ท่ามกลางทีมชาติทั้ง 48 ทีมที่ผ่านเข้ามาเตะฟุตบอลโลก 2026 นอร์เวย์ คือหนึ่งในทีมที่ถูกจับตามองมากสุด เพราะหายหน้าไปจากสุดยอดทัวร์นาเมนต์ลูกหนังเกือบ 30 ปี 

ขณะเดียวกันยังเป็นการกลับมาแบบสุดยอด เพราะนี่คือทีมที่ชนะรวดในรอบคัดเลือก ด้วยผลงานที่เหนือชั้น และมีนักเตะดัง ๆ ในสโมสรใหญ่ ๆ เป็นกำลังหลัก 

นี่ทำให้ทีมชาตินอร์เวย์และเพื่อนร่วมชาติมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะไปได้ไกล และคงไม่กลับบ้านแบบยิงได้เพียงประตูเดียวเหมือนฟุตบอลโลกที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพเมื่อ 32 ปีก่อน 

นอร์เวย์ ผ่านเข้ามาเตะฟุตบอลโลกครั้งแรก เมื่อปี 1938 ที่ฝรั่งเศส แต่ก็ไม่เป็นที่จดจำเท่าไหร่นัก เพราะตกรอบแบ่งกลุ่มหลังแพ้อิตาลีไป และต้องใช้เวลาอีกเกือบ 6 ทศวรรษกว่าที่จะได้ไปโชว์ฝีเท้าอีกครั้ง 

ข้ามมาในปี 1994 ฟุตบอลทีมชาติจากประเทศเขตหนาวอย่างนอร์เวย์ เดินทางข้ามมาประเทศเขตร้อนอย่างสหรัฐฯ เพื่อมาเตะในฟุตบอลโลก 

แต่พวกเขาก็เป็นได้แค่ไม้ประดับและกลับบ้านเกิดพร้อมน้ำตา หลังชนะเม็กซิโกทีมเดียว ส่วนอีก 2 แมตช์ในรอบแบ่งกลุ่มจบลงด้วยความพ่ายแพ้และเสมอ ซึ่งในนัดที่แพ้ก็แพ้ให้กับอิตาลี ประเทศที่เขี่ยพวกเขาตกรอบในฟุตบอลโลก 1938 นั่นเอง

ปี 1998 ฟุตบอลโลกกลับมาแข่งในยุโรป โดยมีฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพ จึงหมายความว่า นอร์เวย์ ที่ผ่านเข้ามาเตะได้อีก ไม่ต้องเดินทางข้ามทวีปแล้ว  

ในฟุตบอลโลกครั้งนั้น นอร์เวย์ ทำผลงานได้ดีขึ้นเล็กน้อย ทั้งด้วยการสร้างเซอร์ไพรส์ชนะบราซิล ที่ขณะนั้นคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้ว 4 สมัย และผ่านไปถึงรอบ 16 ทีม ก่อนไปโดนอิตาลีย้ำแค้น แพ้ไปอีกครั้ง 

หลังฟุตบอลโลก 1998 วงการฟุตบอลนอร์เวย์เผชิญกับยุคมืด เพราะไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกเพื่อไปแข่งฟุตบอลโลกได้อีก 

สถานการณ์วงการฟุตบอลของนอร์เวย์ ประเทศที่ดังเรื่องปลาแซลมอน และบางช่วงของปีดวงอาทิตย์ยังคงขึ้นในตอนกลางคืน จนได้ฉายาว่า “ดินแดนดวงอาทิตย์เที่ยงคืน” กลับมาดีขึ้น ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา 

คนสำคัญที่สร้างความหวังให้วงการฟุตบอลนอร์เวย์คือ เออร์ลิง ฮาลันด์ นักเตะวัย 22 ปี ในตำแหน่งศูนย์หน้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งพาต้นสังกัดคว้าทั้งแชมป์พรีเมียร์ ลีก และยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 

เออร์ลิง ฮาลันด์ เป็นนักเตะที่ครบเครื่อง เล่นได้ดีทั้งเท้าขวา-เท้าซ้าย และยังได้เปรียบในจังหวะโหม่ง เพราะรูปร่างสูงใหญ่เกือบ 2 เมตร  ด้วยคุณสมบัติที่เพรียบพร้อมเหล่านี้เขาจึงทำประตูให้ต้นสังกัดได้มากมาย 

ผลงานขั้นสุดยอดของ เออร์ลิง ฮาลันด์ และการที่นักเตะร่วมรุ่นในทีมชาตินอร์เวย์ บางคนอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด ได้ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของ อาร์เซนอล ทำให้ชาวนอร์เวย์เริ่มหวังว่า วงการฟุตบอลได้ก้าวเข้าสู่ยุคทอง และอาจได้ผ่านไปเตะในฟุตบอลโลกอีกครั้ง 

ความหวังดังกล่าวกลายเป็นจริงแบบเกินคาด โดย 16 พฤศจิกายน 2025 เป็นวันที่ชาวนอร์เวย์ทั้งประเทศเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ หลังทีมชาตินอร์เวย์ภายใต้การคุมทีมของ สตอลเล่ โซลบักเคน บุกไปชนะอิตาลี ถึงสนามซาน ซีโร่ 4-1 

แมตช์ชนะอิตาลี จบลงพร้อมความสำเร็จมากมาย เริ่มจากการเอาชนะทีมของประเทศที่ยุติเส้นทางในฟุตบอลโลกของนอร์เวย์ได้หลายครั้งได้เสียที ต่อด้วยชนะทุกแมตช์ในรอบคัดเลือกแบบขาดลอย 

และทิ้งท้ายด้วยเป็นการได้กลับมาเตะในฟุตบอลโลกได้อีก หลังห่างหายไปถึง 28 ปี โดยในนักเตะทีมชาตินอร์เวย์ชุดนี้ มี 3 คนที่เป็นทายาทของนักเตะที่เคยผ่านมาเตะฟุตบอลโลกในยุค 90 มาแล้ว 

นั่นคือ เออร์ลิง ฮาลันด์ ลูกชายของ อัลฟ์-อิงเค่ ฮาลันด์ ตามด้วย คริสเตียน ธอร์สท์เวดต์ ลูกชายของ อีริค ธอร์สท์เวดต์ และ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ลูกชายของ โกแรน ซอร์ลอธ 

การกลับมาเตะในฟุตบอลโลกของนอร์เวย์ครั้งนี้ นอกจากประเดิมนัดแรกด้วยชัยชนะเหนือชั้นต่ออิรัก ด้วยสกอร์ 4-1 และชนะอีกในนัดต่อมาที่เจอกับเซเนกัล ด้วยสกอร์ 3-2 แล้ว ยังมาพร้อมอีกหนึ่งสีสันในการเชียร์ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึง

มีรายงานว่า ชาวนอร์เวย์หลักหมื่นพากันเดินทางมาชมฟุตบอลโลก โดยในนัดที่ทีมชาตินอร์เวย์ลงแข่ง กองเชียร์เพื่อนร่วมชาติในชุดทีมชาติจะทำท่าพายเรือแบบไวกิ้งที่เรียกกันว่า “ไวกิ้ง โรว์” กันบนอัฒจรรย์พร้อมส่งเสียงอันดังเป็นจังหวะ

เพื่อให้กำลังใจนักเตะ และข่มขวัญทีมคู่แข่งไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งหลังจบแมตช์ที่ชนะเซเนกัล นักเตะทีมชาติและทีมโค้ชก็ตอบรับด้วยการทำท่านี้กันในสนามอีกด้วย / cnn, wikipedia, theguardian, espn