Cool 93 เป็นหนึ่งในคลื่นวิทยุระดับตำนานของไทย มีจุดขายหลักคือช่วง “เปิดเพลงต่อเนื่อง ไม่มีโฆษณาคั่น”
เป็นจุดขายที่ทำมาตั้งแต่แรกที่ทำให้คลื่นนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หลายคนจำได้ถึงทุกวันนี้
เพราะตามหลักทั่วไปแล้ว คนอาจเข้าใจว่าธุรกิจวิทยุส่วนใหญ่ยิ่งมีช่วงพูดหรือโฆษณามาก ก็ยิ่งมีพื้นที่ขายโฆษณาได้มากกว่า
และถึงแม้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะไม่ได้ฟังวิทยุเป็นกระแสหลักแล้ว แต่ตัวคลื่น Cool 93 ก็ยังคงอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้
คลื่นนี้เริ่มออกอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นส่วนหนึ่งของเครือ RS Group จนถึงปัจจุบันมีอายุแล้ว 26 ปี
วางตำแหน่งตัวเองเป็นแนว “Easy Listening” หรือเพลงฟังสบายๆ มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือ “คนเมืองและวัยทำงาน”
มีช่วงที่เป็นจุดขายหลักที่คนจำได้มากที่สุดคือ “Long Play” เปิดเพลงต่อเนื่องยาวถึง 50 นาที โดยไม่มีโฆษณาคั่น มีเพียงข่าวต้นชั่วโมงเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว Cool 93 ไม่ได้มีแค่การเปิดเพลงล้วนๆ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
เพราะมีช่วงกลางวันที่จะมี “ดีเจ” เข้ามาจัดรายการเพื่อสร้างสีสัน ทักทายคนฟัง และอัปเดตเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
มีดีเจดังที่เป็นตำนานของคลื่น เช่น “อาร์ม” พิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์ และ “แนน” กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์
ยังมีรายการสั้นๆ ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์อย่าง “อิ๊งค์ Eat All Around” แนะนำของอร่อยโดยนักชิมชื่อดังอย่าง ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ ซึ่งอยู่คู่กับคลื่นมาแล้วถึง 16 ปี
ส่วนช่วงเวลาที่เปิดเพลงแบบ Non-stop ลากยาว 50 นาทีเต็มจริงๆ เป็นช่วงดึกถึงเช้ามืด
เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นวิทยุที่มีตัวตนของผู้ดำเนินรายการ กับจุดขายเรื่องเพลงยาวไม่สะดุด
แล้ว Cool 93 อยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ในยุคที่คลื่นอื่นๆ ทยอยปิดตัวลงไปแล้ว?
อันดับแรกคือการปรับตัวมาเป็นช่องทางฟังออนไลน์ตามพฤติกรรมคนยุคนี้ที่ไม่ได้ซื้อวิทยุติดบ้านกันแล้ว
หากรอให้ต้องนั่งรถถึงจะฟังได้ ก็ยากเกินไปสำหรับพฤติกรรมคนปัจจุบัน
การฟังออนไลน์จึงเป็นทางที่ง่ายที่สุด แค่มีอินเทอร์เน็ตก็ฟังได้ทันที ทำให้ยังมีพื้นที่ให้คนนึกถึงได้
ยิ่งมากับจุดขายเพลงไม่ขาดตอน คนฟังก็ไม่หมุนเปลี่ยนคลื่นบ่อย หรือมักจะนึกถึงคลื่นนี้เป็นอันดับแรกๆ เมื่อต้องการเปิดวิทยุฟังเพลง
Cool 93 จึงสามารถครอง “ส่วนแบ่งตลาด” ได้อย่างเหนียวแน่น
มีตัวเลขจากนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช ในปี 2563 ระบุว่า 93 เป็นคลื่นวิทยุที่มีผู้ฟังช่วงอายุ 20-44 ปี มากที่สุดในไทย
เฉพาะคลื่นนี้คลื่นเดียว กวาดมาร์เก็ตแชร์ไปแล้วมากกว่า 60%
ส่วนที่เหลือในท็อป 5 ได้แก่ คลื่น 95.5, 103.5, 106.5 และ 94
การครองตลาดได้ในระดับนี้เป็นจุดแข็งที่ช่วยให้คลื่นมี “อำนาจต่อรอง” สามารถดึงเงินจากผู้สนับสนุนเข้ามาซื้อพื้นที่โฆษณาได้
ขณะเดียวกันยังมีการทำรายได้จากช่องทางอื่นๆ นอกเหนือจากคลื่นวิทยุ
เช่น หน้าเว็บไซต์ที่คนเปิดฟังออนไลน์ก็มีพื้นที่ให้ผู้สนับสนุนมาลงโฆษณาได้ หรือมาทำกิจกรรมการตลาดร่วมกับคลื่น
หรือเมื่อปรับมาทำโซเชียลมีเดีย ก็มีพื้นที่ขายโฆษณาเพิ่มเติมได้อีกทาง
กลายเป็นช่องทางรายได้ที่ไม่ต้องรอผู้สนับสนุนมาซื้อสปอตวิทยุเพียงอย่างเดียว ช่วยให้คลื่นนี้ประคองตัวได้
แม้ในยุคนี้เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อจะเทน้ำหนักไปที่กลุ่มออนไลน์และโซเชียลมีเดียเป็นหลักแล้ว โดยวิทยุจัดว่าอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของตาราง
มีตัวเลขจาก MI GROUP ที่ประเมินภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มสื่อ
อินเทอร์เน็ตยังคงครองแชมป์ ได้เม็ดเงินไปมากที่สุดถึง 13,300 ล้านบาท
ขณะที่กลุ่มวิทยุในกรุงเทพฯ อยู่อันดับ 5 ด้วยเม็ดเงิน 867 ล้านบาท มีแค่หนังสือพิมพ์และนิตยสารที่มีเม็ดเงินโฆษณาน้อยกว่า
เป็นภาพสะท้อนว่าสื่อวิทยุโดยรวมกำลังเผชิญความท้าทายในยุคสมัยปัจจุบัน
แต่คลื่น Cool 93 ก็ยังคงอยู่รอดมาได้ ด้วยคอนเซปต์ที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก คือ เปิดเพลงต่อเนื่อง ไม่มีโฆษณาคั่น
กลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้ครองตลาดในกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างเหนียวแน่น
ทำให้ยังสามารถดึงเม็ดเงินจากผู้สนับสนุน และยืนระยะอยู่รอดได้ ท่ามกลางยุคสมัยใหม่ที่เม็ดเงินไปหาสื่อออนไลน์กันหมดแล้ว
