หลายคนน่าจะเคยเห็นเรื่องร้านเจลาโต้ของ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” ปรากฎอยู่บนหน้าฟีดทางโซเชียลมีเดีย

คนที่ติดตามดูมักจะได้ยินคำว่า “เจลาโต้แท้” และ “ความเนียนระดับ Ultra Smooth” จนกลายเป็นคำติดตัวไปแล้ว

หรือบางคนก็สนใจเรื่องของราคาที่ขายเจลาโต้ในหลัก 100 บาท ไปถึงหลัก 400 บาท

ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร แต่ย้อนกลับไปครั้งหนึ่ง “ดีเจกฤษณ์” เคยเป็นถึงพิธีกรระดับแถวหน้าของเมืองไทย

เช่น ผลงานจากรายการ “คนอวดผี” ยุคแรกเริ่ม

“แฟนพันธุ์แท้” ที่รับไม้ต่อจากพิธีกรระดับตำนานอย่าง “เสี่ยตา” ปัญญา นิรันดร์กุล

หรือรายการวิทยุระดับตำนานอย่าง “แฉแต่เช้า” ร่วมกับ “มดดำ” คชาภา

ในมุมของเรื่องส่วนตัว ก็ถือว่าเป็น “ตัวท็อป” ไม่แพ้กัน เพราะมีข่าวโยงกับดาราและคนดังในวงการบันเทิงหลายคน

พูดง่ายๆ ก็คือ ดีเจกฤษณ์เป็นพิธีกรที่อยู่หน้าจอทีวีแทบจะทุกวัน และสร้างชื่อมาตลอดกว่า 20 ปี

ก่อนจะหายหน้าหายตาจากวงการบันเทิง ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ และไม่มีใครรู้ว่าไปทำอะไรอยู่ที่ไหน

แล้วกลับมาปรากฎตัวอีกทีก็กลายเป็นเจ้าของร้านเจลาโต้ ชื่อ Parameter อยู่ที่สยามพารากอน

คนก็เริ่มกลับมาสนใจเรื่องราวชีวิตของกฤษณ์อีกครั้ง

กฤษณ์ เปิดใจถึงการกลับมาในครั้งนี้ผ่านรายการของมดดำ ว่า ช่วงหนึ่งเป็นคนที่ทำงานหนักมาก มีงานพิธีกรรายการโทรทัศน์เกือบทุกวัน

แต่ถึงจุดหนึ่งก็เริ่มอิ่มตัว เพราะอยู่กับงานหน้ากล้องมานานแล้ว คุยกับคน และสัมภาษณ์คนมาเยอะแล้ว

จนกระทั่งช่วงวิกฤต COVID-19 ต้องหยุดงานด้านบันเทิงทุกอย่าง และต้องเลิกทำบริษัทโปรดักชั่นของตัวเอง

เป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจอยากเริ่มต้นลองทำอะไรใหม่ อยากท้าทายตัวเอง และได้ไปเริ่มเรียนทำขนม

จนได้มารู้จักกับเจลาโต้ จึงเกิดความสนใจ ลงทุนบินไปเรียนถึงอิตาลี ประเทศต้นกำเนิด

ในตอนแรกไปเรียนการทำเจลาโต้แบบ Modern เป็นเวลา 1 ปี แต่หลังจากนั้นไปเจอว่ามีแบบ Classic แล้วรู้สึกชอบมาก

ดีเจกฤษณ์จึงตัดสินใจทิ้งการเรียนแบบ Modern เพื่อไปเรียนแบบ Classic เป็นเวลาอีก 4 ปี

รวมแล้วเป็นการไปเรียนทำเจลาโต้ถึง 5 ปี ก่อนจะกลับมาเปิดร้านที่ประเทศไทย

นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ร้านของกฤษณ์ได้กลายมาเป็นกระแสที่หลายคนยังพูดถึงอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ต่างกับวันแรกๆ ที่เพิ่งเปิดตัว

หากมองในมุมการตลาดและการสร้างแบรนด์ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ของดีเจกฤษณ์ได้เป็น 3 ข้อหลักด้วยกัน

1) พลังของ “ความคิดถึง” และสตอรี่ที่คนอยากรู้

เมื่อคนดังในระดับตัวท็อปหายออกจากหน้าจอ สิ่งที่ตามมาคือคำถามมากมาย เช่น ไปทำอะไร? ไปอยู่ที่ไหน? มีครอบครัวแล้วหรือยัง?

แต่จู่ๆ กฤษณ์ก็กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ในบทบาทที่ไม่มีใครคาดคิด

ไม่ใช่ดารา ไม่ใช่พิธีกร แต่เป็น “คนทำธุรกิจ” ที่เล่าเรื่องราวการดิ้นรน การไปเรียน การเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ จนมาเปิดร้านเจลาโต้

จากที่คนแค่สงสัย กลายเป็นความ “สนใจ” ที่อยากติดตามว่า ตลอดเวลาที่หายไป กฤษณ์ไปทำอะไรมาบ้าง และทำไมถึงมาเปิดธุรกิจใหม่ที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้

2) “เล่าเรื่องเก่ง” เป็นทุนเดิม

ตัวตนของ กฤษณ์ คือคนที่มีทักษะการพูด มีการเล่าเรื่องที่น่าติดตามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะมีพื้นฐานมาจากงานดีเจและพิธีกรรายการโทรทัศน์

และเมื่อ “ทุ่มเท” ทำอะไรสักอย่าง ก็สามารถอธิบายได้ลึกซึ้ง และเล่าทุกอย่างออกมาได้อย่างเห็นภาพ

ตั้งแต่ใช้วัตถุดิบอะไร สูตรนี้คืออะไร ต้องทำขั้นตอนอะไรบ้าง ทำไมถึงหายาก ในโลกนี้ไม่มีอีกแล้ว ไปจนถึงอธิบายว่า ต้องกินยังไงถึงจะได้เข้าถึงรสชาติที่ดีที่สุด

ทำให้เรื่องราวที่เล่าออกมามีความน่าสนใจ ทำให้คนรู้สึกเชื่อถือได้

บวกกับคอนเนกชั่นในวงการบันเทิง เมื่อเพื่อนพ้องน้องพี่คนดัง เช่น มดดำ หรือ “ตั๊ก” บริบูรณ์ ตามไปสัมภาษณ์หรือช่วยรีวิวร้านให้

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นพื้นที่สื่อชั้นเยี่ยม ที่ช่วยจุดกระแสให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็ว โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาโฆษณา

3) “ผลิตภัณฑ์” ที่แตกต่าง

Classic Refined Gelato ถือเป็นความแปลกใหม่สำหรับตลาดเมืองไทย

กฤษณ์ เล่าว่า ในตอนแรกที่พยายามจะหาห้างสรรพสินค้า บางห้างก็ไม่ให้เข้า เพราะมองว่า มีร้านไอศกรีมอยู่หลายร้านแล้ว ถ้าเข้าไปก็ซ้ำกับร้านเดิม

แต่ก็ต้องพยายามอธิบายให้ห้างเข้าใจว่า เจลาโต้ที่จะขายมีความแตกต่างจากของทั่วไปอย่างไร จนสุดท้ายก็ได้พื้นที่อยู่ในสยามพารากอน

จุดแข็งอีกอย่างคือ มีภาพของกฤษณ์ไปลงมือทำเอง อยู่ร้านเอง และออกมาพูดคุยกับลูกค้าด้วยตัวเอง

จึงกลายเป็นเหมือนลูกค้าได้มาเสพ “ประสบการณ์” พบปะกับเจ้าของร้าน คุยเล่นกับเจ้าของร้าน และฟังเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์จริง

“ผลิตภัณฑ์ที่ตลาดยังไม่เข้าใจ” เมื่ออยู่ในมือของ “ตัวท็อปที่เล่าเรื่องได้เก่ง” รวมกันแล้วจึงกลายเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้คนสนใจและอยากลองชิมได้

ถ้าลองจินตนาการว่าเจลาโต้ร้านนี้ไม่ได้เป็นของกฤษณ์

มีคนอื่นไปเรียนมาจากอิตาลี 5 ปีเหมือนกัน ทุ่มเทเหมือนกัน เปิดร้านเหมือนกัน มาเล่าเรื่องแบบนี้เหมือนกัน

คำถามคือ คนจะสนใจได้เหมือนกับที่กฤษณ์ทำได้หรือเปล่า?

หรือจะเล่าเรื่องได้เนียนในระดับ Ultra Smooth ขนาดนี้ได้หรือเปล่า?

นี่คือสิ่งที่ทำให้ร้านเจลาโต้ของกฤษณ์มีความน่าสนใจในฐานะกรณีศึกษาที่ดี

ว่าถ้าสินค้าที่แปลกใหม่ ไม่มีใครเข้าใจมาก่อน ได้อยู่ในมือของคนที่ตั้งใจศึกษาจริงๆ และเล่าเรื่องได้เก่ง ก็สามารถขายได้เหมือนกัน