ช่วงนี้ถ้าไถ TikTok, X หรือ Reddit คงยากที่จะไม่เห็นชื่อ “Obsession” โผล่ขึ้นมาบนหน้าฟีด
หลายคนออกจากโรงหนังแล้วก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องราวในหนัง บางคนกลับไปดูซ้ำ บางคนเปิดกระทู้ถกเถียงถึงตอนจบ ขณะที่อีกหลายคนพยายามตีความสิ่งที่ผู้กำกับซ่อนไว้ในแต่ละฉาก
ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับหนังทุกเรื่อง ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก เมื่อ Obsession เป็นหนังสยองขวัญที่ใช้ทุนสร้างเพียง 750,000 ดอลลาร์ หรือราว 27 ล้านบาท แต่กลับทำรายได้ทั่วโลกทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในหนังที่สร้างผลตอบแทนสูงที่สุดแห่งปี
รายงานหลายฉบับ ระบุว่า ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง “Obsession” ทำรายได้ในสุดสัปดาห์แรกที่เข้าฉายไปกว่า 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาสัปดาห์ที่สองคาดว่าจะทำรายได้รวมสูงถึง 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รวมขณะนี้ทำรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไปแล้วกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้างเพียงแค่ราวๆ 750,000 – 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นรายได้ในอเมริกาเหนือ 60.7 ล้านดอลลาร์ รายได้รวมทั่วโลกทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ ราว 9,800 ล้านบาท
แต่ใครเลยจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ เคยเป็นหนังสั้นทุน 800 ดอลลาร์ บน YouTube ก่อนจะถูกซื้อมาสร้างเป็นภาพยนตร์เต็มตัว
ภาพยนตร์อินดี้ที่ไม่มีใครคิดว่าจะปัง
ภาพยนตร์สยองขวัญฝีมือของผู้กำกับ Gen Z อายุเพียง 26 ปี “Curry Barker” เขาเคยเป็นผู้กำกับดังจากหนังสั้นบน YouTube มาก่อน
ก่อนหน้านี้ Barker เป็นครีเอเตอร์บน YouTube และเคยสร้างหนังสยองขวัญทุนต่ำชื่อ Milk & Serial ด้วยเงินเพียงประมาณ 800 ดอลลาร์ ก่อนจะปล่อยให้ดูฟรีบน YouTube และกลายเป็นไวรัลจนมีเอเจนซีใหญ่ติดต่อเข้ามา นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ Obsession ในเวลาต่อมา
Obsession นำแสดงโดย Inde Navarrette ที่สามารถพาผู้ชมแกว่งไปมาระหว่างความสงสาร ความหวาดกลัว และความไม่ไว้วางใจได้ตลอดทั้งเรื่อง เธอได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก
หลังฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์ Toronto International Film Festival มีรายงานว่า Focus Features ซื้อลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายในราคาประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ หมายความว่าแค่ขายสิทธิ์จัดจำหน่าย ผู้สร้างก็ได้เงินมากกว่างบสร้างเดิมหลายสิบเท่าแล้ว ก่อนหนังจะเข้าฉายจริงเสียอีก โดยปกติภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้างมักจะทำรายได้ลดลงในช่วงสุดสัปดาห์ที่สอง แต่กับ Obsession ภาพยนตร์กระแสแรงจากค่ายทุนต่ำกลับกำลังทำได้ดีขึ้นทุกสัปดาห์
ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่การเล่าเรื่องของพนักงานขี้อายชายคนหนึ่ง ที่ปรารถนาให้คนที่เขาแอบชอบมาตั้งแต่เด็กตกหลุมรักเขา เขาจึงได้ไปใช้ของวิเศษชิ้นหนึ่งที่ทำให้ความฝันเป็นจริง และเธอก็ตกหลุมรักเขาหัวปักหัวปำจริง ๆ แต่เป็นรักที่ดูออกจะโรคจิต และชวนหลอน ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าตัวละครจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป จนมันตึงเครียดตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกยกให้เป็นหนังสยองขวัญอินดี้ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในช่วงนี้
