Trends / ราว 10 ปีมานี้อุตสาหกรรมคอนเทนต์เผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายครั้งให้บริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องปรับตัว ไล่ตั้งแต่สื่อสตรีมมิ่งที่ทำให้ผู้คนไปดูหนังกันน้อยลงไปจนถึงช่วงล็อกดาวน์ที่หนังโรงต้องย้ายลงสตรีมมิ่ง และยังมาเจอสื่อโซเชียลที่ดึงความสนใจของคนไปอีก
มาปี 2025 และต่อเนื่องไปถึงอีกราว 2 ปีข้างหน้า รูปแบบคอนเทนต์ส่วนใหญ่ที่จะได้เห็นกันอาจเปลี่ยนไปอีกครั้ง เพื่อให้ตอบสนองต่อพฤติกรรมการดูและการจดจ่อกับคอนเทนต์ของผู้คนที่สั้นลงไปอีก หลังคอนเทนต์ขนาดสั้น และเป็นลูกผสมระหว่าง TikTok กับ Netflix โตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดคอนเทนต์ใหม่นี้ไปโตในจีนและมีจีนเป็นตลาดใหญ่ แต่ก็กำลังขยายความนิยมไปทั่วโลก โดยกลุ่มที่ดูคอนเทนต์ลักษณะนี้มากสุดคือ คนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 13-28 ปี ที่เรียกกันว่ากลุ่ม Gen Z ซึ่งยังเป็นที่กลุ่มที่ทุกวงการต่างต้องเอาใจ เพราะเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ขับเคลื่อนในปัจจุบันนั่นเอง

เทรนด์คอนเทนต์ที่ว่าคือ Micro Drama ซึ่งเนื้อหาแบบสั้นและดูต่อกันเป็นตอน ๆ แต่ละตอนมีความเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1 นาทีเท่านั้น และดูได้แบบแนวตั้งผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่คนทั่วโลกแทบจะขาดไม่ได้อย่างสมาร์ตโฟน
ลักษณะร่วมอื่น ๆ ของ Micro Drama คือ เนื้อเรื่องพลิกผันอย่างรวดเร็วมากเพียงไม่กี่วินาทีแรก ๆ ที่ดู จบแบบค้างคา (Cliffhanger) ให้ต้องติดตามต่อในทันที ส่วนชื่อเรื่องก็ตั้งให้ชวนกดเข้าไปดู (Clickbait) มาก ๆ
ดังนั้น จึงสามารถดูจนจบทั้งเรื่องที่ยาวเฉลี่ย 20 หรือ 30 ตอน ในเวลาเพียง 20 นาทีหรือ 30 นาทีเท่านั้น ต่างจากหนังและซีรีส์ทั่ว ๆ ไป ซึ่ง 20-30 นาทีคือเกือบ ๆ 1 ใน 3 ของหนังทั้งเรื่อง หรือเพียงเกือบ ๆ ตอนเดียวของซีรีส์หลายตอนจบเท่านั้น
Micro Drama เริ่มมีครั้งแรกผ่านคอนเทนต์ในแพลตฟอร์ม Quibi ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2018 แต่ช่วงแรก ๆ ยาวคอนเทนต์ละ 10 นาที โดยแม้จากนั้นตัดต่อใหม่ให้สั้นลงเหลือเพียงไม่กี่นาที แต่ผู้ชมสหรัฐฯ ก็ไม่ตอบรับจนต้องปิดตัวไปในปี 2020
อย่างไรก็ตาม Micro Drama กลับไปโตในจีน ประเทศต้นกำเนิดของ TikTok โดยตลอดช่วงล็อกดาวน์ที่ผู้คนไม่สามารถออกไปไหนได้ คลิปวิดีโอสั้น ๆ จึงเริ่มได้รับความนิยม จนหลังสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ มีการพัฒนาทำเป็นซีรีส์กันขึ้นมา
ปี 2022 ตลาด Micro Drama จีนก็เริ่มโตจนกลายเป็นต้นไอเดียสู่การรุกตลาดโลกผ่านคอนเทนต์ภาษาอังกฤษ โดยในปีนั้นเองที่ ReelShort แอปกลุ่มจีนหนุน เน้นผลิต Micro Drama เน้นเจาะตลาดสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเปิดตัว
ปี 2023 มูลค่าตลาด Micro Drama จีนก็เพิ่มเป็น 5,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 176,000 ล้านบาท) โต 10 เท่าจากปี 2021 และในปีเดียวกันค่ายหนัง Paramount ได้นำ Mean Girls หนังวัยรุ่นยอดฮิตปี 2004 มาแบ่งออกเป็น 23 ตอน

