เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2023 ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียได้มีแถลงการณ์เรื่อง คำสั่งระงับการส่งออกข้าว เนื่องจากความกังวลในด้านราคาข้าวสำหรับการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอินเดียจึงต้องมีมาตรการในการดูแลปากท้องของคนในประเทศให้มีข้าวบริโภคก่อน
รายละเอียดในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุคำสั่งระงับการส่งออกข้าวขาวทุกชนิดยกเว้นข้าวบาสมาติ หลังจากอินเดียได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อส่งผลให้ราคาขายปลีกข้าวพุ่งขึ้น 3% ในระยะเวลาเพียงแค่ 1 เดือน ประกอบกับมรสุมฝนที่ตกหนักทำให้พืชผลเสียหายอย่างมากอันส่อเค้าว่าราคาข้าวจะพุ่งขึ้นอีก เพื่อเป็นกันป้องกันผลกระทบดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนชาวอินเดีย จึงเป็นที่มาของแถลงการณ์คำสั่งดังกล่าว
อินเดียเป็นชาติที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก ถือครองสัดส่วนการตลาดการส่งออกข้าวมากกว่า 40% พูดง่าย ๆ ว่ากว่าครึ่งของข้าวที่บริโภคในโลกเรามาจากอินเดีย (ยกเว้นประเทศที่สามารถเพาะปลูกข้าวได้เองและเพียงพอต่อการบริโภค)
จากข้อมูลของ Statista ประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุด 5 อันดับแรกของโลกในปี 2022/2023
1. อินเดีย 21.5 ล้านตัน
2. ไทย 8.2 ล้านตัน
3. เวียดนาม 6.8 ล้านตัน
4. ปากีสถาน 3.8 ล้านตัน
5. เมียนมา 2.4 ล้านตัน
ที่มา: Statista
รัฐบาลอินเดียหวั่นเกิดเงินเฟ้อในสินค้าประเภทอาหาร
“เพื่อให้แน่ใจว่า[อินเดีย]มีข้าวขาวที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติเพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศ และเพื่อบรรเทาการเพิ่มขึ้นของราคาข้าวสำหรับตลาดภายในประเทศ รัฐบาลอินเดียจึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขนโยบายบางอย่างเกี่ยวกับการส่งออกข้าว
”
นี่คือถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่รัฐด้านความมั่นคงทางอาหารที่แสดงความกังวลถึงราคาขายปลีกข้าวที่เพิ่มขึ้น 11.5% ในช่วงเวลา 12 เดือน โดยสินค้าอาหารประเภทข้าวที่ได้รับผลกระทบจากการห้ามส่งออก ได้แก่ ข้าวขาวและข้าวหัก ไม่รวมข้าวบาสมาติ โดยข้าวทั้งสองประเภทคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10 ล้านตันจากทั้งหมด 22 ล้านตันของการส่งออกข้าวอินเดียในปี 2022
แอ็กชั่นดังกล่าวของรัฐบาลอินเดียเป็นการแสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ต่อภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า (2024) เพราะถ้าเขาปล่อยให้เกิดปัญหาด้านปากท้องก่อนการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งคงไม่ดีแน่
นอกจากนี้ คณะรัฐบาลของนายกฯ Narendra ยังได้ขยายขอบเขตคำสั่งห้ามการส่งออกข้าวสาลีเพิ่มเติมหลังจากเคยควบคุมการส่งออกข้าวมาแล้วเมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังจำกัดการส่งปริมาณการส่งออกน้ำตาลด้วยเนื่องจากผลผลิตอ้อยในปีนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
B.V. Krishna Rao ประธานสมาคมผู้ส่งออกข้าวของอินเดีย ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า
“อินเดียจะขัดขวางตลาดข้าวทั่วโลกด้วยความเร็วที่สูงกว่าที่ยูเครนทำในตลาดข้าวสาลีด้วยการรุกรานของรัสเซีย”
ข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรโลกมากกว่า 3,000 ล้านคน และกว่า 90% ของพืชที่ใช้น้ำมากมีการเพาะปลูกในทวีปเอเชีย (ซึ่งข้าวก็เป็นหนึ่งในนั้น) เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะในปี 2023 นี้ที่สภาพอากาศแบบเอลนีโญอาจส่งผลทำให้ปริมาณน้ำฝนลดลง ดังนั้น ราคาของพืชผลทางการเกษตรทั่วโลกจึงทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี
ในขณะที่ผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 2 และ 3 ของโลกอย่างไทยและเวียดนามก็ไม่สามารถผลิตข้าวได้เพียงพอที่จะชดเชยการขาดแคลนที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ประเทศผู้ซื้อข้าวที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาและหลายประเทศก็ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียทบทวนถึงมาตรการนี้อีกครั้ง
