

การแก้ปัญหานี้จึงต้องไปไกลกว่าการปล่อยสินเชื่อ ต้องเชื่อมกับคุณภาพการศึกษา การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและความรู้ ความสามารถของภาครัฐ กติกาการแข่งขัน และระบบที่เปิดโอกาสให้คนใหม่ ธุรกิจใหม่ และความคิดใหม่เข้ามาได้จริง

ระบบการเงินที่ดีจึงไม่ใช่แค่ระบบที่ธนาคารแข็งแรง แต่ต้องเป็นระบบที่ช่วยให้คนส่วนใหญ่มีความสามารถจริงในการสร้างรายได้ แข่งขัน และยืนได้ด้วยตัวเอง”

ชีวิตหลังตำแหน่ง CEO: ไม่ใช่การหยุด แต่เป็นการตั้งหลักใหม่

ในวันที่ไม่เป็น CEO แล้ว เขาบอกว่าอยากใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น ทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด

“หลายสิบปีที่ผ่านมา เราคุ้นชินกับการทำงานในโหมดที่ต้องเดินหน้า แก้ปัญหา ตัดสินใจ และรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลา จนบางครั้งชีวิตอยู่ในโหมด auto pilot โดยไม่รู้ตัว

ช่วงต่อจากนี้ ผมอยากค่อย ๆ ถอยออกมาดูชีวิตให้ชัดขึ้น ใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับช่วงเวลาที่ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีตารางประชุม และไม่มีความเร่งด่วนมากำกับตลอดเวลา

ไม่ใช่การหยุดทำประโยชน์ แต่เป็นการตั้งหลักใหม่ให้ชัดขึ้นครับ”

ถ้าไม่ได้เดินบนเส้นทางสายการเงิน วันนี้คุณคิดว่าตัวเองจะอยู่ในบทบาทไหนของโลกธุรกิจ

คำตอบของเขาคือ ไม่เคยยึดติดกับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ให้ความสำคัญกับความหมายและผลกระทบของงาน

“สิ่งที่ผมตั้งใจมาตลอดคืออยากทำงานในองค์กรที่มีความหมายต่อระบบเศรษฐกิจไทย และมีผลต่อชีวิตผู้คนในวงกว้าง

ถ้าไม่ใช่สายการเงิน ก็อาจเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี สุขภาพ การศึกษา หรือธุรกิจผู้บริโภคที่มีขนาดและบทบาทสำคัญต่อประเทศ

แต่แก่นจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่อุตสาหกรรม แต่อยู่ที่ว่างานนั้นมีความหมาย มีผลกระทบ และเราสามารถสร้างคุณค่าได้จริงหรือไม่”

รอเวลาก้าวใหม่ กับบทบาทใหม่ 

สำหรับคำถามว่าตอนนี้รับเป็นที่ปรึกษาที่ใดบ้าง เขาบอกว่ามีทั้งบทบาทที่เกี่ยวข้องอยู่ก่อน และมีโอกาสใหม่ ๆ ที่เข้ามาหลังจากข่าวการเปลี่ยนผ่านเริ่มเป็นที่รับทราบ

“เรื่องที่เข้ามาพูดคุยมีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่ consumer business, lifestyle, สถาบันการเงิน ไปจนถึงงานที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐและนโยบายสาธารณะ

ในหลายเรื่องยังอยู่ระหว่างการพูดคุยและจัดวางบทบาทให้เหมาะสม ผมจึงขอให้แต่ละองค์กรหรือหน่วยงานเป็นผู้ประกาศในเวลาที่เหมาะสมจะดีกว่าครับ”

สิ่งที่อยากพูดมากที่สุด

ก่อนจบบทสนทนา เขาเลือกพูดถึงเพื่อนพนักงานไทยพาณิชย์ทุกคน

“สิ่งที่อยากพูดมากที่สุดคือขอบคุณเพื่อนพนักงานไทยพาณิชย์ทุกคนครับ

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นคนนอกที่ได้รับโอกาสให้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่หลังนี้ ได้รับความไว้วางใจ ความร่วมมือ ความจริงใจ และในหลายช่วงเวลาก็ได้รับความรักจากเพื่อนพนักงานมากกว่าที่คาดไว้

สิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจไม่ใช่เพียงความแข็งแรงทางการเงินของธนาคาร ซึ่งไทยพาณิชย์มีอยู่แล้ว แต่คือความแข็งแรงของคนในองค์กร ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และความเชื่อร่วมกันว่าองค์กรนี้ยังสามารถสร้างสิ่งที่ดีและมีความหมายต่อประเทศได้อีกมาก

ผมขอบคุณทุกคนอย่างจริงใจครับ”

ไม่ว่าผู้นำคนนี้จะเลือกก้าวต่อไปในเส้นทางใด เชื่อว่าเส้นทางนั้นยังคงเปี่ยมด้วยความหมายต่อระบบเศรษฐกิจไทย และสร้างผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในวงกว้าง ตามเจตนาที่เขาตั้งใจไว้