แม้นี่ทำเพื่อลง TikTok และสร้างกระแสก่อนภาคนำมาทำใหม่ออกฉายในปี 2024 แต่ก็เป็นสัญญาณว่าค่ายหนังใหญ่ ๆ เริ่มสนใจ Micro Drama ที่เป็นคอนเทนต์ยอดฮิตในจีน และ Gen Z ทั่วโลกแล้ว
ปี 2024 ตลาด Micro Drama ก็ยังคงโตต่อเนื่อง ท่ามกลางหมุดหมายสำคัญที่เห็นได้จาก 2 ซีกโลก โดยในจีนมีข้อมูลว่า ยอดคนกดดู Micro Drama เพิ่มเป็น 662 ล้านคน ขณะที่ ReelShort ก็แซง TikTok ขึ้นคว้าแชมป์แอปบันเทิง App Store ในสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

พร้อมข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าบรรดาแอป Micro Drama ดัง ๆ อย่าง Dramabox, Goodshort, Shortmax และ Reelshort ที่ดูได้ในประเทศประชากรมากอย่างสหรัฐฯ บราซิล ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็ทำเงินแบบก้าวกระโดด
หนึ่งในแอป Micro Drama ที่ปังมากสุดคือ Reelshort โดยยืนยันได้จากตัวเลขรายได้ 214 ล้านดอลลาร์ (ราว 7,177 ล้านบาท) ในปี 2024 เพิ่มจาก 36 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,197 ล้านบาท) ในปี 2023
จนมีการกล่าวกันในงานประชุมคนในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ว่า Micro Drama อาจจะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Disrupt) ก็เป็นได้

ล่าสุดปี 2025 ตลาด Micro Drama ก็ยังขยายตัวต่อไป โดยในเกาหลีใต้ค่ายคอนเทนต์ที่ทำคอนเทนต์ป้อนสถานีโทรทัศน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเป็นหลักก็วางแผนทำ Micro Drama หลังมีข้อมูลว่าเมื่อปี 2024 Micro Drama คือคอนเทนต์แบบวิดีโอที่คนในประเทศดูกันมากสุด คิดเป็น 70.7% ของกลุ่มตัวอย่าง เพิ่มจาก 50.1% ของปี 2023
ส่วนในประเทศแถบวันตะวันตก เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย ก็มีรายงานว่า ค่ายคอนเทนต์หันมาทำ Micro Drama กันมากขึ้น ซึ่งก็ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมคอนเทนต์ทั้งระบบด้วย
เพราะโปรดักชั่นคอนเทนต์ประเภทนี้ดีขึ้น และนักแสดง ทีมงาน ไปจนถึงช่างแต่งหน้ามีงานมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งหนังกับซีรีส์มากเกินไปนักอีกต่อไป
ขณะที่ในไทย Micro Drama ก็มีให้เห็นกันมากขึ้น โดยรู้จักกันในชื่อละครคุณธรรม ซึ่งเนื้อหาก็หลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งหมดจึงเป็นไปได้สูงว่าต่อไปตลาด Micro Drama จะโตได้อีก ซึ่งประเทศที่จะโตมากสุดย่อมเป็นจีน โดยคาดกันว่าเมื่อถึงปี 2027 มูลค่าตลาด Micro Drama ของแดนยักษ์เอเชียอาจจะสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 465,000 ล้านบาท) ♦/cna, theguardian, deadline, wikipedia, economist
–
