สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กมาก มีประชากรอยู่เพียง 6 ล้านคน แต่กลับมี “สนามกีฬาแห่งชาติ” ที่รองรับคนได้มากสุดถึงหลัก 6 หมื่นคน
รองรับได้ทุกอีเวนต์ขนาดใหญ่ ตั้งแต่การแข่งกีฬา ไปจนถึงคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกอย่าง Taylor Swift และ Coldplay
หลายคนน่าจะยังจำได้ที่สิงคโปร์เคยเป็นเจ้าภาพจัดคอนเสิร์ตของ Taylor แต่เพียงผู้เดียวในภูมิภาคนี้
“สวิฟตี้” ไทยหลายคนก็ต้องเดินทางไปดูศิลปินถึงสิงคโปร์
เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ว่าทำไมสิงคโปร์ถึงกล้าทุ่มทุนสร้างสนามใหญ่ทั้งที่ประชากรในประเทศมีเพียง 6 ล้านคน
.
🔴 จากรีโนเวทสนามเก่าเป็นสร้างฮับใหม่
ก่อนหน้านี้สิงคโปร์มีสนามกีฬาแห่งชาติเก่าอยู่แล้ว แต่พบว่ามีปัญหาตัวสนามเก่าและเสื่อมโทรมตามกาลเวลา
แต่แผนของสิงคโปร์คิดไปไกลกว่าแค่การซ่อมบำรุงหรือรีโนเวท
เพราะจะทุบตัวสนามเดิม และทำเป็น “ศูนย์กลางงานกีฬาและบันเทิงระดับภูมิภาค”
นำโดยสนามกีฬาแห่งชาติขนาดใหญ่ที่จุได้ราว 50,000-60,000 คน หลังคาเปิด-ปิดได้ พร้อมกับสร้างทั้งศูนย์กีฬาทางน้ำ อาคารในร่มอเนกประสงค์ ห้าง ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ บวกกับอาคารในร่มของเดิม
กลายเป็นแหล่งเดียวที่มีครบทุกอย่าง ทุกกิจกรรม ทั้งกีฬา นันทนาการ พื้นที่พาณิชย์ และหอสมุด
นับเฉพาะตัวสนามกีฬา ซึ่งเป็นโครงการใหญ่สุด ใช้งบสูงสุด เป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่ทีเดียว
ทำไมประเทศที่มีประชากรแค่ 6 ล้านคน และไม่ได้บ้ากีฬาขนาดนั้น ไม่น่าจะมีคนเข้าสนามใหญ่ถึงเต็มความจุได้บ่อยๆ ถึงกล้าลงทุนใหญ่ขนาดนี้
คำตอบคือ สิงคโปร์ไม่ได้คิดจะไว้จัดงานให้กีฬาหรือทีมชาติอย่างเดียว แต่ตั้งใจจะปั้นให้เป็นที่รองรับงานระดับภูมิภาค ทุกคนจะต้องเดินทางมาที่นี่
เพราะเมื่อเดินทางเข้ามา ก็ต้องจ่ายทั้งค่าโรงแรมหรือที่พัก ค่าอาหาร และบริการอื่นๆ นอกเหนือจากมางานที่สนามกีฬาแห่งชาติ
แต่โครงการนี้ต้องลงทุนราว 1,300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 35,000 ล้านบาท
ถ้ารัฐควักเงินเองทั้งหมด ถือว่าเป็นงบประมาณก้อนใหญ่
ถ้าให้เอกชนทำ ก็ต้องคิดหนัก เพราะต้องหวังกำไร และไม่รู้จะได้คืนทุนเมื่อไร ซึ่งก็อาจไม่มีเอกชนที่ไหนสนใจทำเลย
สุดท้ายจึงเกิดเป็นโมเดล PPP (Public-Private Partnership) เป็นรัฐร่วมกับเอกชน
เงื่อนไขคือ ให้กลุ่มทุนเอกชนที่รวมตัวกันในชื่อ SHPL (Sports Hub Pte Ltd) เป็นผู้ออกเงินลงทุนก่อสร้างไปก่อนทั้งหมด และรับสัมปทานบริหารจัดการไปถึงปี 2035
ส่วนรัฐบาลจะจ่ายเงินคืนในรูปแบบ “ค่าความพร้อมใช้งาน” (Availability Payments) ประมาณปีละ 193.7 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 5,000 ล้านบาท) นับตั้งแต่วันที่พร้อมใช้งาน ไปเรื่อยๆ จนครบสัญญา
แต่มีข้อแม้สำคัญ คือ สนามต้องพร้อมใช้งานสำหรับอีเวนต์ต่างๆ และถ้าไม่ได้มาตรฐาน รัฐมีสิทธิ์ตัดเงินที่จะจ่ายได้ทันที
และเมื่อหมดสัญญา ทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องโอนกลับมาเป็นของรัฐ
หน่วยงานรัฐที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ คือ Sport Singapore (SportSG) อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน เพื่อมาขับเคลื่อนการพัฒนาตรงนี้โดยเฉพาะ
ในที่สุด สนามกีฬาแห่งชาติของสิงคโปร์ก็เริ่มใช้งานได้ในปี 2014
อีเวนต์ใหญ่แรกๆ ที่ดึงมาได้คือแมตช์ฟุตบอลกระชับมิตร ระหว่างญี่ปุ่น กับบราซิล
ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องพิเศษ เป็นแค่เกมอุ่นเครื่องช่วงเบรคทีมชาติ
แต่จริงๆ แล้วการดึงทีมชาติของสองประเทศที่อยู่คนละฟากโลกมาเตะกันที่สิงคโปร์ได้ สะท้อนให้เห็นว่า SHPL มีอำนาจต่อรองและเครือข่ายระดับโลกอยู่พอสมควร
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปหมด
แม้จะดึงเกมใหญ่มาลงได้ แต่สภาพหญ้าวันนั้นกลับไม่เนียน และไม่สม่ำเสมอ กลายเป็นภาพติดลบที่ออกไปสู่สายตาคนทั้งโลก
ต่อมาก็มีปัญหาหลังคารั่วระหว่างคอนเสิร์ต Jay Chou ศิลปินดังจากไต้หวัน กลายเป็นภาพนั้นกระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียทั่วโลก
จนรัฐบาลสิงคโปร์ต้องออกมาตำหนิ SHPL ต่อสาธารณะ และขู่ว่าจะระงับการจ่ายเงินค่าความพร้อม
ต่อมา SHPL ต้องควักเงินอีก 1.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซื้อโคมไฟจำลองแสงอาทิตย์มาช่วยให้หญ้าเติบโต ซึ่งทำให้ต้องยกเลิกอีเวนต์หลายงาน และคืนเงินตั๋วให้ผู้ชม
รัฐบาลก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปอีก
.
🔴 รัฐดึงกลับมาทำเอง
หลังจากสามารถจัดการปัญหาสภาพสนามไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก ก็เจอปัญหาต่อมา คือ “ค่าเช่าสูง”
เนื่องจาก SHPL เป็นเอกชน จึงต้องตั้งค่าเช่าสูงเพื่อทำกำไร
เป็นปัญหาให้ผู้จัดการงานในสิงคโปร์ มีหลายงานที่สู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว ต้องไปจัดที่อื่นแทน
ขัดกับความพยายามของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ต้องการผลักดันให้เป็นสนามที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เหมือนเป็นสถานที่สำหรับชุมชนและคนท้องถิ่น
จนกระทั่งปี 2022 รัฐบาลสิงคโปร์ตัดสินใจยกเลิก PPP เพื่อดึงโครงการมาบริหารเองทั้งหมด จะได้สะดวกและคล่องตัวกว่า
มีการจ่ายค่าชดเชยให้กับ SHPL เป็นเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจนครบสัญญา ซึ่งคิดออกมาแล้ว ก็ไม่ต่างกับการจ่ายไปเรื่อยๆ ตามสัญญา PPP ของเดิม
เมื่อได้กลับมาเป็นของรัฐแล้ว ก็ตั้งเป็นองค์กร Kallang Alive Sport Management หรือ KASM เข้ามาบริหารตรงนี้โดยตรง
เป้าหมายก็เปลี่ยนไปเลย จาก “ทำกำไรสูงสุด” ในยุคของเอกชน กลายเป็น “ดึงอีเวนต์ระดับโลก” พร้อมกับ “เปิดพื้นที่ให้ชุมชน” ในพื้นที่เดียวกัน
เมื่อสนามเป็นของรัฐ 100% รัฐสามารถใช้ “อำนาจรัฐระดับประเทศ” เข้าแทรกแซงได้ทันที
ตั้งแต่เรื่องงานใหญ่อย่างคอนเสิร์ตศิลปินดัง เช่น Taylor ที่จัดสิงคโปร์อยู่ที่เดียวในอาเซียน เป็นประเด็นร้อนอยู่ในไทยช่วงหนึ่ง
เกิดขึ้นได้เพราะรัฐดึงบอร์ดการท่องเที่ยว (STB) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไว้ผลักดันการท่องเที่ยวและอีเวนต์ เข้ามาร่วมวง เป็นหัวหอกในการดึงงานใหญ่เข้ามาสิงคโปร์
และคอนเสิร์ตของ Taylor ก็ได้สร้างสถิติมีผู้ชมสูงสุด 63,000 คน ของสนามแห่งนี้
ขณะเดียวกันยังเพิ่มจำนวนชั่วโมงให้การซ้อมของนักกีฬาทีมชาติได้เข้ามาใช้งานมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการจัดงานย่อย และงานชุมชน ได้เข้ามาใช้พื้นที่ ตั้งแต่งานแข่งกีฬาโรงเรียนแห่งชาติ ไปจนถึงงานเทศกาลต่างๆ เช่น งานตรุษจีน และวันชาติ
.
🔴 แล้วราชมังฯ ของไทย ติดปัญหาอะไร?
ไทยมีสนามกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ใช้จัดอีเวนต์ระดับชาติได้อยู่แค่แห่งเดียว
คือ “ราชมังคลากีฬาสถาน” ที่หัวหมาก สร้างขึ้นในปี 1998 เพื่อรองรับเอเชียนเกมส์ ความจุประมาณ 50,000 คน
อยู่ภายใต้การดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ
ปัญหาคือ กกท. มีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมกีฬา ไม่ได้มีหน้าที่เป็นโปรโมเตอร์จัดหาอีเวนต์
ราชมังฯ จึงได้แค่รอให้ผู้จัดงานต่างๆ มาเช่าสนาม ไม่ได้มีแผนหรือการันตีรายได้เชิงพาณิชย์มาจากตัวโครงการเอง
ต่างกับสิงคโปร์ ที่มีโครงสร้างเป็นหน่วยงานรัฐพร้อมส่งเสริมและดึงอีเวนต์ต่างๆ ให้เข้ามาใช้สนามกีฬาแห่งชาติ
แต่ความจริงแล้ว กกท. ก็มีแผนปั้นราชมังฯ ให้เป็นแบบสิงคโปร์เหมือนกัน
เป็นโครงการ “Smart National Sport Park” ซึ่งจะรวมถึงการปรับปรุงราชมังฯ ครั้งใหญ่
นับเฉพาะตัวสนาม ก็จะปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น อีกทั้งมีไอเดียเรื่องการทำหลังคาเปิด-ปิดได้ แบบสนามของสิงคโปร์
ในเบื้องต้นคาดว่าเฟสแรกจะใช้งบราว 5,000 ล้านบาท
แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน เพราะติดข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง เนื่องจากจะเป็น PPP ระหว่างรัฐและเอกชน
ต้องผ่านหลายด่าน ทั้งบอร์ด กกท. ต่อด้วยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ไปถึงระดับคณะรัฐมนตรี ก่อนจะไปถึงขั้นเริ่มเปิดประมูลจริงได้
นอกจากนี้ยังมีอีกโครงการคู่ขนาน คือ “สปอร์ต คอมเพล็กซ์” ในพื้นที่อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นความร่วมมือระหว่าง กกท. และคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
มีสนามกีฬาแห่งชาติใหม่ ซึ่งจะจุได้หลัก 80,000 คน มากกว่าราชมังฯ ใช้ได้ทั้งการแข่งกีฬาประเภทต่างๆ และจัดคอนเสิร์ตได้ด้วย
คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นแบบ PPP เช่นกัน
แต่ยังอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด ยังไม่ได้ไปถึงขั้นหาเอกชนเข้ามาร่วมประมูล
ทั้งสองโครงการของไทยที่จะดันสนามกีฬาพร้อมอีเวนต์ในรูปแบบ PPP เหมือนสิงคโปร์จึงยังเป็นเหมือนความฝันที่ยังต้องใช้เวลาในการหาข้อสรุปต่างๆ เพื่อให้เกิดขึ้นได้จริง
.
สรุปแล้วก็คือ สิงคโปร์ทำสนามกีฬาแห่งชาติใหม่ให้เป็นขนาดใหญ่ได้ เพราะมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐที่เข้ามาดูแลให้เป็นระบบ
มีหน่วยงานไว้ดีลอีเวนต์ใหญ่ๆ ให้เข้ามาจัดในสนาม ดึงเม็ดเงินได้ในระดับภูมิภาค ไม่ต้องให้สนามรอผู้เช่าเอกชนอย่างเดียว
สิงคโปร์ถึงกล้าลงทุนสร้างสนามใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านประชากรในประเทศที่มีอยู่เพียง 6 ล้านคน