หนังทุนต่ำเรื่องหนึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มากขนาดนี้ได้อย่างไร
แทนที่หนังจะสร้างตัวละครเอกตามสูตรสำเร็จที่ผู้ชมต้องรัก ต้องเชียร์ และต้องเอาใจช่วย ผู้กำกับกลับเลือกเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่เต็มไปด้วยความหมกมุ่น เปราะบาง และด้านมืดที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างพัฒนาหนัง มีการเปิดเผยว่าสตูดิโอบางแห่งเคยเสนอเพิ่มงบประมาณให้ หากผู้กำกับยอมปรับบทให้พระเอกดูเป็นคนที่เข้าถึงง่ายขึ้น และมีภาพลักษณ์ที่ผู้ชมพร้อมจะเชียร์ แต่ผู้กำกับยืนกรานจะทำออกมาแบบนี้ เพราะเชื่อว่าหากเปลี่ยนตัวละคร หนังจะสูญเสียแก่นสำคัญที่อยากสื่อสาร
การตัดสินใจครั้งนั้นอาจดูสวนทางกับแนวคิดของฮอลลีวูด แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Obsession แตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่วไป
หนังจบคนไม่จบ
หลังดูจบ คนถกเถียงเรื่องแรงจูงใจของตัวละคร บางคนตีความตอนจบต่างกัน ขณะที่อีกหลายคนแชร์ทฤษฎีของตัวเองผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อบทสนทนาเหล่านี้แพร่กระจายออกไป ผู้คนที่ยังไม่ได้ดูก็เริ่มเกิดความอยากรู้ เกิดเป็นกระแสปากต่อปากที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลังยิ่งกว่างบโฆษณา
อย่างไรก็ดี ก็มีดราม่าออกมาหลังหนังได้รับความนิยม ขณะที่หลายสำนักตีข่าวความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง Obsession แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีทีมงานซึ่งเป็นผู้กำกับศิลป์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ อ้างว่า แม้หนังจะกวาดรายได้ไปทั่วโลก แต่ทีมงานกลับได้รับค่าจ้างเพียง 6,741 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการทำงานหนึ่งเดือนนั้นน้อยนิดเมื่อเทียบกับรายได้มหาศาลของหนัง
แต่กระแสดังกล่าวก็ถูกตีกลับ เนื่องจากคนมองว่าค่าจ้างดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว เนื่องจาก Obsession มีงบประมาณสร้างเพียง 750,000 ดอลลาร์ มันไม่ใช่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินมากมาย และทีมผู้สร้างดั้งเดิม (Capstone Pictures และ Tea Shop Productions) มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้กำไรเลยหากหนังเรื่องนี้ไม่ดัง เพราะภาพยนตร์อินดี้มากกว่า 96.6% มักจะขาดทุน ในขณะที่เธอได้รับค่าตอบแทนไปแล้ว แม้จะน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าหนังที่ทำได้ก็ตามที
หนังถูกเปรียบเทียบกับ Get Out และ Paranormal Activity
ไม่ใช่เพราะเนื้อเรื่องคล้ายกัน แต่เพราะเป็นหนังทุนต่ำที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลจนกลายเป็นกรณีศึกษาของวงการ
หลายคนเริ่มนำ Obsession ไปเทียบกับหนังสยองขวัญระดับตำนานอย่าง Get Out และ Paranormal Activity ที่เคยใช้ทุนต่ำแต่สร้างรายได้เกินคาดเช่นกัน
หลายสื่อวิเคราะห์ตรงกันว่า สิ่งที่ทำให้ Obsession ต่างจากหนังสยองขวัญทั่วไปคือมันไม่พยายามอธิบายทุกอย่างให้คนดูเข้าใจ แต่หนังปล่อยพื้นที่ให้ผู้ชมตีความเองว่าตัวละครคิดอะไรอยู่ ตอนจบหมายถึงอะไร ใครควรเป็นคนผิด ความคลุมเครือนี้เองที่ทำให้คนดูออกจากโรงแล้วต้องกลับไปคุยต่อบน TikTok, Reddit และ X จนเกิดการตลาดแบบปากต่อปากที่ทรงพลัง
อ้างอิง : forbes, screendaily, hollywoodreporter, LosAngelesTimes, deadline, the-numbers, INC, newyorker