สภาพอากาศทำพิษ
ฝนที่ตกหนักทางตอนเหนือของอินเดียในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีส่วนทำให้พืชผลทางการเกษตรที่เพิ่งปลูกใหม่ในรัฐต่าง ๆ ของอินเดีย ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะรัฐปัญจาบและหรยาณา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญเพื่อการส่งออก
นาข้าวในรัฐทางตอนเหนือของอินเดียจมอยู่ใต้น้ำนานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว ทำลายต้นกล้าที่เพิ่งปลูก ทำให้ชาวนาต้องรอให้น้ำลดจึงจะปลูกใหม่ได้ ส่วนในรัฐอื่นที่ปลูกข้าว ชาวนาได้เตรียมเรือนเพาะชำข้าวเปลือก แต่ไม่สามารถย้ายต้นกล้าได้เนื่องจากปริมาณน้ำฝนยังไม่เพียงพอ มีการคาดหมายว่าพื้นที่ปลูกข้าวจะเพิ่มขึ้นหลังจากที่รัฐบาลขึ้นราคารับซื้อข้าว
ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม ราคาข้าวที่ส่งออกจากเวียดนาม ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดียและไทย พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปีเนื่องจากความกังวลด้านปริมาณผลผลิตที่อาจจะลดลงเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
ปัจจุบันราคาข้าวหัก 5% ของเวียดนามมีราคาอยู่ที่ 515 ถึง 525 ดอลลาร์ต่อตัน ทำสถิติสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่วนข้าวนึ่งหัก 5% ของอินเดียขยับเข้าไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ 421 ถึง 428 ดอลลาร์ต่อตัน
ประเทศผู้นำเข้าข้าวจากทวีปเอเชียเป็นหลักอาจหันไปซื้อข้าวจากประเทศไทย หรือไม่ก็เวียดนามแทน ถึงแม้ว่าราคาข้าวจากทั้งสองประเทศจะสูงกว่าข้าวของอินเดียก็ตาม อย่างจีนและฟิลิปปินส์ซึ่งปกติซื้อข้าวจากเวียดนามและไทย ก็จำเป็นจะต้องจ่ายในราคาสูงขึ้นมากตามกลไกตลาด
โลกได้รับผลกระทบถ้วนหน้า
จากข้อมูลพบว่า ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดจากอินเดียคือ “ประเทศซาอุดีอาระเบีย” โดยในปี 2022 ซาอุดีอาระเบียนำเข้าข้าวจากอินเดียมากถึง 812 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 37% ของการส่งออกข้าวทั้งหมดของอินเดีย
สาเหตุที่ซาอุดีอาระเบียได้ตำแหน่งผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่จากอินเดีย เนื่องจากซาอุฯ มีประชากรจำนวนมาก (34 ล้านคน) และประชากรมีรายได้ต่อหัวค่อนข้างสูงเนื่องจากข้าวที่นำเข้ามาขายในซาอุฯ มีราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งพื้นที่เพาะปลูกข้าวในประเทศซาอุฯ ก็ทำได้แค่เพียงในภูมิภาค Qassim ซึ่งก็ผลิตข้าวได้เพียงปีละ 3 แสนตันเท่านั้นซึ่งก็ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ก็เป็นเหตุผลด้านคุณภาพของข้าวอินเดียที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีกว่าข้าวจากประเทศอื่น และอินเดียยังเป็นแหล่งเพาะปลูกหลักของข้าวบาสมาติซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับความนิยมจากพี่น้องชาวมุสลิมอีกด้วย
ที่สำคัญเลยคือราคาข้าวในอินเดียก็สมเหตุสมผลไม่แพงจนเกินไป
ส่วนผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่อื่น ๆ จากอินเดีย ได้แก่
1. อิหร่าน 662 ล้านตัน (31%)
2. อิรัก 522 ล้านตัน (24%)
3. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 451 ล้านตัน (21%)
4.เยเมน 370 ล้านตัน (17%)
5.บังกลาเทศ 359 ล้านตัน (17%)
ข้าวบาสมาติ ที่มา: SWASTHI’ RECIPES
อินเดียถือเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก อินเดียมีการส่งออกข้าวไปยังประเทศอื่น ๆ มาอย่างยาวนาน และอินเดียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งโลก อีกทั้งรัฐบาลอินเดียเองก็ต้องการที่จะเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวให้มากขึ้น และดูจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดคู่ค้ารายใหม่ในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาใต้
ทางด้านสหรัฐอเมริกาแม้จะไม่ใช่ผู้นำเข้าข้าวหลักจากอินเดีย แต่พวกเขาก็มีประชากรชาวเอเชียอาศัยอยู่ในประเทศไม่น้อย ดังนั้น จึงมีการนำเข้าข้าวจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวในแถบเอเชียอย่างเช่น อินเดีย ไทย และเวียดนามอยู่
