ปัญหาสิ่งแวดล้อมกระตุ้นให้ฝ่ายปกครองเมืองต่างๆ ทั่วโลกพากันออกนโยบายเพื่อคลายวิกฤต โดยเมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ก็เป็นอีกเมืองที่ใส่ใจโลกเช่นกัน
ซึ่งล่าสุดแสดงให้เห็นผ่าน มาตรการสั่งห้ามป้ายโฆษณากับธุรกิจที่เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน
หากใครได้ไปที่กรุงอัมสเตอร์ดัมตั้งแต่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญ นั่นคือ ป้ายโฆษณาทั่วเมืองไม่มีโฆษณาของเนื้อสัตว์และเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไป
ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ตั๋วเครื่องบินราคาถูก เรือสำราญ ไปจนถึงก๊าซหุงต้มในที่พักอาศัย และอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้ได้ส่งแรงกระเพื่อม โดยมีรายงานว่าเมืองอื่นๆของเนเธอร์แลนด์และรวมถึงเมืองอีกมากมายในหลายประเทศก็มีแผนจะใช้แนวทางเดียวกัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่สาธารณะไม่ควรถูกใช้ไปเพื่อกระตุ้นความต้องการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและก่อปัญหาสุขภาพ
รายงานจาก Greenpeace ระบุว่าโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิล รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดังกล่าว และสายการบินในยุโรปเพียงปีเดียว มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของสื่อโฆษณานั้นทรงพลังเพียงใด
มาตรการห้ามไม่ให้ธุรกิจที่ก่อปัญหาโลกร้อนของกรุงอัมสเตอร์ดัม เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเปลี่ยนสู่เมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ท่ามกลางการวิเคราะห์กันว่ามีการใช้จิตวิทยาเชิงพฤติกรรมเข้ามาช่วยด้วย
มาตรการนี้ถูกเปรียบเทียบกับนโยบายควบคุมยาสูบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังสังคมตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ ฝ่ายปกครองและหน่วยงานด้านสาธารณสุขหลายประเทศจึงห้ามโฆษณาบุหรี่
ปรากฏว่าก็สามารถลดจำนวนผู้สูบหน้าใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นฝ่ายปกครองของกรุงอัมสเตอร์ดัมจึงใช้ตรรกะเดียวกัน
ทว่ามาตรการนี้ก็สร้างความไม่พอใจให้ JCDecaux บริษัทสื่อโฆษณากลางแจ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก เพราะต้องขาดรายได้ไปก้อนใหญ่ นำมาสู่การยื่นฟ้องร้องต่อศาลโดยอ้างเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและกฎหมายการค้าของสหภาพยุโรป
แต่ผลการตัดสินของศาลได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ โดยศาลชี้ขาดว่า ประโยชน์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมีน้ำหนักมากกว่าเสรีภาพและประโยชน์ทางการค้า ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของฝ่ายรักษ์โลก
แต่นักวิทยาศาสตร์จากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังคงยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนฝั่งอุปสงค์หรือการปรับพฤติกรรมผู้บริโภค คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซทั่วโลกได้ถึง 40-70% ภายในปี 2050
นี่ทำให้การแบนป้ายโฆษณาคือหนึ่งในมาตรการที่จำเป็นในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น
ดังนั้นการไม่ให้เกิดแรงกระตุ้นเติมน้ำมันและใช้รถขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมไปถึงการขจัดการกระตุ้นให้อยากได้รถคันที่ใหญ่ขึ้น หรืออยากบินไปเที่ยวไกลๆ ทิ้งไป เพื่อให้ผู้คนเริ่มมองเห็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและยั่งยืนเป็นเรื่องที่สมควร

การแบนโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเนื้อสัตว์ของอัมสเตอร์ดัมคือการย้ำถึงความสำคัญในการคลายวิกฤตสิ่งแวดล้อมด้วยที่ต้นตอ และตัดแรงกระตุ้นจากการโฆษณา
แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ในชั่วข้ามคืนเนื่องจากค่านิยมใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ แต่นี่คือบททดสอบความกล้าหาญของรัฐบาลทั่วโลกในการเลือกปกป้องอนาคตของคนรุ่นหลัง มากกว่าผลกำไรในระยะสั้นของบริษัทยักษ์ใหญ่
และหากมาตรการนี้ขยายวงกว้างออกไปจนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลก อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยที่ความสุขของผู้คนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจับจ่ายใช้สอยที่เกินความจำเป็นอีกต่อไป / dw
