นับเป็นอีกปีที่ผ่านมา ซึ่งกระแส T-Beauty หรือ Thai Beauty ยังคงมาแรง แต่ในขณะเดียวกันแบรนด์ไทยต่างก็ต้องปรับตัวรับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและปัญหาความไม่แน่นอนทางซัพพลายเชนทั่วโลก

หนึ่งในบิวตี้แบรนด์ไทยที่นำเสนอความเป็นไทยและยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง คงหนีไม่พ้น ‘ศรีจันทร์’ (SRICHAND) แบรนด์เครื่องสำอางที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 78 ปี เจ้าของแป้งม่วงในตำนานที่ผู้หญิงทุกคนรู้จัก ซึ่งครองใจคนรุ่นแม่ได้เช่นไร ก็ครองใจคนรุ่นใหม่ได้เช่นนั้น จนวันนี้มียอดขายระดับกว่า 2,000 ล้านบาท

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด ทายาทรุ่นที่ 3 กล่าวว่า แม้บริษัทจะเผชิญความท้าทายจากภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาทางซัพพลายเชน แต่บริษัทได้นำบทเรียนจากช่วงโควิด-19 ซึ่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาสจากการปรับตัวเข้าสู่ช่องทางการขายออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ ควบคู่กับการขยายเข้าสู่ตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ในปี 2020 ได้สำเร็จ ที่นำมาต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ไทยในสายตาของผู้บริโภคสำหรับความท้าทายครั้งใหม่

ทั้งนี้ หมวดสินค้าหลักที่เป็นตัวแทนของศรีจันทร์และขายดีที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สกินแคร์, แป้ง และครีมกันแดด โดยท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายและต้องการซื้อของต่อบิลน้อยลง

สินค้ากลุ่ม ‘ครีมซอง’ กลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก ส่งผลให้ปี 2025 มอยเจอร์ไรเซอร์ทาหน้าแบบซองของศรีจันทร์มีอัตราการเติบโตสวนกระแสตลาดรวมไปถึง 45.3% และครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในตลาดกลุ่มดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

ขณะที่แบรนด์ ‘ศศิ’ (sasi) ซึ่งจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา ก็มีการปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้มีความเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เน้นการสร้างพลังใจให้วัยรุ่นกล้าทำตามความฝัน โดยมีสินค้าขายดีอย่าง แป้งกระป๋องที่มีให้เลือกถึง 7 สูตร ลิปทินท์ และบลัชสติ๊ก

ยอดขายและเป้าหมายของบริษัท ศรีจันทร์ สหโอสถ จำกัด

ยอดขายปี 2021 คือ 520 ล้านบาท

ยอดขายปี 2022 คือ 717 ล้านบาท

ยอดขายปี 2023 คือ 1,019 ล้านบาท

ยอดขายปี 2024 คือ 1,600 ล้านบาท

ยอดขายปี 2025 คือ 2,056 ล้านบาท

เป้าหมายการเติบโตรายได้ปี 2026 คาดว่าจะขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ประมาณ 15% โดยเน้นการบริหารต้นทุนเพื่อรักษากำไร และยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า

และในอนาคต ตั้งเป้ารายได้ทะยานสู่ระดับ 3,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยเป้าหมายสัดส่วนรายได้ในอนาคต ต้องการขยายสัดส่วนต่างประเทศเป็น 30-40% และในประเทศ 60% พร้อมเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2027

4 กลยุทธ์สร้างการเติบโต ยืนหยัดตอกย้ำความเป็นผู้นำ Thai Beauty

1.โฟกัสการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อ ‘ผิวคนไทย’

ศรีจันทร์เน้นพัฒนาสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อสู้กับสภาพอากาศสุดขั้วของไทย ที่ต้องเผชิญทั้งอากาศร้อนชื้นจนเหงื่อออก สลับกับอากาศเย็นจัดในห้องแอร์ พร้อมทุ่มงบวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจากความเข้าใจผิวคนไทยด้วยแนวคิด ‘ผิวจริงในชีวิตจริง’

ทำให้ทั้งผู้บริโภคไทยและต่างชาติมีมุมมองต่อผลิตภัณฑ์การดูแลผิวของคนไทยในทางที่ดีเป็นพื้นฐาน สิ่งที่ศรีจันทร์สหโอสถจะพัฒนาต่อ คือการค้นคว้านวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผิวคนไทยให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบคุณค่าให้ผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

2.พรีเซนเตอร์คือ ‘สะพานเชื่อมวัฒนธรรม’

ปีนี้ บริษัทเตรียมออกสินค้าใหม่กว่า 150 SKUs ภายใต้แบรนด์ศรีจันทร์และศศิโดยใช้พรีเซนเตอร์รวมทั้ง 2 แบรนด์มากถึง 13 คน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร

