เป็นที่รู้กันในอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตว่า ไม่มีผู้จัดรายใดอยากเห็นจุดสีฟ้าขึ้นเป็นแถบๆ ในแพลตฟอร์มจองบัตร เพราะเป็นการฟ้องว่าบัตรในคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นนั้นยังขายไม่ออกล็อตใหญ่ก่อนวันโชว์ 

แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ จุดสีฟ้าถูกกล่าวถึงกันมากขึ้น เพราะเป็นสถานการณ์ที่ผู้จัดต้องทำใจยอมรับ และสะท้อนถึงปัญหาต่างๆ ในธุรกิจนี้ 

จนทำให้ผู้จัดหลายเจ้าต้องยกเลิกคอนเสิร์ตไปก่อนที่จะเจ็บหนักไปมากกว่านี้ แต่สถานการณ์ของศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

นี่นำมาสู่ปัญหาแรกคือการชิงตัวศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ กันอย่างดุเดือดของผู้จัดแต่ละเจ้า เพราะการมีศิลปินเบอร์ใหญ่ย่อมรับประกันว่าบัตรจะขายหมดเกลี้ยง 

โดยนี่คือปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่อดีตนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน อลัน บี. ครูเกอร์ เรียกว่า เศรษฐศาสตร์ของซูเปอร์สตาร์ ที่รายได้ส่วนใหญ่ของทั้งอุตสาหกรรมจะไปกองอยู่กับศิลปินระดับท็อปเพียงไม่กี่คน 

อย่างไรก็ตาม โยฮันเนส เอเวอร์เก จากสมาคมอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตและอีเวนต์ของเยอรมนี ชี้ว่า แม้จะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่แค่ไหน ทุกงานต่างต้องเผชิญกับวิกฤตเดียวกัน 

ซึ่งเกิดเป็นปัญหาที่ 2 ตามมาคือ ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยทั้งค่าแรงพนักงาน ค่าอุปกรณ์เทคนิค ค่าพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อ 

ทำให้ต้นทุนในการจัดคอนเสิร์ตเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2026 เพิ่มสูงขึ้น 30-50% เมื่อเทียบกับปี 2019 ส่งผลให้ราคาตั๋วแพงขึ้นตามไปด้วย จนแฟนเพลงหลายคนเริ่มสู้ราคาไม่ไหว 

เมื่อราคาบัตรแพงขึ้น จึงกลายเป็นปัญหาที่ 3 และ 4 ของวงการคอนเสิร์ต ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด นั่นคือบัตรคอนเสิร์ตแพงขึ้น และกระทั่งแฟนตัวจริงของศิลปินก็ยังเลือกไปเฉพาะคอนเสิร์ตใหญ่เท่านั้น 

จนในที่สุดบัตรขายไม่ออกหรือจุดสีฟ้ากระจายไปทั่วอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต 

สเตฟาน ธานไชด์ท จาก เอฟเคพี สกอร์ปิโอ ผู้จัดคอนเสิร์ตรายใหญ่ของยุโรป อธิบายว่า หากแฟนเพลงต้องประหยัดงบและยังอยากดูคอนเสิร์ต 

พวกเขาจะเลือกซื้อตั๋วงานใหญ่ระดับเมกะอีเวนต์เพียงงานเดียว มากกว่าการเจียดเงินไปดูคอนเสิร์ตขนาดเล็กหลายๆ งาน 

โมเดลธุรกิจคอนเสิร์ตแบบเดิมคือ ผู้จัดจะนำกำไรจากคอนเสิร์ตใหญ่มาช่วยอุดหนุนและจัดงานให้ศิลปินหน้าใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อปลุกปั้นให้เติบโต 

เหมือนกรณีของ เอ็ด ชีแรน ที่เคยได้รับการสนับสนุนจาก เอฟเคพี สกอร์ปิโอ ในช่วงแรกๆ จนกลายเป็นสตาร์ระดับโลก 

แต่ปัจจุบัน โยฮันเนส เอเวอร์เก ระบุว่า บัตรคอนเสิร์ตใหญ่แม้จะขายได้เยอะและทำรายได้มหาศาล แต่กำไรสุทธิของผู้จัดกลับลดลง 

เพราะราคาบัตรปรับขึ้นไม่ทันตามต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง หากกำไรตรงนี้หดหายลง โมเดลการนำเงินไปต่อยอดปั้นศิลปินหน้าใหม่ก็อาจสุ่มเสี่ยงต่อการพังทลาย 

ย้อนกลับไปในอดีต การทัวร์คอนเสิร์ตทำเพื่อโปรโมตอัลบั้มใหม่ ถึงขาดทุนจากการทัวร์ก็ยังได้เงินคืนจากการขายแผ่นเสียงหรือซีดี 

แต่ในยุคสตรีมมิ่ง รายได้หลักกว่า 50% ของศิลปินมาจากการแสดงสด ทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักที่ต้องทัวร์ให้ประสบความสำเร็จ 

นอกจากนี้ ศิลปินรุ่นใหญ่ยังคงเล่นคอนเสิร์ตยาวนานขึ้นเรื่อยๆ เพราะรายได้จากการเปิดเพลงฟังออนไลน์ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ส่งผลให้ตลาดอีกปัญหาตามมา

นั่นคือเกิดภาวะอิ่มตัวและเกิดการแข่งขันแย่งชิงคนดูที่รุนแรงขึ้น 

ด้านฝั่งศิลปินเองก็หาทางลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางนำมาสู่การจับมือกับผู้จัดจัดจัดโชว์แบบปักหลักที่เมืองเดียว 

เช่น ชาคิร่า มีแผนจัดคอนเสิร์ตต่อเนื่องถึง 12 รอบในครึ่งหลังของปี 2026 ที่กรุงมาดริด ของสเปน โดยจัดขึ้นที่สนามเอสตาดิโอ ชาคิร่า ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ 

ขณะที่ แฮร์รี่ สไตล์ส จัดคอนเสิร์ตถึง 12 รอบที่สนามเวมบลีย์ในกรุงลอนดอน 

อย่างไรก็ตาม โยฮันเนส เอเวอร์เก มองว่า โมเดลนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน เพราะมีศิลปินเพียงน้อยคนมากๆ ที่สามารถดึงดูดแฟนเพลงให้เดินทางมาจากทั่วโลกได้ 

แม้วิกฤตจะดูหนักหนา แต่ โยฮันเนส เอเวอร์เก ยังคงมองโลกในแง่ดี เพราะความต้องการชมคอนเสิร์ตยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ 

มีข้อมูลว่า ในปี 2024 มีผู้เข้าชมคอนเสิร์ตเพลงป๊อปและร็อกในเยอรมนีสูงถึง 70 ล้านคน ซึ่งมากกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เสียอีก ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมคอนเสิร์ตยังเดินหน้าต่อไปได้ / dw