การตลาดเป็นสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตำราเรียนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ถ้าหยิบมาใช้วันนี้ก็คงไม่ได้ผล

ทั้งผู้บริโภคที่ต้องการอะไรใหม่ๆ คู่แข่งที่ปรับตัวตลอดเวลา และอุตสาหกรรมที่ไม่เคยเหมือนเดิม

นักการตลาดจึงต้องปรับตัวอยู่เสมอ พร้อมคิดล่วงหน้าไปข้างหน้าว่า แล้วอีก 5 ปีข้างหน้าการตลาดจะไปทางไหน?

นี่คือคำถามสำคัญที่ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ชวนทุกคนคิดในงาน Beyond Sustainability: Regenerative Marketing and Japanese Wisdom for a Sustainable Legacy

โดยตัวเลข 5 ปีของอาจารย์เอกก์ มาจากหมุดหมายปี 2030 ที่จะครบรอบ 15 ปีของแผนพัฒนาความยั่งยืนโลก (SDGs) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกจะเริ่มหยิบยกประเด็นใหม่ๆ ที่ท้าทายกว่าเดิมขึ้นมาให้ภาคธุรกิจรับมือกันต่อ

อาจารย์เอกก์ตั้งคำถามสำคัญว่า ในยุคถัดไป “แค่ไม่แย่ลง มันพอแล้วจริงๆ หรือ?” ในเมื่อเรื่องสำคัญของวันพรุ่งนี้คือเราไม่ได้ต้องการแค่ให้โลกอยู่รอด แต่อยากเห็นทุกอย่าง “ดีขึ้น”

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนถ้าตอนนี้เรามีผืนป่าที่แห้งแล้ง การแค่ล้อมรั้วเพื่อประคองไม่ให้มันแย่ลงกว่าเดิมคงไม่พอ

แต่เราต้องลงมือพรวนดิน เติมสารอาหาร และปลูกป่าทดแทนเพื่อ “ฟื้นฟู” ให้ระบบนิเวศกลับมาอุดมสมบูรณ์และเขียวขจีกว่าเดิม

นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิด “Regenerative Marketing” หรือ “การตลาดเชิงฟื้นฟู” ที่ยิ่งแบรนด์ขับเคลื่อนไปข้างหน้า โลกและสังคมต้องยิ่งดีขึ้น

โดยอาจารย์อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่าการตลาดเชิงฟื้นฟูจะมี 4 หลักที่เป็นส่วนสำคัญคือ

“นิ่ง กลม ตรง คืน”

นิ่ง: ไม่วิ่งตามกระแส

การตลาดยุคนี้มักจะเห็นแบรนด์อัดโฆษณาหนักๆ ดันยอดขายให้ได้มากๆ แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นกำลังยัดเยียดขายจนผู้บริโภคอึดอัด

การตลาดแบบ “นิ่ง” คือการลดความวุ่นวายซับซ้อนลง ไม่ขายของให้ลูกค้าจนเกินไป แต่หันมาทำการตลาดด้วยความจริงใจแทน

แบรนด์ระดับโลกอย่าง Patagonia คือตัวอย่างที่น่าสนใจ

ในวัน Black Friday ที่ทุกแบรนด์ตะโกนให้คนช้อปปิ้ง แต่พวกเขากลับออกแคมเปญว่า “Don’t buy this jacket” (อย่าซื้อเสื้อแจ็กเก็ตตัวนี้) เพื่อเตือนสติว่าการซื้อของเกินความจำเป็นกำลังทำร้ายโลก

พร้อมชูสโลแกน Better than new ยิ่งเก่ายิ่งเก๋า โฆษณากางเกงตัวเก่าที่มีอายุหลายปีแต่ยังดูสวย จนได้ใจคนรุ่นใหม่ไปเต็มๆ

หรือในตลาดเครื่องสำอางที่แข่งกันออกสูตรใหม่จนผู้บริโภคตามไม่ทัน แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Domohorn Wrinkle กลับเลือกที่จะ “นิ่ง”

พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเพียง 8 ชิ้น ให้ลูกค้าใช้ตามลำดับขั้นตอนครบจบในชุดเดียว ไม่มีสินค้าตัวอื่น ไม่เน้นออกของใหม่ตามกระแส

แถมยังทำการตลาดแบบขัดใจ ประกาศกฎเหล็กว่าจะ “ไม่ขายให้ ถ้าลูกค้าไม่เคยลองใช้ชุดทดลองก่อน” เพื่อให้มั่นใจว่าซื้อไปแล้วจะได้ใช้จริง ไม่เหลือทิ้งเป็นขยะ

แม้กระทั่งขวดผลิตภัณฑ์ก็คิดมาเพื่อผู้บริโภค ด้วยการทำฝาให้เปิดออกได้กว้างพอที่จะเอาคอตตอนบัดแหย่ลงไปกวาดครีมหยดสุดท้ายมาใช้ได้จนหมด

สองแบรนด์นี้คือตัวอย่างของการตลาดแบบ “ขายเหมือนไม่ขาย” ที่ใช้ความนิ่งชนะแบรนด์อื่นๆ ในตลาด

กลม: ธรรมดาอย่างกลมกลืน คือความไม่ธรรมดา

เมื่อทุกแบรนด์ในตลาดพยายามตะโกนว่าตัวเอง “แตกต่าง” จนส่งเสียงดังไปหมด การเลือกที่จะ “ไม่แตกต่าง” จึงกลายเป็นความแตกต่างที่คนให้ความสนใจมากที่สุด

เห็นได้ชัดจากแบรนด์คลาสสิกของไทยอย่าง ห่านคู่ ที่ลุกขึ้นมาเขียนจดหมายเปิดผนึกที่หลายคนอาจจำได้

โดยในจดหมายเขียนเกริ่นด้านบนว่า “ถึง คุณคนธรรมดา” ปลอบประโลมผู้คนในสังคมว่าไม่ต้องโด่นเด่นหรือสมบูรณ์แบบตลอดเวลาก็ได้ เป็นคำพูดสั้นๆ ที่กระแทกเข้าไปในใจคนจำนวนมาก

หลังจากนั้น นันยาง ก็กระโดดมาร่วมวงทันทีด้วยข้อความว่า “เราก็ธรรมดาเหมือนกัน”

จนเกิดแรงกระเพื่อมในโซเชียล ทุกคนหันมาภูมิใจกับการเป็นคนธรรมดา หลายแบรนด์ต่างเข้ามาร่วมเล่นแคมเปญนี้กัน และทำให้แบรนด์ห่านคู่คว้ารางวัลจากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยไปครอง

การตลาดแบบ ‘กลม’ คือการทำตัว ‘กลมกลืน’ ไปกับคนธรรมดา ในเมื่อแบรนด์อื่นพยายามทำตัวให้โดดเด่น การที่แบรนด์เลือกทำตัวธรรมดาๆ เหมือนคนทั่วไป อาจถูกใจลูกค้าและทำให้ขายดีแบบนึกไม่ถึง

ตรง: โปร่งใส เปิดเผย แม้ในมุมที่ไม่เพอร์เฟกต์

ความ “ตรง” คือความโปร่งใสและซื่อตรง

ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องการใช้มาสคอตในการสื่อสาร ขนาดโตเกียวทาวเวอร์ยังมีมาสคอต เพราะอย่างนั้น มาสคอตที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นได้ ต้องมีอะไรพิเศษ

โดยตัวที่อาจารย์เอกก์ยกเป็นตัวอย่างได้อย่างน่าสนใจมากคือ Sento-kun (เซนโตะคุง) มาสคอตประจำเมืองนารา

ในเมืองนาราจะขึ้นชื่อเรื่องกวางและพระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่แล้ว ดีไซเนอร์เลยจับมารวมกันเป็น “เด็กผู้ชายหัวโล้นที่มีเขากวางงอกออกมา”

ช่วงแรกคนรุมวิจารณ์หนักมากว่า “ไม่น่ารักเลย” แต่แบรนด์ดิ้งของเมืองกลับเลือกที่จะ “สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา”

แทนที่จะฝืนชมว่าตัวเองสวย พวกเขาให้มาสคอตตัวนี้ไปนั่งร้องไห้ตามจุดต่างๆ พร้อมข้อความตัดพ้อปนเอ็นดูว่า

“หนูรู้ว่าหนูไม่น่ารัก ทุกคนก็คงเกลียดหนู เมืองอื่นมีแต่ของน่ารักเต็มไปหมด หนูขอโทษนะที่ไม่น่ารัก”

ความซื่อตรงและยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบนี้ กลับชนะใจคนอย่างถล่มทลาย เพราะมนุษย์เรามักจะเอ็นดูแบรนด์ที่กล้าเผยด้านที่เปราะบางออกมา

ตัดภาพมาที่เมืองไทย ตัวอย่างความตรงที่เรียลสุด ๆ ต้องยกให้ “เบล พ่อค้าขายชุดนอน” ที่เปลี่ยนมิติการไลฟ์สดด้วยการนอนหลับคากล้อง โชว์กรนให้ดูสดๆ ว่าชุดนอนนี้มันใส่นอนสบายขนาดไหน จนมียอดขายถล่มทลายกว่าวันละหมื่นชุด

ความตรงไปตรงมาแบบไม่ต้องปรุงแต่งกลับกลายเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากในเวลานี้

คืน: ยิ่งเติบโต ยิ่งคืนกลับสู่สังคม

หัวใจสุดท้ายของแนวคิด “Regenerative Marketing” คือการ “คืน” สิ่งดีๆ กลับสู่โลกใบนี้

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 โรงพยาบาลสนามเกิดขึ้นมากมายจนเตียงไม่พอรองรับผู้ป่วย

ไปรษณีย์ไทยและ SCG Packaging จึงร่วมมือกันสร้างแคมเปญที่เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์

แทนที่จะปล่อยให้กล่องพัสดุกลายเป็นขยะสะสม ไปรษณีย์ไทยได้เปิดโครงการ “ไปรษณีย์ reBOX” ชวนคนไทยส่งคืนกล่องพัสดุเก่าแทนที่จะเอาไปชั่งกิโลขายได้เงินไม่กี่บาท

ปรากฏว่าคนไทยส่งกล่องกลับมาถล่มทลายกว่า 2 แสนกิโลกรัมภายในปีนั้น

บริษัทเลยรีบนำไปรีไซเคิลผลิตเป็น “เตียงสนามกระดาษ” ส่งต่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศทันเวลา และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เตียงเหล่านั้นยังถูกนำไปทำลายอย่างถูกวิธี

และกล่องจำนวนมากที่ยังเหลือก็ถูกเอาไปแปรรูปเป็นโต๊ะและเก้าอี้กระดาษ มอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป

กลายเป็นตัวอย่างการ “คืน” ที่ทำให้ชื่อของไปรษณีย์ไทย และ SCGP ถูกพูดถึงและอยู่ในใจผู้บริโภคจำนวนมาก

.

สุดท้ายแล้ว การตลาดในอนาคตอาจไม่มีความแน่นอนและเปลี่ยนรูปแบบไปได้เสมอ แต่แนวคิด “นิ่ง กลม ตรง คืน” ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

เป็นแนวทางที่จะช่วยให้แบรนด์ปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับโลกและผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง