เบื้องลึกของการก่อตั้งโรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) และสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) เริ่มจากคำถามเรียบง่ายแต่หนักแน่นของ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และนายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี (อดีต CEO บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

“เราสร้าง GDP ให้ประเทศมหาศาล แล้วคนระยองได้อะไร”

จากผืนไร่สับปะรดแห้งแล้งที่ถูกเวนคืน กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ ปตท. ลงทุนไปหลายแสนล้านบาท ใช้ทั้งทรัพยากรและพื้นที่ของจังหวัด แต่เจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

“ในเมื่อเราจะอยู่ที่นี่ไปอีกนาน ต้องคิดว่า ‘ระยองคือบ้านของเรา’ ผมถึงขั้นเขียนคำว่า ‘ระยองคือบ้าน’ ติดไว้ที่หน้าโรงงาน เพื่อเตือนพนักงานทุกคนว่า อย่าทำอะไรที่กระทบบ้านของตัวเอง อย่าทำงานแบบไม่รับผิดชอบ”

ถ้าจะตอบแทนระยอง เราน่าจะสร้างสถาบันการศึกษาที่ดีให้กับจังหวัดนี้ คือความคิดของดร.ไพรินทร์ CEO ปตท.ในเวลานั้น

 KVIS โรงเรียนระดับมัธยมปลาย และ VISTEC มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ จึงเกิดขึ้น

จากความตั้งใจในการทำ CSR เพื่อชุมชน สู่ case study ที่โดดเด่นของการลงทุนในทุนมนุษย์ระดับสูงในประเทศไทยของ ปตท.

ดร.ไพรินทร์ เริ่มต้นเล่าเรื่องความเป็นมาของ KVIS และ VISTEC ให้ Marketeer ฟังอย่างน่าสนใจมากว่า

เราเลือกที่ดินผืนใหญ่ราว 3,500 ไร่ ที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เดิมเป็นที่ดินของบริษัทลูกในกลุ่ม ปตท. พื้นที่กันดารและไม่ได้ใช้ประโยชน์มานาน

แม้หลายคนมองว่าไกลและยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด แต่เรามองว่า หากพัฒนาได้ วังจันทร์จะได้รับประโยชน์เต็มที่

โดยจัดสรรพื้นที่ราว 1,000 ไร่เพื่อการศึกษา (โรงเรียน 300 ไร่ มหาวิทยาลัย 600 ไร่) และเก็บอีกกว่า 2,000 ไร่ไว้พัฒนาในอนาคต

ด้านงบประมาณ ปตท. เป็นผู้สนับสนุนหลัก และชวนบริษัทในกลุ่มปตท. ร่วม “ลงขัน” สนับสนุนโครงการ รวมงบก้อนแรกได้ประมาณ 5,600 ล้านบาท

ถ้าให้คน ปตท. ที่เป็นคนทำธุรกิจพลังงาน ไม่ใช่นักการศึกษาไปบริหารโรงเรียนเองมีสิทธิ์ล้มเหลว  เพราะความท้าทายที่แท้จริงคือการสร้าง “ระบบการศึกษา” ที่ดีที่สุดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

“ฝั่งมหาวิทยาลัย ผมติดต่อ ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล ส่วนฝั่งมัธยมปลายได้ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา เข้ามาร่วมบุกเบิก ทั้ง 2 ท่านคือนักการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศ”

หลักการสำคัญที่ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันคือ หากต้องการสร้างโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด ปตท. ต้องให้อิสระเต็มที่ในการบริหารจัดการ ออกแบบระบบ และกำหนดมาตรฐานด้วยตนเอง โดยปตท.จะไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงาน

“คำว่าดีที่สุด ในตอนแรก เรายังไม่ได้ตั้งตัวชี้วัดเชิงเทคนิคชัดเจนเหมือนปัจจุบัน ผมอธิบายง่าย ๆ ว่า ถ้าผมพาคณบดีหรือศาสตราจารย์จากต่างประเทศมาเดินดูแล้วไม่รู้สึกอาย กลับถูกชมว่าเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ดี นั่นคือสิ่งที่ผมพอใจแล้ว”

แน่นอนว่าในเวลาต่อมา เรามีตัวชี้วัด มีมาตรฐาน มีระบบประเมินที่ชัดเจนมากขึ้น แต่จุดเริ่มต้นคือ “มาตรฐานโลก” ไม่ใช่มาตรฐานในประเทศเท่านั้น

ทำไมต้อง STEM

ตอนเริ่มวางแผน เรารู้ข้อมูลหมดแล้วว่า ประเทศไทยมี ปัญหาเรื่อง ” STEM”  ( S – Science  T – Technology  E – Engineering และ M – Mathematics)

ถ้าเอาเด็ก 100 คนมาเทียบกัน เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ ประมาณ 60% จะเรียนสายวิทย์ อีก 40% เรียนสายอื่น แต่ประเทศไทยกลับกัน สายวิทย์มีแค่ประมาณ 30% อีก 70% เป็นสายศิลป์ นี่คือ pain point ชัดเจนในวงการศึกษาไทย เพราะประเทศที่ก้าวสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีควรมีฐานนักเรียนสายวิทย์ขนาดใหญ่พอรองรับอนาคต แต่ไทยยังมีฐาน STEM ค่อนข้างจำกัด

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) จึงถูกออกแบบเพื่อค้นหาและพัฒนาเด็กที่มีศักยภาพด้าน STEM ให้เติบโตสู่การเป็นนักวิจัยและนวัตกรระดับโลก พร้อมจิตวิญญาณพัฒนาประเทศ

ส่วนสถาบันวิทยสิริมธี (VISTEC) เป็นสถาบันวิจัยขั้นสูงที่ผสานงานวิจัยจริงกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างเทคโนโลยีของไทยเอง ไม่ใช่แค่ตามโลก แต่ร่วมกำหนดอนาคตของสังคมโลก

ในด้านการคัดเลือกนักเรียน โรงเรียนไม่ได้ต้องการเด็กที่เก่งแค่ทำข้อสอบ แต่ใช้ระบบ Portfolio เพื่อมองหาศักยภาพรอบด้าน ทั้งภาวะผู้นำ ประสบการณ์กิจกรรม ความคิดวิเคราะห์ และความสามารถลงมือทำจริง

จากตอนแรกตั้งใจทำเพื่อคนระยอง แต่ต่อมาขยายเป็นโควตาเขต EEC  และเปิดสอบทั่วประเทศ กระจายหลายจังหวัด บางสนามมีผู้เข้าสอบ 40–50 คนก็ยังเปิด

“เพราะเราต้องการ ‘ช้างเผือกที่ลึกที่สุดในป่า’ เด็กเก่งไม่ได้อยู่แค่ในกรุงเทพฯ เราต้องไปหาเขา”

ช่วงเริ่มต้นมีคำถามมากมายว่า ผู้ปกครองจะเข้าใจหรือไม่ว่าเรากำลังสร้าง “โรงเรียนแบบไหน”

ความจริงคือ ทีมงานไปศึกษาโมเดลโรงเรียนเด็ก gifted จากเกาหลี จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์มาแล้ว ประเทศเหล่านี้มีระบบลักษณะนี้มานาน ขณะที่ไทยมีเพียงโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นต้นแบบ

จึงพยายามสื่อสารกับผู้ปกครองว่า นี่คือโรงเรียนประจำ สอนเป็นภาษาอังกฤษ เน้น STEM ระดับสูง ทั้งที่ตอนนั้นพื้นที่วังจันทร์ยังแทบไม่มีอะไร ผู้ปกครองเดินมาดู เห็นแค่ดินโล่ง ๆ แต่สุดท้ายปีแรกมีผู้สมัครหลายพันคน

แม้เป็นโรงเรียน STEM แต่คุณจะเป็นอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ

เราพูดเรื่องความเป็นเลิศด้าน STEM ก็จริง แต่เราไม่เคยคิดว่าเด็กคนหนึ่งต้องถูกบังคับให้เรียน STEM แล้วจบออกมาเป็นนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น

สิ่งที่เราทำไม่ใช่กำหนดว่าเด็กต้องเป็นอะไร แต่คือช่วยให้เขาค้นพบตัวเองให้เจอ เขาอยากเป็นนักไวโอลิน ก็ไปให้สุดทาง อยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์ หรืออยากเป็นหมอ ก็ทำเต็มที่ได้เช่นกัน แต่ทั้งหมดต้องเป็น “การเลือกของเขา” ไม่ใช่แรงกดดันจากค่านิยมของสังคม

คำว่า “หมอ” อาจเป็นภาพแทนความสำเร็จที่พ่อแม่ไทยคุ้นเคยมานาน แต่ถ้าประเทศมีแต่หมอ แล้วไม่มีนักวิทยาศาสตร์ ไม่มีวิศวกร ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ ประเทศจะพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างไร

“ผมถึงกับพนันกับอาจารย์ธงชัยว่า ถ้าโรงเรียนของเราเกินครึ่งไปเรียนหมอ แปลว่าเราล้มเหลว”