โดยไม่ได้มองเพียงแค่ยอดการมีส่วนร่วม แต่พรีเซนเตอร์ คือตัวแทนในการส่งผ่านวัฒนธรรมไทยไปสู่เวทีโลก ควบคู่ไปกับการทำการตลาดด้วยความจริงใจ อย่างเช่น ทีมผู้บริหารได้ลงมือเขียนการ์ดขอบคุณแฟนคลับด้วยลายมือของตนเองกว่า 2,000 ใบ

3.รักษาเอกลักษณ์ไทยผ่านโลโก้องค์กร

ศรีจันทร์สหโอสถมีความเชื่อว่าสิ่งที่คนไทยทำมีความน่าภาคภูมิใจ การเปิดตัวโลโก้องค์กรแบบใหม่ จึงยังคงใช้ตัวอักษรภาษาไทย ‘ศ’ เป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจในความเป็นไทยในระดับสากล โดยมีการปรับรูปแบบให้ดูคลีนและทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมซ่อนกิมมิก ‘พระจันทร์กลับหัว’ ไว้ตรงกลางโลโก้

4.สร้างวัฒนธรรมองค์กร ‘มวยรอง’ ที่พร้อมสู้

ปัจจุบันองค์กรถูกขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ โดยมีพนักงานอายุต่ำกว่า 30 ปีสูงถึง 60-70% ซึ่งบริษัทปลูกฝังวัฒนธรรมความเป็นมวยรองที่ต้องพร้อมสู้และแก้ปัญหาอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตซัพพลายเชน ที่ทีมงานได้ร่วมมือกับซัพพลายเออร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อบริหารต้นทุนจนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ

ตลาดต่างประเทศ โฟกัสเวียดนามและญี่ปุ่น

ปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์ สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นในตลาดหลัก ได้แก่ สปป.ลาว ซึ่งเติบโตถึง 162%

ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการพัฒนาแป้งสูตรพิเศษเจาะตลาดผิวคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และด้วยความน่าสนใจของแบรนด์ ทำให้ ‘BANDAI’ (บัน-ได) บริษัทผลิตของเล่นจากประเทศญี่ปุ่นนำผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์ไปทำเป็นกาชาปองอีกด้วย

ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ขยายช่องทางจากออนไลน์สู่การวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า

แผนระยะยาว คือการขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ เนื่องจากมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ อีกทั้งสภาพภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกันยังส่งผลให้ลักษณะผิวและความต้องการด้านผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคมีความคล้ายคลึงกัน เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาดของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยมุ่งเป้าหมายพิเศษไปที่ ‘ตลาดเวียดนาม’ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 90 ล้านคน โครงสร้างประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานอายุ 18-30 กว่าปี ซึ่งมีกำลังซื้อ รวมทั้งชาวเวียดนามยังให้ความเชื่อมั่นต่อสินค้าที่ ‘Made in Thailand’ ว่าเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพอีกด้วย โดยวางแนวทางเป็นการจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเจาะตลาด

ในคืนที่มืดมิด พระจันทร์ยิ่งฉายแสง

ท่ามกลางวิกฤตความไม่แน่นอนที่ปกคลุมธุรกิจราวกับความมืดมิดในยามค่ำคืน ศรีจันทร์สหโอสถไม่ได้ปล่อยให้องค์กรหลงทางไปกับความมืดมิดนั้น แต่เลือกที่จะเป็น ‘พระจันทร์’ ที่ส่องสว่างด้วยความหวังและการลงมือทำ

“แนวคิดสำคัญที่เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางขององค์กร คือการนำกระดาษมาแบ่งครึ่งเพื่อแยก ‘สิ่งที่ควบคุมได้’ ออกจาก ‘สิ่งที่ควบคุมไม่ได้’ จากนั้นเลือกที่จะฉีกหน้ากระดาษฝั่งปัญหาที่อยู่เหนือการควบคุมทิ้งไป เพื่อไม่ให้สูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ แล้วเก็บกระดาษฝั่งที่ควบคุมได้ใส่กระเป๋าไว้ เพื่อทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดไปกับการแก้ไขมันให้ดีที่สุด”

การกล้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งและโฟกัสเพียงแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้า จะเป็นรากฐานสำคัญในการตอกย้ำความแข็งแกร่งและสร้างศักยภาพทางธุรกิจขององค์กรไทย เพื่อนำพาอัตลักษณ์ความงามไทย (T-Beauty) ไปปักหมุดความสำเร็จในเวทีโลก พร้อมขับเคลื่อนศรีจันทร์สหโอสถให้เป็น ‘องค์กรไทยที่คนไทยภูมิใจ’ ที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป