“Sherlock Holmes”
เชื่อว่าถ้าใครเห็นชื่อนี้ตอนกำลังหาหนังหรือซีรีส์ดูอยู่ ก็อาจจะสะดุด ลองกดดูสักตอน-สองตอนทันที โดยที่ยังไม่ทันดูด้วยซ้ำว่าใครเล่น หรือใครกำกับ
เป็นชื่อที่แค่เห็น ก็ทำให้เราเดาได้แล้วว่า เรื่องที่เรากำลังจะได้ดูเกี่ยวกับอะไร
เรียกได้ว่าชื่อของ Sherlock Holmes เป็นเหมือนป้ายโฆษณาตัวหนังหรือซีรีส์ได้ด้วยตัวมันเอง โดยที่ผู้สร้างไม่ต้องไปทำอะไรกับมันมาก
จึงไม่แปลกใจเลยที่สตูดิโอหลายเจ้าจะแย่งกันหยิบตัวละครนี้มาตีความใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Robert Downey Jr. ในหนังบล็อกบัสเตอร์ของ Guy Ritchie
Benedict Cumberbatch ในซีรีส์ชื่อดังของ BBC
หรือแม้แต่ Enola Holmes น้องสาวของ Sherlockท ที่ทำยอดคนดูใน Netflix ทะลุ 70 ล้านบัญชีในเดือนแรก
และจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ ต้องย้อนไปมากกว่า 100 ปีก่อน
Sherlock Holmes ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 1887 ในนิยายเรื่อง A Study in Scarlet ของ Arthur Conan Doyle
ซึ่งเอาเข้าจริงในตอนนั้น ตัวละครนี้ยังไม่ได้เป็นที่นิยมในทันที ด้วยความที่เป็นนวนิยายแบบยาว
แต่ความนิยมเริ่มขึ้นในปี 1891 ตอนที่ Conan Doyle ปรับให้เป็นเรื่องสั้นจบในตอน ลงในนิตยสาร The Strand แล้วดังเป็นพลุแตก จนคนอังกฤษติดงอมแงมรออ่านเล่มใหม่กันแทบไม่ไหว
ทำให้ นิตยสาร The Strand ขายดีขึ้นมาก ขนาดที่บรรณาธิการ เคยกล่าวว่าเรื่องสั้นของ Conan Doyle เป็นเหมือน “ของขวัญจากสววรค์” ที่เข้ามาเติมเต็มนิตยสารนี้
ภายในเวลาแค่สองปี Sherlock Holmes ก็เปลี่ยน Conan Doyle จากนักเขียนหน้าใหม่ให้กลายเป็นนักเขียนที่ดังที่สุดในยุคนั้น
แต่การการจะเขียนเรื่องสั้นที่ต้องมีปริศนาให้ได้ทุกๆ เดือน นับว่าเป็นเรื่องยากแม้แต่กับนักเขียนมืออาชีพ
Sherlock Holmes สร้างแรงกดดันให้กับ Conan Doyle จนทนไม่ไหว
Conan Doyle เลยตัดสินใจ “ตัด” Holmes ทิ้งในปี 1893 ด้วยการให้ตัวละครตกเหวที่ Reichenbach Falls ระหว่างการต่อสู้กับศาสตราจารย์เจมส์ โมริอาร์ตี
แต่หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์วรรณกรรม
มีจดหมายประท้วงและด่าทอจำนวนมากถูกส่งไปที่นิตยสาร The Strand
The Strand สูญเสียยอดสมาชิกกว่า 20,000 คนในทันที
แฟนคลับชาวอังกฤษพากันสวมปลอกแขนดำเพื่อไว้อาลัย เหมือนกับว่าโลกเพิ่งเสียนักสืบชื่อดังตัวจริงไป
ไม่นานหลังจากนั้น Conan Doyle ก็ถูกกดดันจากแฟนๆ จนต้องคืนชีพ Holmes กลับมาในปี 1903 ในเรื่อง “The Adventure of the Empty House” แล้วเขียนต่อไปอีกจนถึงปี 1927
ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 1887 ถึง 1927 Conan Doyle เขียนเรื่องของ Holmes ไว้ทั้งหมดในนิยาย 4 เรื่อง และ 56 เรื่องสั้น
