ภาพจำวงการคอนเทนต์ของอินเดียมาอย่างยาวนานคือ หนังยาวเกือบ 3 ชั่วโมงขึ้นไป ที่มีมุมกล้องและการตัดต่อฉากขายต่างๆ แบบซ้ำๆ จากกล้องหลายมุม รวมไปถึงฉากร้อง-เต้นอีกพักใหญ่ โดยแม้ได้อรรถรสเต็มอิ่มแต่ก็กินเวลานานกว่าจะดูจบเรื่อง
อย่างไรก็ตามช่วง 2 ปีมานี้ มีคอนเทนต์รูปแบบหนึ่งที่มีต้นแบบมาจากต่างประเทศกำลังได้รับความนิยม และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการคอนเทนต์อินเดีย
ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมาค่ายคอนเทนต์ในอินเดียเริ่มหันมาทำซีรีส์แนวตั้ง (Micro-drama) ที่สามารถดูแต่ละตอนจบได้ในเวลาไม่กี่นาที เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบที่เน้นความบันเทิงย่อยง่ายดูจบได้ในเวลาไม่นาน

แต่ละตอนถูกออกแบบมาให้มีความยาวไม่เกิน 120 วินาที เน้นพล็อตเรื่องที่เข้มข้น รวดเร็ว และทิ้งปมให้ผู้ชมอยากติดตามต่อทันที ซึ่งเข้ากันได้ดีกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในอินเดียที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Mobile-First หรือกลุ่มที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์หลัก
โดยเฉพาะหลังยุคโควิดที่คนเริ่มมองหาความบันเทิงส่วนตัวที่เลือกชมได้เองตามความต้องการ (On-demand) คอนเทนต์เหล่านี้จึงเปรียบเสมือนการแก้เบื่อหรือคลายเครียดระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงพักเบรกสั้นๆ ในที่ทำงาน การรอรถเมล์ หรือการเดินทางที่แสนยาวไกล
ในขณะที่ปัจจุบันคอนเทนต์แบบเดิมๆ อย่างละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ไม่สามารถเข้ามาตอบโจทย์ในช่วงเวลาสั้นๆ เหล่านี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตของละครสั้นยังเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตของสื่อกระแสหลัก ปัจจุบัน “บอลลีวูด” และสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่กำลังเผชิญกับรายได้จากโฆษณาที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากเม็ดเงินถูกถ่ายโอนไปยังแพลตฟอร์มดิจิทัล ในขณะที่โรงภาพยนตร์เองก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง เพราะมีเพียงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ไม่กี่เรื่องต่อปีเท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้
สถานการณ์นี้ทำให้ซีรีส์แนวตั้งกลายเป็น “ทางรอดใหม่” ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าหลายเท่า โดยเฉลี่ยแล้วซีรีส์แนวตั้งอินเดียยาว 50 ตอนใช้งบผลิตไม่เกิน 16,100 ดอลลาร์ (ประมาณ 528,000 บาท)
ข้อมูลในปี 2026 พบว่ามูลค่าตลาดละครสั้นในอินเดียพุ่งทะยานสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11,000 ล้านบาท) ส่งผลให้ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง JioStar ในเครือ Reliance เปิดตัวแพลตฟอร์ม Tadka เพื่อลงมาชิงส่วนแบ่งในทันที
แม้แต่ค่ายหนังระดับตำนานอย่าง Yash Raj Films (YRF) และ Red Chillies ของซูเปอร์สตาร์ ชาห์ รุกข์ ข่าน ก็ลงมาชิงส่วนแบ่งด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงจากโมเดลธุรกิจหนังโรงที่เริ่มถึงจุดอิ่มตัว
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตลาดซีรีส์แนวตั้งในอินเดียจะขยายตัวอย่างมหาศาล จนเมื่อถึงปี 2030 มูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 4,500 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1.6 แสนล้านบาท)
ขณะที่ค่ายคอนเทนต์จะเปลี่ยนจากการผลิตเชิงปริมาณที่เน้นความเร็ว ไปสู่การสร้างความยั่งยืนผ่านคุณภาพและเทคโนโลยีมากขึ้น
ซึ่งเมื่อถึงเวลาดังกล่าวการนำเอไอมาใช้และดึงดาราดังมาร่วมแสดงจะกลายเป็นเรื่องปกติ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์จากละครที่ดูแก้เหงาหรือฆ่าเวลา ให้กลายเป็น “พรีเมียมคอนเทนต์” อันจะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาว

ปรากฏการณ์ซีรีส์แนวตั้งในอินเดียคือวิวัฒนาการของการเล่าเรื่องที่ถูกปรับจูนให้เข้ากับพฤติกรรมของคนในยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าในวันที่โลกเล็กลงและเวลาเป็นสิ่งมีค่าที่สุด ใครที่สามารถครองใจผู้ชมได้ภายในไม่กี่วินาทีคือผู้ชนะที่แท้จริง
สำหรับซีรีส์แนวตั้ง เกิดขึ้นที่สหรัฐฯ ก่อนเป็นประเทศแรกเมื่อปี 2018 แต่ช่วงแรกยังไม่ได้รับความนิยมเพราะแต่ละตอนยาวถึง 10 นาที
ต่อมาในปี 2022 แพลตฟอร์มจีนนำมาพัฒนาต่อโดยตัดตอนสั้นลงเหลือเพียง 1 หรือ 2 นาที จนได้รับความนิยมขึ้นมา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับการดูคอนเทนต์สั้นๆ ผ่าน TikTok
จากนั้นซีรีส์แนวตั้งก็เป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่ค่ายคอนเทนต์ส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศต้องทำออกมาเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ เพิ่มการเข้าถึงผู้ชม และประโยชน์ในการขายโฆษณาพร้อมทำเงินจากระบบสมาชิก
นี่ทำให้ตลาดซีรีส์แนวตั้งในประเทศแถบเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงไทย และอินเดียโตขึ้นอย่างมาก
ส่วนที่อังกฤษก็กำลังเติบโตเช่นกัน และยังมีส่วนช่วยไม่ให้ผู้คนในวงการคอนเทนต์ ตั้งแต่ทีมถ่ายทำไปจนถึงช่างแต่งหน้าต้องตกงาน หลังผู้คนดูคอนเทนต์ออนไลน์ผ่านสมาร์ตโฟนมากกว่าเข้าโรงหนังอีกด้วย / bbc
