หากมองมายังเส้นทางของตลาดรองเท้านักเรียนในไทย ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดทรงตัวอยู่ที่ระดับ 5,000 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเผชิญกับสภาวะท้าทายจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ผนวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทาย
ตลาดรองเท้านักเรียน ถือเป็นตลาดที่ไม่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดมาหลายปี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 0-3% ต่อปี และจะมาขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในช่วงเปิดเทอมใหญ่ ช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคมของทุกปี
ในช่วงการชะลอตัวของตลาด สาเหตุสำคัญมาจากจำนวนประชากรเด็กที่ทรงตัวและลดลง ผนวกกับพฤติกรรมการเปลี่ยนรองเท้าของนักเรียนไทยที่เฉลี่ยเพียง 1.3 คู่ต่อคนต่อปี ซ้ำร้ายด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่ฉุดกำลังซื้อและความมั่นใจของผู้ปกครอง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยถูกจำกัดและเน้นซื้อเท่าที่จำเป็น
นอกจากนี้ วิกฤตโรคระบาดในช่วงที่ผ่านมา ยังเข้ามาเป็นตัวเร่งที่ทำให้โรงเรียนต้องเลื่อนเปิดเทอมและปรับรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์ ส่งผลให้ยอดขายในช่วงเวลาทอง หรือ Back to School ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

| เปิดเทอมใหญ่ ปลุกศึกตลาดรองเท้านักเรียน 5,000 ล้าน
โตฝืด แต่แข่งแรง |
|||
| ปี ค.ศ. | มูลค่าตลาดรองเท้านักเรียนในประเทศไทย / ล้านบาท | ||
| 2024 | 5,150 | ||
| 2025 | 5,200 | ||
| 2026 (คาดการณ์) | 5,300 | ||
| เซกเมนต์ตลาดรองเท้านักเรียน | สัดส่วนมูลค่าตลาด ปี 2024 | ||
| รองเท้าผ้าใบ | 60% | ||
| รองเท้านักเรียนหญิง (รองเท้า PVC) | 35% | ||
| อื่น ๆ อาทิ รองเท้าหนัง | 5% | ||
| แบรนด์หลักในตลาด | |||
| แบรนด์หรือรุ่นรองเท้านักเรียน | ปี ค.ศ. ที่เริ่มเข้ามาทำตลาด | สโลแกนสื่อสาร | บริษัทเจ้าของ |
| นันยาง (Nanyang) | 1948: แชมป์ส่วนแบ่งตลาดรองเท้าผ้าใบที่เริ่มต้นจากการนำเข้ารองเท้า “หนำเอี๊ย” จากสิงคโปร์ในราคาคู่ละ 12 บาท ก่อนปรับชื่อเป็น “นันยาง” ให้เรียกง่ายขึ้น | นันยาง ทุกก้าวคือตำนาน | บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด |
| เบรกเกอร์ (Breaker), ป๊อปทีน (Popteen), แคทช่า (Catcha) | 1975: ผู้ตั้งเป้าผลิตรองเท้านักเรียนคุณภาพ ก่อนขยายอาณาจักรปั้นซับแบรนด์เจาะกลุ่มนักเรียน | เบรกเกอร์ สั่งได้ดั่งใจ / ป๊อปทีน เห็นแล้วปิ๊ง ใส่แล้วป๊อป / แคทช่า ซ่าส์ สุดๆ | บริษัท เอส.ซี.เอส. สปอร์ตสแวร์ จำกัด |
| โกลด์ซิตี้ (GoldCity) | 1947: แบรนด์ไทยที่เก่าแก่ที่สุด เกิดจากเจตนารมณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผู้ก่อตั้งไม่อยากเห็นเด็กไทยเดินเท้าเปล่าไปโรงเรียน | ทนทาน ราคาจับต้องได้ | บริษัท โกลด์ซิตี้ฟุตเทค จำกัด |
| นอร์ทสตาร์ (North Star), บี-เฟิร์ส (B-First), บับเบิ้ลกัมเมอร์ (Bubble Gummer | 1929: แบรนด์สัญชาติเช็กที่เข้ามาทำตลาดในไทยเกือบ 100 ปี ถือเป็นผู้เล่นที่เก่าแก่ที่สุดในตลาด | บาจา รู้เฟื่องเรื่องรองเท้า | บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด |
| วิ๊ง (Wink) | 1986: อดีตโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) ที่ปั้นแบรนด์ตัวเองจนโด่งดังในกลุ่มรองเท้าลำลอง ก่อนบุกตลาดนักเรียนด้วยกลยุทธ์คาแรคเตอร์การ์ตูนและไอดอล | สวยวิ๊ง เบาเว่ออ | บริษัท แอ๊ดด้า ฟุตแวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด |
| ที่มา: Marketeer รวบรวม มูลค่าตลาดอ้างอิงจากการคาดการณ์ของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาด ผลประกอบการอ้างอิงจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, พฤษภาคม 2026 | |||
ทั้งนี้ ตลาดรองเท้านักเรียนก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการที่โรงเรียนกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ รวมถึงการอัดแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและเอกชนเพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง
ภายใต้สภาวะตลาดรองเท้านักเรียนที่มีผู้เล่นกว่า 10-15 ราย การแข่งขันของแบรนด์ต่าง ๆ มุ่งใช้กลยุทธ์ด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความคุ้มค่า เพื่อดึงดูดผู้ปกครองที่ระมัดระวังการใช้จ่าย
นันยาง แบรนด์ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียน ใช้กลยุทธ์การบริหารต้นทุน (Economy of Scale) ทำให้สามารถทำราคาได้ถูกกว่าคู่แข่ง พร้อมทั้งเจาะลึกอินไซต์อย่างการแก้ Pain Point ของเด็กประถมที่ “ผูกเชือกรองเท้าไม่เป็น” และเชือกมักจะหลุดเฉลี่ย 10 ครั้งต่อวัน จึงคิดค้นนวัตกรรม “เชือกยืดหยุ่น” ที่ไม่ต้องผูก หรือการเปิดตัวแคมเปญ “พอดีไม่เหมือนกัน” ซึ่งเจาะลึกถึงปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด และภาวะกดดันตัวเองของเยาวชนไทย เพื่อพาแบรนด์เข้าไปนั่งในใจของนักเรียนได้อย่างตรงจุด
เบรกเกอร์ ผู้ท้าชิงอันดับสองในตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียน นอกจากการรักษาฐานตลาดเดิมแล้ว ยังเดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มแฟชั่นด้วยการออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสนีกเกอร์ เพื่อชิงส่วนแบ่งในเซกเมนต์รองเท้าแฟชั่นวัยรุ่นที่มีอัตราการเติบโตสูงและมีมูลค่าตลาดใหญ่กว่า
โกลด์ซิตี้ แบรนด์เก๋าที่อยู่คู่เด็กไทยมาหลายสิบปี ก็สามารถยืนหยัดในตลาดได้อย่างมั่นคง จากจุดแข็งด้านความทนทานและราคาที่จับต้องได้ ซึ่งตอบโจทย์ผู้ปกครองในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองได้อย่างตรงจุด
อีกหนึ่งผู้เล่นที่สร้างสีสันได้อย่างน่าจับตาในตลาดรองเท้านักเรียนคือ ‘แอ๊ดด้า’ ที่เลือกเจาะกลุ่มนักเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษา โดยผสมผสานความสบายสไตล์รองเท้าลำลองเข้ากับกระแสป๊อปคัลเจอร์ ใช้กลยุทธ์ลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ เช่น Spider-Man, Avengers และ My Little Pony พร้อมเสริมกิมมิก “ตัวติดรองเท้า” ตอบโจทย์เทรนด์ Personalization ให้เด็ก ๆ ได้ตกแต่งรองเท้าสะท้อนความเป็นตัวเอง
ในขณะที่ตลาดรองเท้านักเรียนหญิง การแข่งขันมีความแตกต่างจากฝั่งรองเท้าผ้าใบชาย โดยแบรนด์ต่าง ๆ หันมาขับเคี่ยวกันด้วยกิมมิกสีสันและการออกแบบ เช่น ลวดลายตรงแป๊กรองเท้า หรือการคอลแล็บส์กับคาแรคเตอร์การ์ตูนต่าง ๆ เพื่อใช้ความน่ารักดึงดูดลูกค้า
แบรนด์อย่าง ‘ป๊อปทีน’ เลือกเจาะกลุ่ม Gen Z (อายุ 14 – 29 ปี) ด้วยการอัปเดตรุ่นที่มาพร้อมกิมมิก “ตัวติดหัวใจถอดเปลี่ยนได้” เพื่อเพิ่มความเป็นแฟชั่นและสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่สดใสของผู้สวมใส่ หรือแบรนด์ในเครือเดียวกันอย่าง ‘แคทช่า’ ก็ดึง 5 หนุ่มบอยแบนด์ T-Pop อย่างวง LYKN (ไลแคน) จากค่าย RISER MUSIC มาเป็นตัวแทนการสื่อสาร ส่งมอบหัวติดดีไซน์ลวดลาย ‘Catcat LYKN’
ขณะเดียวกัน แบรนด์ ‘บาจา’ ผู้เล่นหลักที่แข็งแกร่งและครอบคลุมการแข่งขันในทุกน่านน้ำ สำหรับฝั่ง “รองเท้าผ้าใบ” บาจาได้ส่งแบรนด์ย่อยสายสตรีทอย่าง ‘นอร์ทสตาร์’ เข้ามาสู้ศึก ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์ความคลาสสิกสไตล์สนีกเกอร์และราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นมัธยมและชนกับเจ้าตลาดโดยตรง
ส่วนในเซกเมนต์นักเรียนหญิงและเด็กเล็ก บาจายังคงรักษาฐานลูกค้าเหนียวแน่นผ่านแบรนด์ บี-เฟิร์ส และ บับเบิ้ลกัมเมอร์ ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้บาจายังคงครองใจผู้ปกครองคือ ดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัย รวมถึงการเลือกใช้กลยุทธ์ลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ อย่างการดึงลายเจ้าหญิงดิสนีย์มาเป็นกิมมิกดึงดูดใจเด็ก ๆ
ทางด้าน แอ๊ดด้า ก็กระโดดร่วมวงชิงพื้นที่ในใจนักเรียนหญิงด้วยรุ่น “วิ๊ง” ที่ชูจุดขายเรื่องน้ำหนักเบา ใส่สบาย และดึงศิลปินเกิร์ลกรุ๊ป T-Pop ชื่อดังอย่าง “PiXXiE” (พิกซี่) มาร่วมสร้างกระแส เพื่อเจาะฐานแฟนคลับและวัยรุ่นหญิงที่ต้องการความมั่นใจในทุกก้าวเดิน
นอกจากนี้ สมรภูมิของนักเรียนหญิงยังขยายไปถึงกลุ่มรองเท้าผ้าใบ ซึ่ง ‘นันยาง’ มองเห็นโอกาสและกระโดดเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดจากแบรนด์คู่แข่ง
อย่างการเปิดตัวรองเท้าผ้าใบสีขาวสำหรับผู้หญิง “นันยาง ชูก้าร์” (Nanyang Sugar) เจาะกลุ่มนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นการปรับโฉมรองเท้าผ้าใบจากฟังก์ชันสู่แฟชั่น ด้วยรูปทรงที่เพรียวเข้ารูปเท้าผู้หญิง ใส่แล้วไม่ผิดระเบียบโรงเรียน และมีกิมมิกริบบิ้นสีแถมมาให้เลือกเปลี่ยน กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างภาพลักษณ์ความเป็นแฟชั่นที่ใส่ไปเที่ยวได้เท่านั้น แต่ยังช่วยขยายช่วงเวลาการจำหน่ายรองเท้านักเรียนของนันยางให้ออกไปได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่าง ๆ ในตลาดรองเท้านักเรียน จะเห็นว่าขับเคลื่อนผ่านเทรนด์การตลาดที่กำลังอยู่ในกระแส ควบคู่ไปกับการดึงจุดขายด้านความคุ้มค่า อย่างแคมเปญ “Back To School” ของภาครัฐ ที่ดึงผู้ประกอบการมาจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าและอุปกรณ์การเรียนตลอดเดือนพฤษภาคม
ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตลาดรองเท้านักเรียนปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ทั้งในมิติของนวัตกรรม แฟชั่น การตอบโจทย์กระเป๋าเงินของผู้ปกครอง และกลับมาขยายตัวพร้อมสร้างสีสันได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งหลังจากนี้
