นอกจากขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำของเอเชียทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและคอนเทนต์บันเทิง เกาหลีใต้ ยังเป็นเบอร์ต้นๆ ของทวีปเอเชียด้านฟุตบอลอีกด้วย

หลักฐานสำคัญคือการที่มีนักเตะกระจายไปเล่นในลีกชั้นนำของยุโรป และผ่านไปเตะฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 12 ครั้ง
โดยในฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ด้วยการคว้าอันดับ 4 มาได้
เกาหลีใต้ ผ่านไปเตะฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1954 ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพ แต่ก้าวแรกของดินแดน “โสมขาว” ในฟุตบอลโลกล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แพ้ทั้ง 2 แมตช์ เสียไปรวม 16 ประตูและทำประตูทีมคู่แข่งไม่ได้เลย
ห่างจากฟุตบอลโลกที่สวิตเซอร์แลนด์มาอีก 32 ปี เกาหลีใต้ก็ได้เตะฟุตบอลโลก 1986 ซึ่งเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ โดยแม้ทำผลงานดีขึ้นเล็กน้อยด้วยการเสมอ 1 แมตช์แพ้ 2 แมตช์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จบทัวร์นาเมนต์ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มเช่นเดิม
ข้ามมาปี 2002 เกาหลีใต้ ไม่ต้องเหนื่อยแข่งกับประเทศร่วมทวีปเอเชีย เพื่อแย่งตั๋วไปฟุตบอลโลก เพราะได้ไปเตะโดยอัตโนมัติ ในฐานะเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกครั้งแรกในเอเชียร่วมกับญี่ปุ่น
ฟุตบอลโลกปีนั้น เกาหลีใต้ทำผลงานได้สุดยอด เริ่มจากการผ่านรอบแบ่งกลุ่มมาได้ในฐานะแชมป์กลุ่มดี ต่อด้วยชนะ อิตาลี ซึ่งขณะนั้นคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาได้แล้ว 3 สมัย ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย
จากนั้นยังสามารถทะลุไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ทำให้ชาวเกาหลีใต้ทั้งในประเทศและที่กระจายอยู่ในต่างประเทศ หวังไปไกลถึงการคว้าแชมป์โลก แบบที่ประเทศเจ้าภาพอย่าง อังกฤษ และฝรั่งเศสทำได้มาแล้ว
ทว่าคู่แข่งของเกาหลีใต้ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกครั้งนั้นคือ เยอรมนี ที่ขณะนั้นคว้าแชมป์มาแล้ว 3 สมัย และยังเป็นประเทศที่มีลีกฟุตบอลดังและขึ้นชื่อเรื่องการพัฒนาฟุตบอลอย่างเป็นระบบ
ผลการแข่งขันแมตช์นั้น จบลงด้วยการที่ เยอรมนี เฉือนเอาชนะเกาหลีใต้ไปได้ 1-0 และเกาหลีใต้ ก็แพ้อีกในนัดชิงอันดับ 3 ให้กับตุรกี

แม้ฟุตบอลโลก 2002 จบลงโดยที่ชาวเกาหลีใต้สามารถภูมิใจกับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรกในเอเชียร่วมกับญี่ปุ่น พร้อมคว้าอันดับ 4 มาได้ แต่ฟุตบอลโลกครั้งนั้น ก็มีอีกประเด็นใหญ่ให้กล่าวถึง ซึ่งแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ทั่วโลกรู้สึกได้
นั่นคือ ความไม่ชอบมาพากลในทุกนัดที่ทีมชาติเกาหลีใต้ลงแข่ง โดยผู้ตัดสินในสนามมักจะปล่อยผ่านในจังหวะที่เกาหลีใต้ทำฟาวล์ แต่กลับเข้มงวดเกินไปกับทีมคู่แข่ง จนกล่าวได้ว่าลำเอียงเข้าข้างเกาหลีใต้
แม้มีรอยด่างพร้อย สร้างความไม่พอใจให้ทีมยุโรปอย่างอิตาลีและสเปนที่แพ้ไป และมีข้อมูลที่ชี้ว่า มีการทุจริตอย่างเป็นระบบ เพื่อเอาใจเจ้าภาพ
แต่การคว้าอันดับ 4 ก็ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศเอเชียที่ทำผลงานได้ดีสุดในฟุตบอลโลก ก็กระตุ้นให้เกาหลีใต้พัฒนาฟุตบอลในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อพิสูจน์ว่าเก่งจริง จนต่อมามีนักเตะเกาหลีใต้ได้ไปอยู่กับสโมสรในยุโรป
ในฟุตบอลโลกครั้งต่อๆ มาหลังจากปี 2002 เกาหลีใต้ก็กลายเป็นขาประจำ โดยแม้บางแมตช์สร้างเซอร์ไพรส์ ชนะประเทศชั้นนำด้านฟุตบอลได้ พิสูจน์ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ในเอเชียทีมยุโรปประมาทไม่ได้
เช่น ในฟุตบอลโลก 2018 ที่ชนะเยอรมนี และฟุตบอลโลก 2022 ที่ชนะโปรตุเกส โดยที่นักเตะมีพละกำลังดีเยี่ยม วิ่งได้ตลอด 90 นาที แต่เกาหลีใต้ ก็ยังต้องลุ้นเหนื่อยและเค้นฟอร์มเพื่อให้ผ่านเข้ารอบไปได้ลึกกว่าเดิม
ปัญหานี้ยังเป็นสิ่งที่เกาหลีใต้ยังแก้ไม่ตก แม้ ซน ฮึงมิน กัปตันทีมชาติเกาหลีใต้ ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเตะระดับโลกแล้ว และสโมสรในเอเชียหรือทีมชาติแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คว้าตัวชาวเกาหลีใต้ไปเป็นโค้ชก็ตาม
หลักฐานยืนยันเรื่องนี้ปรากฏอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2026 โดยเกาหลีใต้ผ่านไปเตะได้เป็นครั้งที่ 12 แต่คว้าชัยชนะในรอบแบ่งกลุ่มได้เพียงแมตช์เดียว และแพ้ ใน 2 แมตช์ต่อมา

ซึ่งล่าสุดคือคือแพ้แอฟริกาใต้ 1-0 ต้องลุ้นเป็น 8 ทีมอันดับ 3 ที่คะแนนดีสุดจึงจะผ่านเข้ารอบต่อไปได้
ผลงานในรอบแบ่งกลุ่มของเกาหลีใต้ ตรงข้ามกับคู่ปรับร่วมโซนเอเชียตะวันออก อย่างญี่ปุ่น ที่เข้ารอบต่อไปแน่นอนแล้ว หลังเตะไป 2 แมตช์ เสมอกับเนเธอร์แลนด์ 2-2 และชนะตูนิเซียขาดลอย 4-0 / theguardian, wikipedia, vice