แต่จนถึงปัจจุบันนี้ชื่อของ Sherlock Holmes ไม่เคยหายไปไหน
กินเนสส์บุ๊คบันทึกให้ Sherlock Holmes เป็นตัวละครวรรณกรรมที่ถูกนำไปสร้างเป็นหนังและซีรีส์มากที่สุดในโลก โดย ณ ปี 2012 มีการนำไปสร้างแล้วถึง 254 ครั้ง แซงหน้าตัวละครสุดคลาสสิกอย่าง Hamlet ของ Shakespeare ไปถึง 48 ครั้ง (แต่หากรวมตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย แดกคูลาจะมีสถิติสูงกว่าที่ 272 ครั้ง)
และนั่นคือตัวเลขเมื่อสิบกว่าปีก่อน ปัจจุบันตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นหนังและซีรีย์ที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ชื่อ Sherlock Holmes เป็นอย่างมาก
ทั้งหนังของ Guy Ritchie ที่แสดงโดย Robert Downey Jr. สองภาครวมกันที่กวาดรายได้ไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ซีรีส์ Sherlock ของ BBC ที่แสดงโดย Benedict Cumberbatch มีการขายลิขสิทธิ์ไปกว่า 180 ประเทศ
หนัง Enola Holmes ที่แม้เป็นการเล่าเรื่องของน้องสาวของ Holmes ก็ยังได้รับความนิยม มีคนดูมากกว่า 76 ล้านคนในช่วงเดือนแรก
หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ 221B Baker Street ในลอนดอน ที่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ปีละหลายหมื่นคน เพื่อไปเยี่ยมชม “บ้าน” ของตัวละครที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง
แล้วอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ “ขายตัวเอง” ได้ตลอดกาล?
คำตอบคือความชัดเจนของ Brand Identity
Sherlock Holmes ถูกสร้างมาด้วยตัวตนที่ชัด มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกับตัวละครทั่วๆไป และเมื่อถูกนำไปสร้างเป็นหนังหรือซีรีย์ก็มักได้รับการคงเอกลักษณ์ไว้เหมือนเดิม
เพียงแค่ได้ยินชื่อ Sherlock Holmes ภาพในหัวของทุกคนจะเด่นชัดทันที ทั้งชายหนุ่มสุดอัจฉริยะ สุภาพบุรุษอังกฤษ ที่มีกระบวนการคิดที่เฉียบคมจนน่าหมั่นไส้ และความกวนประสาทที่ทำให้เราเกลียดไม่ลง
ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องปูพื้นหลังใหม่ ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อเปิดดูเรื่องนี้ เราจะได้รับประสบการณ์แบบไหน
ยิ่งไปกว่านั้น Holmes เป็นตัวละครที่ปรับเข้ากับทุกยุคทุกสมัยได้โดยไม่เสียแก่นเดิม
อย่างซีรีส์ Sherlock ของ BBC ที่ย้ายมาอยู่ลอนดอนยุคสมาร์ทโฟน ก็ยังคงเป็น Holmes
หรือในหนัง ที่ Robert Downey Jr. แสดง แม้จะมีการผสมฉากต่อสู้เข้ามา แต่ก็ยังให้ความรู้สึกมีการใช้เทคนิค slow-motion เพื่อวิเคราะห์การต่อสู้อยู่ เป็นการคิดเป็นระบบที่แสดงถึงความเป็น Holmes
ทำให้ท้ายที่สุดแล้วชื่อของ Sherlock Holmes ไม่ต่างอะไรกับเมนูโปรดประจำบ้าน ที่กดดูเมื่อไหร่ก็อุ่นใจ รับประกันความสนุก ตื่นเต้น พร้อมกับการไขคดีอย่างมีไหวพริบ
