รสชาติแบบไทย ๆ อย่างไรก็ยังถูกปากคนไทยถูกใจต่างประเทศอยู่วันยังค่ำ
“ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานเพิ่มความชุ่มฉ่ำคลายร้อนของคนไทย ไม่ได้ถูกใจแค่คนไทยเท่านั้น แต่ไม่ว่าใครที่ได้ลิ้มลองก็อดตกหลุมรักไม่ได้ทั้งนั้น
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา Caffè Panna ร้านไอศกรีมดังในนิวยอร์ก ได้เกิดเป็นภาพไวรัลไปทั่วมหานคร ภาพของลูกค้าที่ยืนต่อแถวยาวเหยียด เพียงเพื่อรอซื้อไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วงไทย ๆ
เมนูนี้มีชื่อว่า Mango Sticky Rice Sundae ซึ่งร้าน Caffè Panna ได้ไปคอลแลบกับ Laab Bar ร้านอาหารไทยสุดดังประจำนิวยอร์ก โดยที่ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกันมาแล้วกับเมนู Thai Tea-ramisu
Caffè Panna ร้านของลูกสาว Shake Shack
Caffè Panna เป็นร้านไอศกรีมดังของมหานครนิวยอร์ก ก่อตั้งโดยคุณ Hallie Meyer ซึ่งเป็นลูกสาวของ Danny Meyer ผู้ก่อตั้งร้าน Shake Shack ในปี 2019 ทันทีที่เปิดร้านก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ร้านนี้ตั้งอยู่บนถนน Irving Place ในแมนฮัตตัน เปิดให้บริการวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องไอศกรีมเจลาโต ไอศกรีมปั่นสดใหม่ทุกวัน คัดสรรวัตถุดิบจากผู้ผลิตท้องถิ่น และส่วนผสมพิเศษนำเข้าจากอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นถั่วพิสตาชิโอ น้ำมันมะกอกจากซิซิลี หรือพานาสูตรเฉพาะ พร้อมด้วยครีมเนื้อนุ่มฟู ตีสดใหม่ จากปีเอมอนเต
ไอศกรีมมีทั้งแบบตัก ซันเด และอัฟโฟกาโต รสชาติให้เลือก 7 รสชาติคลาสสิก พร้อมด้วย 5 รสชาติพิเศษประจำฤดูกาลที่เปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ โดยที่รสชาติพิเศษทั้งหมดจะผลิตสดใหม่และมีจำนวนจำกัด
เมนูไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วงโด่งดังเป็นอย่างมากในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีผู้คนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอซื้อไอศกรีม ส่วนใหญ่มักต้องรอมากกว่าหนึ่งชั่วโมง เนื่องด้วย Caffè Panna จะเปลี่ยนเมนูทุกวัน จึงสร้างความต้องการอย่างมาก เพราะหากพลาดไปแล้วก็จะอดลิ้มรสชาติ ทำให้ลูกค้ายอมต่อแถวรอโดยไม่บ่น
ถึงแม้ไอศกรีม Mango Sticky Rice Sundae จะหาซื้อไม่ได้แล้ว แต่ยังคงมีรสชาติใหม่ ๆ แวะเวียนมาสร้างความตื่นเต้นตลอด
การคอลแลบระหว่าง Caffè Panna กับ Laab Bar เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเอาจุดแข็งคนละด้านมารวมกัน ฝั่งหนึ่งเชี่ยวชาญไอศกรีม อีกฝั่งเข้าใจรสชาติไทยแท้ และสิ่งที่ทำให้เป็นไวรัลได้ คือภาพของคนต่อคิวยาว เกิดเป็นโมเมนต์การได้กินของหายาก ทำให้ลูกค้าได้ประสบการณ์มากกว่าสินค้า ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจอาหารยุคใหม่
“มะม่วง” ผลไม้ไทยที่ใครก็ชอบ
มะม่วงเป็นหนึ่งในผลไม้ที่เชิดหน้าชูตาประเทศไทย เพราะมีรสชาติและสายพันธุ์หลากหลาย ทำให้มะม่วงไทยได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ ทำให้เป็นผลไม้ส่งออกสำคัญของไทย รองจากทุเรียน ลำไย และมังคุด
โดยปี 2567 การส่งออกมะม่วงสร้างมูลค่ากว่า 4,716 ล้านบาท และส่งออกไปยังเกาหลีใต้เป็นตลาดหลักอันดับ 1 สัดส่วนประมาณ 62.2% รองลงมาคือมาเลเซียและญี่ปุ่น
พันธุ์ยอดนิยมคือน้ำดอกไม้สีทองเพราะมีจุดเด่นด้านรสชาติ และคุณภาพที่ได้รับการยอมรับระดับสากล
ก่อนหน้านี้เคยแมสในเกาหลีมาแล้ว
เหตุผลที่มะม่วงไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ได้มากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่ขยายปริมาณโควตานำเข้าผลไม้เขตร้อน และลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรชั่วคราว แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ เกิด “กระแสข้าวเหนียวมะม่วง” ในเกาหลีใต้ จนได้รับความนิยมในสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้คนเกาหลีหันมาตามหาเมนูข้าวเหนียวมะม่วงรับประทานกัน
จะเห็นว่าการเกิดกระแสเมนูไทยไวรัลในต่างประเทศ ช่วยผลักดันให้เมนูอาหารไทยเป็นที่รู้จักในต่างแดนมากขึ้น ส่งผลดีต่อวัตถุดิบไทยได้รับอานิสงส์โดยตรง อย่างในกรณีนี้เมื่อเมนูไทยถูกพูดถึงมากขึ้นในต่างประเทศ ความต้องการวัตถุดิบ เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ หรือกะทิ ก็เพิ่มขึ้นตาม นี่คือผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เกิดจากปลายน้ำถึงต้นน้ำ
อาหารไทย Soft Power ที่แข็งแกร่งที่สุด
จากของหวานพื้นบ้าน ข้าวเหนียวมะม่วงกลายเป็น Soft Power ที่สามารถต่อยอดได้ในระดับโลก ยิ่งถูกนำเสนอผ่านแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ดีและเข้าใจตลาด ก็ยิ่งยกระดับมุมมองของอาหารไทยให้ดูพรีเมียมและเข้าถึงคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น
ข้าวเหนียวมะม่วงที่ถูกปรับในรูปแบบซันเด ไม่ใช่สูตรดั้งเดิม เป็นการตีความใหม่ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวตะวันตก แสดงให้เห็นว่าการรักษาแก่นของอาหาร แล้วปรับรูปแบบให้ถูกจริตลูกค้า คือกุญแจสำคัญของการพาอาหารท้องถิ่นไปสู่ตลาดโลก
ไวรัลเมนู Mango Sticky Rice Sundae จึงสะท้อนภาพใหญ่ของโลกอาหารยุคใหม่ ที่ของโลคอลสามารถกลายเป็นของโกลบอลได้ หากถูกเล่าเรื่องอย่างถูกจังหวะ ถูกที่ และถูกวิธี
บางครั้งสิ่งที่ทำให้คนต่อคิวอาจไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือความรู้สึกว่าเรากำลังได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น
อ้างอิง : Tiktok
@graceisinthewild
IG, adventurous_anders, thequeenfoodie, lutinii, leeeejess, cindaly