ผลลัพธ์ออกมา ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนมาแล้ว 11 รุ่น และมีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้ว 8 รุ่น รวมกว่า 565 คน โดยเฉลี่ยร้อยละ 66 ของนักเรียนแต่ละรุ่นศึกษาต่อด้าน STEM และอีกร้อยละ 31 ในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ (สูงสุดร้อยละ75 ในรุ่นที่ 3)

นักเรียนได้รับทุนศึกษาต่อด้าน STEM ทั้งในและต่างประเทศเฉลี่ยร้อยละ 55 ต่อรุ่น (สูงสุดร้อยละ 64) แสดงศักยภาพทางวิชาการและความพร้อมในระดับนานาชาติ

ด้านงานวิจัย มีผลงานตีพิมพ์สะสม 43 เรื่อง และต่อยอดสู่สิทธิบัตร–อนุสิทธิบัตร 11 ผลงาน สะท้อนความสามารถในการสร้างองค์ความรู้และประยุกต์ใช้ได้จริง

ดร.ไพรินทร์ย้ำว่า

“เราตั้งขึ้นเพื่อสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้เด็กที่เก่งที่สุดได้เลือกชีวิตของตัวเอง โดยไม่ถูกครอบด้วยค่านิยมของสังคม และถ้าเด็กเก่งเหล่านี้กระจายตัวไปใน STEM จริง ประเทศไทยจะพัฒนาได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

เมื่อเจอช้างเผือกแล้วต้องดูแลถึงที่สุด

KVIS รับนักเรียน ม.4 ที่มีศักยภาพสูงด้านวิทย์–คณิต จากทั่วประเทศ เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.50 คัดเลือก 2 รอบ รอบแรกสอบข้อเขียนวัดคิดวิเคราะห์ (11 สนามทั่วประเทศ) คัด 200 คน + สำรอง 20 คน

รอบสองสัมภาษณ์และดู Portfolio แบบ Holistic ประเมิน Passion, Leadership, Life Skills และ Balance รับนักเรียนตัวจริงปีละ 72 คน ที่เหลือเป็นบัญชีสำรอง

จากเด็กเก่งที่มาสมัครสอบต่อปี 3,000–5,000 คน

VISTEC รับเฉพาะปริญญาโท–เอก เน้นศักยภาพวิจัยระดับสากล เปิด 4 สาขายุทธศาสตร์ (พลังงาน วัสดุศาสตร์ ชีวภาพ และ IT) รับไม่เกิน 60 คนต่อปี เพื่อคงคุณภาพงานวิจัย

“เราไม่เก็บค่าเล่าเรียนเลย ทุกอย่างฟรี นักเรียนที่นี่เดินตัวปลิวตัวเปล่า หรือถือกระเป๋าใบเดียวเข้ามาเรียน เพราะโรงเรียนให้เกือบทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่เคยบังคับให้เด็กเซ็นสัญญาว่าจบแล้วต้องมาทำงานกับ ปตท. เพราะถ้าเราบอกว่ากำลังหา ช้างเผือก 5%แล้วไปตั้งเงื่อนไขกับเขา มันไม่แฟร์นะครับ”

รุ่นแรกของโรงเรียน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจากนครศรีธรรมราชสอบติด แต่วันรายงานตัวกลับไม่มา เมื่อโทรไปถาม คำตอบที่ได้คือ “ไม่มีเงินค่าเดินทาง”

ตอนนั้นเองที่เราเพิ่งเข้าใจว่า ต่อให้ให้ทุนเรียนฟรีทุกอย่าง ก็อาจยังไม่พอ เพราะบางครอบครัวไม่มีแม้แต่เงินซื้อตั๋วเครื่องบิน สุดท้ายโรงเรียนจึงส่งตั๋วให้ทั้งแม่และลูก เธอจึงได้ก้าวเข้ามาเริ่มต้นชีวิตบทใหม่

รวมทั้งตั้ง“กองทุนช่วยเหลือพิเศษ” มอบเงินสนับสนุนเดือนละ 2,000–3,000 บาท เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งปีหนึ่ง ๆ มีประมาณ 2–3 คน

KVISจึงไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อผลิตแรงงาน และไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อเอาเด็กเก่งมา “ผูกสัญญา” แต่ตั้งขึ้นเพื่อหา 5% แรกของประเทศ

