วันนี้ 25 กันยายน 2569 HEYTEA แบรนด์ชาชื่อดังจากจีน เปิดร้านแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการที่ centralwOrld มีแถวยาวตามคาดทั้ง ๆ ที่เป็นเช้าของวันที่ฝนตกหนัก
เบื้องหลัง HEYTEA คือ “เนี่ย หยุนเฉิน” ผู้ก่อตั้งที่เริ่มต้นธุรกิจในปี 2012 ด้วยเป้าหมายสร้าง “Starbucks แห่งวงการชา” จากร้านชาเล็ก ๆ ในมณฑลกวางตุ้ง ก่อนขยายออกนอกจีนครั้งแรกที่สิงคโปร์ในปี 2018 และตามด้วยสหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้
สำหรับไทย HEYTEA เลือกเปิดร้านแรกในรูปแบบ HEYTEA LAB ซึ่งเป็น Concept Store ที่มากกว่าร้านขายชาทั่วไป โดยนำคอนเซปต์เรื่องชา เบเกอรี และเจลาโตมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผ่าน TEA LAB, BAKE LAB และ GELATO LAB
เมนูหลักยังคงเป็นชาผลไม้และชานมที่สร้างชื่อให้ HEYTEA การเปิด HEYTEA LAB จึงเป็นการนำประสบการณ์ของแบรนด์ที่คนไทยเคยต้องเดินทางไปต่างประเทศ มาสู่หน้าร้านจริงในไทยเป็นครั้งแรก
แต่อีกด้านหนึ่ง HEYTEA เข้าสู่ตลาดแมสก่อนหน้านี้แล้ว
ตั้งแต่ปลายปี 2568 HEYTEA เริ่มทำตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มในไทยผ่าน 7-Eleven โดยนำเข้าจากจีน และจำหน่ายเฉพาะที่ 7-Eleven
รสแรกคือ อู่หลงองุ่นแบล็กเคอร์แรนท์ วางขายเมื่อปลายปี 2568 ตามด้วยชาเขียวพีชแครนเบอร์รี วันที่ 27 สิงหาคม 2569 และล่าสุด ชาเขียวองุ่นส้มจี๊ด วันที่ 24 กันยายน 2569 ทำให้ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 รสชาติ
ที่น่าสนใจคือ บนหน้าขวดไม่ได้พิมพ์คำว่า “HEYTEA” ภาษาอังกฤษอย่างเด่นชัด แต่ใช้ชื่อ “喜茶” ซึ่งเป็นชื่อ HEYTEA ในภาษาจีน ทำให้ผู้บริโภคบางคนอาจไม่ทันสังเกตว่าเป็นสินค้าจากแบรนด์เดียวกับ HEYTEA ที่เปิดร้านใน centralwOrld
อย่างไรก็ตาม บนฉลากภาษาไทยมีการระบุชื่อแบรนด์ว่า “เฮที” โดยเป็นสินค้า HEYTEA ที่ผลิตในประเทศจีน และนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
ดังนั้น แม้จะอยู่ภายใต้ชื่อ HEYTEA เหมือนกัน แต่สินค้าในสองช่องทางทำหน้าที่ต่างกัน
HEYTEA LAB ที่ centralwOrld เป็นเครื่องดื่มทำสดที่เน้นประสบการณ์หน้าร้านราคาประมาณเริ่มต้น 90 – 195 บาท
ในขณะที่ชาพร้อมดื่มใน 7-Elevenราคา 39 บาทต่อขวด เป็นสินค้าที่ผลิตจากโรงงานในประเทศจีนและกระจายผ่านร้านสะดวกซื้อ ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง
ภาพของ HEYTEA ในไทยจึงไม่ได้มีเพียงร้านชาพรีเมียม แต่ครอบคลุมไปถึงตลาดแมสผ่านเครื่องดื่มพร้อมดื่มด้วย
จากนี้จึงน่าจับตาว่า หลังมีทั้งหน้าร้านและสินค้าพร้อมดื่มแล้ว HEYTEA จะขยายตลาดในไทยต่อไปอย่างไร