ซึ่งจากคำสั่งระงับการส่งออกข้าวของอินเดียดูจะไม่ส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ มากเท่าใดนัก ส่วนหนึ่งมาจากเมื่อปี 2022 เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในสหรัฐฯ ประสบกับปัญหาภัยแล้ง บางรายจึงเลือกที่จะหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่าและขายได้ราคาดีกว่าข้าว อย่างเช่น ถั่วเหลืองหรือข้าวโพด
แต่ปีนี้ราคาถั่วเหลืองและข้าวโพดตกต่ำลงกว่าปีที่ผ่านมา จึงทำให้เกษตรกรสนใจที่จะกลับไปปลูกข้าวแทน เพราะในแคลิฟอร์เนียซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวของสหรัฐฯ มีฝนตกและหิมะตกมากในช่วงฤดูหนาวจึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี
Charles Hart นักวิเคราะห์ที่ทำงานด้านการวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ ที่ BMI บอกว่า
“ปกติสหรัฐฯ จะนำเข้าเฉพาะข้าวสายพันธุ์พิเศษและข้าวหอมเท่านั้นอย่างเช่น ข้าวอาร์โบริโอที่ใช้ทำริซอตโต้ ข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาติและพันธุ์อื่น ๆ ส่วนที่เหลือที่เป็นข้าวสายพันธุ์ทั่วไปอีกประมาณ 70-80% อาศัยการเพาะปลูกเองภายในประเทศ นั่นหมายความว่าสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากนโยบายระงับการส่งออกข้าวของอินเดีย โดยคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่า 2.5% ที่จะได้รับผลกระทบ”
โดยปกติแล้ว สหรัฐอเมริกานำเข้าข้าวประมาณ 13% จากต่างประเทศ ยกตัวอย่างในปี 2022 สหรัฐอเมริกานำเข้าข้าวในปริมาณ 1.3 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 32% ของข้าวที่ใช้ในประเทศ โดยประเทศ 5 อันดับแรกที่สหรัฐฯ นำเข้าข้าวในปี 2022 ประกอบด้วย
1. ประเทศไทย 548 ล้านตัน
2. อินเดีย 207 ล้านตัน
3. ปากีสถาน 34.2 ล้านตัน
4. จีน 25.5 ล้านตัน
5. แคนาดา 21.1 ล้านตัน
ถึงแม้สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย แต่สัดส่วนเล็กน้อยนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่คือชาวต่างชาติเชื้อชาติแถบเอเชียที่เข้ามาอาศัยในอเมริกา ที่นิยมบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก
ด้าน Kiran Kumar Pola ซีอีโอของ Deccan Foods บริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายข้าวอินเดียในสหรัฐฯ กล่าวว่า
“เราต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติจากอินเดียทั้งหมด ปัจจุบันเราเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญกับคำสั่งซื้อข้าวและสัญญาข้าวกว่า 15,000 ตัน”
ซีอีโอของ Deccan Foods กำลังพิจารณาใช้ *ข้าวนึ่ง* ทดแทนข้าวขาวและข้าวหอม ซึ่งข้าวนึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งระงับการส่งออกของอินเดีย เขาหวังว่าในอนาคตทางอินเดียจะไม่ขยายขอบเขตการแบนข้าวสายพันธุ์อื่น ๆ เพิ่มเพราะจะทำให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบ
ตัวอย่างข้าวนึ่ง หรือ Parboiled Rice ที่มา: Hill Country
มาตรการระงับการส่งออกข้าวมีผลมาตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2023 เราต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการดังกล่าวจะเริ่มส่งผลต่อราคาข้าวในตลาดโลกอย่างไรบ้าง เพราะอินเดียในฐานะผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก การเคลื่อนไหวของประเทศผู้นำแบบนี้ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์จำเป็นอย่างแน่นอน
*ข้าวนึ่ง (parboiled rice) เป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวที่ได้จากการนำข้าวเปลือกมาแช่ในน้ำจนมีความชื้นประมาณ 30-40% แล้วนึ่งหรือต้มจนสุก จากนั้นจึงนำมาทำให้แห้ง (dehydration) แล้วจึงสีเอาเปลือกออก
การทำข้าวนึ่งเป็นการปรับปรุงคุณภาพการสีทำให้ข้าวหักน้อยลงและปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของข้าว เพราะสารอาหารจากชั้นเปลือกจะซึมเข้าไปในเนื้อระหว่างการแช่ และการนึ่ง จะทำให้ข้าวที่ได้มีสีเหลืองอ่อน
อ้างอิง
https://www.pib.gov.in/PressReleasePage.aspx?PRID=1941139
https://edition.cnn.com/2023/07/20/business-food/india-rice-ban-hnk-intl/index.html
https://edition.cnn.com/2023/08/03/business/india-rice-export-ban
https://www.statista.com/statistics/255947/top-rice-exporting-countries-worldwide-2011/
–