เมื่อทุกอย่างฟรี เงินสนับสนุนมาจากไหน

หลายคนถามว่า “เพิ่มจากห้องละ 18 คนเป็น 24 คนได้ไหม” คำตอบคือ เพิ่มได้ในเชิงอาคาร/หอพัก แต่ปัญหาจริงอยู่ที่ต้นทุนดำเนินงาน (Operating Cost)

เด็กหนึ่งคนมีต้นทุนเฉลี่ยกว่า 600,000 บาทต่อปี เพราะเป็น STEM เข้มข้น ใช้ครูคุณภาพสูงจำนวนมาก และเกือบทั้งหมดจบปริญญาเอก โครงการจึงต้องใช้งบดำเนินงานปีละราว 200 ล้านบาท เพื่อรักษามาตรฐานระดับโลก

ตัวเลขนี้เทียบกับขนาดกำไร ปตท. อาจดูไม่มากก็จริง แต่ผู้บริหารก็ย้ำว่า ปตท. มี “ภาระสังคม” หลายด้าน ไม่ใช่ทำแค่การศึกษา

ถ้านับเงินลงทุนรวมตั้งแต่เริ่มโครงการจนปัจจุบัน ปตท. ใช้เงินไปแล้วกว่า“หมื่นกว่าล้านบาท” สำหรับโรงเรียน + มหาวิทยาลัย (ยังไม่รวมมูลค่าที่ดิน)

จะรักษานโยบาย “เรียนฟรี” ได้ต่อเนื่องอย่างไร อาจจะเป็นคำถามของหลายคน

เพื่อให้เรียนฟรีได้แม้เงินสนับสนุนลดลง โรงเรียนจึงสะสมงบส่วนหนึ่งเป็นกองทุนระยะยาว (Endowment Fund) คล้ายมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Harvard หรือ MIT เพื่อให้ดอกผลจากกองทุนช่วยพยุงค่าใช้จ่ายในอนาคต

“ในหลายประเทศมีแนวคิด  Corporate University  ชัดมาก เช่น เกาหลี มีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Hyundai, Samsung, Posco มีมหาวิทยาลัยของตนเองเพื่อสนับสนุนธุรกิจ  แต่ไทยไม่ได้มีกฎหมายหรือข้อบังคับให้รัฐวิสาหกิจต้องลงทุนด้านการศึกษา แต่ ปตท. ก็เลือกที่จะลงทุนในโครงการนี้อย่างมุ่งมั่น”

สิ่งที่อยาก “พิสูจน์” คือ มหาวิทยาลัยดี ๆ สร้างได้เร็วกว่าเดิม เขายกตัวอย่างว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลานับร้อยปีในการสร้างชื่อเสียงระดับโลก

แต่กรณีของ ปตท. เขามั่นใจว่า ภายใน 20 ปี สามารถสร้างโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยระดับท็อปได้ เพราะยุคใหม่มีทุน เทคโนโลยี เครือข่าย และโมเดลการบริหารใหม่ ดังนั้นอาจ “เร่งกระบวนการสร้างคุณภาพ” ให้เร็วขึ้นได้

“ถ้าคุณลงทุนกับการศึกษาคุณต้องยอมรับว่า ต้องรอเวลา และอาจไม่ทันเห็นผลในช่วงชีวิตของคุณเอง”

ดร.ไพรินทร์  ซึ่งจบระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ยังเล่าอย่างภูมิใจว่า

“ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีน เกิดที่เยาวราช เรียนจนถึงปริญญาเอกโดยแทบไม่ต้องเสียค่าเรียน เพราะมีคนให้ทุนและช่วยเหลือมาตลอด พอมาถึงวันที่ชีวิตมาได้ไกล ผมเลยเชื่อว่า หน้าที่หนึ่งคือคืนกลับให้สังคม ด้วยการสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ทุนเรียนเหมือนที่เคยได้รับ”

เขาใช้คำว่า Pay it forward คือ “ใช้คืนไปข้างหน้า” เพราะเราไม่มีทางใช้คืนคนที่ช่วยเราในอดีตได้ครบ แต่เราสามารถช่วยคนรุ่นต่อไปแทน

สุดท้าย ดร.ไพรินทร์ ได้ฝากความหวังไว้ว่า ขอแค่  KVIS  กลับมาช่วยประเทศบ้าง

“ไม่ต้องถึงกับให้เด็กในแต่ละรุ่น 72 คนกลับมาช่วยประเทศทั้งหมดหรอกครับ ขอแค่มีสัก 5 คน ที่โตขึ้นแล้วกลับมาสร้างประโยชน์ให้สังคม ประเทศก็อาจเปลี่ยนไปได้มากแล้ว”