เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จักกับชื่อ AFS ไม่มากก็น้อย
บางคนเคยสมัครสอบ บางคนเคยอยากไปแต่ที่บ้านไม่ให้ บางคนได้ไปจริง หรือบางคนก็ได้ต้อนรับเด็กต่างชาติมาอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน
บางคนแค่เคยได้ยินเพื่อนสนิทเล่าว่าปีหน้าจะไปอยู่ต่างประเทศ 1 ปีเต็ม
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชื่อของ AFS คือหนึ่งในตำนานของวัยมัธยมที่เด็กไทยหลายคนอยากสัมผัส
มีเด็กไทยให้ความสนใจสมัครสอบคัดเลือกเป็นจำนวนมาก และในบางปีมีผู้สมัครถึงหลัก 10,000 คน
แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่สมัครแล้วจะได้ไปหมด เพราะต้องผ่านการสอบคัดเลือกทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์
ยิ่งเป็นปลายทางบางประเทศจะมีการแข่งขันสูงมาก
ปัจจุบัน AFS ในไทย มาถึงรุ่นที่ 66 แล้ว (กำลังอยู่ระหว่างสอบคัดเลือก)
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมโครงการนี้ถึงดำเนินงานอยู่ได้ และทำไมถึงเป็นตำนานที่เด็กสนใจได้ขนาดนี้
ทั้งที่ไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัย ไม่ได้แจกปริญญา และไม่ได้แจกทุนให้ฟรีเป็นทุนหลักด้วยซ้ำ
หากย้อนที่มาที่ไปของ AFS จะพบว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
AFS มีชื่อเต็มว่า American Field Service
จุดเริ่มต้นไม่ได้เกี่ยวกับการศึกษาเลย
แต่เริ่มต้นจากหน่วยอาสาสมัครขับรถพยาบาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปีค.ศ. 1914 ที่ทำหน้าที่ลำเลียงผู้บาดเจ็บในแนวหน้า โดยไม่แบ่งฝ่ายหรือสัญชาติ
เมื่อสงครามจบลง อาสาสมัครเหล่านั้นมองว่า วิธีป้องกันสงครามที่ดีที่สุดไม่ใช่อาวุธ แต่คือการทำให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมได้เข้าใจกันมากขึ้น
แนวคิดนี้นำไปสู่การก่อตั้งโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนในปี 1946 และค่อยๆ เติบโตเป็นเครือข่ายทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนในประเทศไทย เริ่มก่อตั้งในปี 1962 โดยรุ่นแรกมีอยู่ทั้งหมด 14 คน
ชื่ออย่างเป็นทางการในประเทศไทย คือ “มูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย – นานาชาติ”
มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนประชาชื่น อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
จุดสำคัญคือ AFS ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคล และไม่ได้เป็นเอเจนซี่ส่งนักเรียนไปเรียนต่อต่างประเทศ
แต่เป็น “องค์กรไม่แสวงหากำไร” ที่ทำงานในรูปแบบมูลนิธิ
ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในเครือข่ายสาขาของ AFS ที่มีอยู่ทั้งหมด 137 ประเทศทั่วโลก
โมเดลการทำงานของ AFS คือการระดมทุนผ่านเงินบริจาค
ส่วนหลักก็คือ “เงินสมทบทุน” ที่ผู้ปกครองจ่ายสำหรับส่งลูกหลานเข้าร่วมโครงการ
โครงการยอดนิยมอย่างการแลกเปลี่ยนระยะ 1 ปี มีอัตราเงินสมทบทุนตั้งแต่ประมาณ 300,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 1,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง และรูปแบบที่พัก
ขณะเดียวกัน AFS ก็ยังมี “ทุนเต็มจำนวน” แต่มีจำนวนจำกัดและการแข่งขันคัดเลือกสูงมาก
หน้าที่ของ AFS คือการเป็นตัวกลางประสานงาน “ทุกอย่าง” ให้กับเด็กที่ได้ไป
ตั้งแต่งานเรื่องเอกสาร วีซ่า ตั๋วเครื่องบิน และหาโรงเรียนให้
คัดกรองและจับคู่นักเรียนกับครอบครัวอุปถัมภ์ (Host Family) ในต่างประเทศ
ตรวจสอบคุณสมบัติ ฝึกอบรม และดูแล Host Family ทั่วโลกให้ได้มาตรฐาน
มีระบบสนับสนุนและดูแลความปลอดภัยตลอดระยะเวลาที่เด็กอยู่ต่างประเทศ ผ่านองค์กรพันธมิตรในแต่ละประเทศ
ไปจนถึงการเรื่อง “วุฒิการศึกษา” เพื่อให้เด็กที่กลับมาแล้วสามารถเรียนต่อได้เลยโดยไม่ต้องซ้ำชั้น
นับเฉพาะของ AFS ในไทย รุ่นล่าสุด มีตัวเลือกให้เด็กไทยได้ไปประมาณ 30 ประเทศ
เหตุผลที่ทำให้เด็กไทยสนใจสมัครสอบจำนวนมากก็มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน
แน่นอนว่า ความหวังสูงสุดคือ “ประสบการณ์” การไปเรียนต่างประเทศ ได้ออกไปเจอโลกกว้าง ได้ฝึกภาษา เรียนรู้วัฒนธรรม และฝึกใช้ชีวิตในต่างแดน
แต่ก็มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่แค่มาลองสมัคร สอบตามเพื่อน เพื่อหาประสบการณ์กับสนามสอบระดับประเทศ
หากสอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสอบได้ หรือได้ไปจริงก็ถือเป็นประสบการณ์ชีวิต
สำหรับคนที่ได้ไปจริง ประสบการณ์ 1 ปี จะกลายเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ล้ำค่า
และเมื่อเรียนจบจนกลับมาแล้ว ก็จะกลายสถานะมาเป็นศิษย์เก่า (Returnee) มีการตั้งเป็นสมาคมเพื่อไว้ติดต่อสื่อสารและสร้างคอนเนคชั่นกัน
คนกลุ่มนี้จะกลับมาเป็นอาสาสมัคร ช่วยให้ความรู้กับรุ่นน้อง หรือช่วยประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ
หรือเมื่อเติบโตขึ้น มีหน้าที่การงาน มีครอบครัว ก็มีบางคนเปิดบ้านรับเป็น Host Family ให้กับเด็กต่างชาติที่มาเยือนไทยบ้าง
ทำให้ AFS มีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สามารถสานต่อโครงการได้เรื่อยๆ
นับเฉพาะในประเทศไทย มีศิษย์เก่าอยู่มากกว่า 30,000 คน มีตัวอย่างคนที่ได้เติบโตมาจนได้ทำงานตำแหน่งสำคัญของประเทศ เช่น
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน
ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน
สนั่น อังอุบลกล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเป็นประธานกรรมการ AFS ประเทศไทย
หรือถ้าในระดับโลก ก็มีตัวอย่างคือ Christine Lagarde อดีตกรรมการผู้จัดการ IMF และประธานธนาคารกลางยุโรป
นอกจากนี้ยังมีระดับผู้นำอีกหลายประเทศที่เป็นศิษย์เก่าของ AFS
แค่เห็นชื่อตัวอย่างศิษย์เก่าก็พอเห็นภาพแล้วว่า AFS มีประวัติมายาวนานขนาดไหน และมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งขนาดไหน
ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงเป็นตำนานที่มีเด็กไทยแย่งกันสอบเข้าร่วมโครงการได้มากขนาดนี้
