ในที่สุด CentralWorld ก็ประกาศว่า HEY TEA แบรนด์ชาชื่อดังจากจีน กำลังเตรียมเปิดสาขาแรกในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้
การมาของ HEY TEA ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดร้านชานมอีกหนึ่งแบรนด์ในตลาดไทย แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าตลาดชาพรีเมียมของประเทศไทยยังมีศักยภาพมากพอที่จะดึงดูดแบรนด์ระดับโลกให้เข้ามาลงทุนและแข่งขันอย่างจริงจัง

เบื้องหลังความสำเร็จของ HEY TEA คือเรื่องราวของ “เนี่ย หยุนเฉิน” (Nie Yunchen) ผู้ก่อตั้งที่ไม่ได้มีเส้นทางชีวิตแบบผู้ประกอบการดาวรุ่งทั่วไป
เขาเกิดในปี 1991 ที่มณฑลเจียงซี ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมาอยู่มณฑลกวางตุ้งตั้งแต่ยังเด็ก เส้นทางการศึกษาไม่ได้โดดเด่นนัก โดยเรียนในสายอาชีวศึกษา ก่อนจะออกมาทำงานหลายอย่างตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงเปิดร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือของตัวเอง แต่ธุรกิจก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง
อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ใหญ่กว่ามาก
ในปี 2012 ขณะมีอายุเพียง 20-21 ปี เขาลงทุนราว 150,000 หยวน เปิดร้านชาขนาดเพียง 20-30 ตารางเมตร ในเมืองเจียงเหมิน มณฑลกวางตุ้ง ภายใต้ชื่อ “Royal Tea”
ในเวลานั้น ตลาดชานมของจีนเต็มไปด้วยการแข่งขันด้านราคา ร้านจำนวนมากใช้ผงชงสำเร็จรูปและวัตถุดิบคุณภาพต่ำ แต่เนี่ย หยุนเฉิน มองต่างออกไป
เขาเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ต้องการเครื่องดื่มที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม และตั้งเป้าหมายตั้งแต่วันแรกว่าจะสร้าง “Starbucks แห่งวงการชา” แม้ในตอนนั้นจะมีเพียงร้านเล็ก ๆ เพียงร้านเดียวก็ตาม
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ HEYTEA พัฒนาเมนู “Cheese Tea” หรือชาที่มีครีมชีสอยู่ด้านบน จนกลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ถูกเลียนแบบไปทั่วอุตสาหกรรม
แนวคิดของเขาคือ ครีมชีสจะช่วยลดความขมของชา เพิ่มมิติของรสชาติ และทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงการดื่มชาได้ง่ายขึ้น
ผลลัพธ์คือ Cheese Tea กลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วประเทศจีน และมีส่วนสำคัญในการสร้างหมวดหมู่ใหม่ของตลาดที่เรียกว่า “New Style Tea” หรือชาสมัยใหม่ขึ้นมา

จากร้านชาเล็ก ๆ สู่ยูนิคอร์นแห่งวงการชาจีน
หลังรีแบรนด์จาก Royal Tea มาเป็น HEYTEA ในปี 2016 บริษัทได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น IDG Capital, Sequoia China, Tencent และ Temasek ส่งผลให้ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขเมื่อปี 2025 จาก HEYTEA ระบุว่า มีเครือข่ายร้านมากกว่า 4,000 สาขา ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน และขยายไปยังหลายประเทศทั่วโลกเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา ฯลฯ
ขณะที่ในการระดมทุนรอบใหญ่เมื่อปี 2021 บริษัทเคยถูกประเมินมูลค่าสูงถึงราว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านหยวน ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพด้านเครื่องดื่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดของจีนในขณะนั้น
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงจำนวนสาขาหรือมูลค่ากิจการ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยน “ชา” ซึ่งเป็นเครื่องดื่มดั้งเดิมของจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี ให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับคนรุ่นใหม่
เนี่ย หยุนเฉิน เคยให้สัมภาษณ์ว่า แม้คนจีนจะดื่มชามาหลายพันปี แต่ยังมีพื้นที่ให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จากชาได้อีกมาก และ Cheese Tea เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงมองว่า HEYTEA คือ “Starbucks แห่งวงการชาจีน” เพราะสิ่งที่แบรนด์ขายไม่ได้มีแค่เครื่องดื่ม แต่รวมถึงการออกแบบร้าน ประสบการณ์ และไลฟ์สไตล์ที่ผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วม
ใครที่เคยเข้าใจว่าแบรนด์จีนที่โตเร็วไม่มีเทสต์ ยุคนี้ไม่ใช่อีกแล้ว ลองเข้าไปดูอินสตาแกรมของ HEYTEA ก็จะเห็นว่าเป็นแบรนด์มีรสนิยมชัดเจน ลูกเล่นที่ทันสมัยมาก การตกแต่งสาขาที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์
การสื่อสารบนโซเชียลมีเดียผ่านภาพประกอบและคอนเทนต์ที่ไม่ได้มุ่งขายสินค้าโดยตรงเสมอไป ทำให้ผู้คนอยากใช้เวลาอยู่กับแบรนด์มากขึ้น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์
และวันนี้ HEYTEA เรื่องราวที่เริ่มต้นจากร้านชาในตรอกเล็ก ๆ กำลังเดินทางมาถึงประเทศไทย ผ่าน HEYTEA LAB สาขาแรกที่ CentralWorld
การเลือกเปิดสาขาแรกที่ CentralWorld ยังสะท้อนว่า HEYTEA มองประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะแม้ตลาดชานมและชาพรีเมียมจะมีผู้เล่นจำนวนมาก แต่กำลังซื้อของผู้บริของโภคไทยและวัฒนธรรมการดื่มเครื่องดื่มนอกบ้านยังเติบโตต่อเนื่อง
คำถามคือ HEYTEA จะสามารถสร้างปรากฏการณ์ในเมืองไทยแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในจีนได้มากน้อยเพียงใด
อ้งอิง https://www.scmp.com/magazines, CentralWorld
