บนที่ดินทั้งหมดของจุฬาฯ เขตปทุมวัน 1,153 ไร่ สยามสแควร์, จามจุรีสแควร์, สามย่าน-สวนหลวง เป็นพื้นที่ 3 โซนที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับจัดหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อนำรายได้ส่งกลับมาบำรุงมหาวิทยาลัย
ปี 1964 คือจุดเริ่มต้นพื้นที่ 63 ไร่ครึ่งของสยามสแควร์ ที่จุฬาฯ พัฒนาจากแปลงผักและชุมชนแออัด ให้กลายเป็นอาคารพาณิชย์ จำนวน 596 คูหา โดยนับเป็นโซนแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มีการสร้างตึกแถวขึ้นเป็น 3 ชั้น โดยได้ตั้งชื่อแหล่งการค้าแห่งนี้ว่า ‘ปทุมวันสแควร์’ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น ‘สยามสแควร์’ ในเวลาต่อมา
หลังจากเริ่มสร้างตึกแถว จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาตอกเสาเข็มให้สยามสแควร์กลายเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์อย่างเต็มตัว คือการเข้ามาของ ‘โรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลน’
การปรากฏตัวของ 3 ทหารเสือแห่งวงการภาพยนตร์สแตนด์อะโลนในช่วงยุค 90s ได้แก่ โรงภาพยนตร์สยาม (เปิดปี 1966), ลิโด้ (เปิดปี 1968) และสกาลา (เปิดปี 1969) ไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์ความบันเทิงที่ล้ำสมัยในยุคนั้น
โรงหนังทั้ง 3 แห่งนี้ เปรียบเสมือนจุดปะทุที่ดึงดูดผู้คนมหาศาล สยามสแควร์ในยุคนั้นจึงไม่ได้มีดีแค่ร้านค้าตึกแถว แต่กลายเป็นแหล่งพบปะ อัปเดตแฟชั่น ดูหนัง ฟังเพลง ซึ่งถือเป็นการฝัง DNA ความเป็นป๊อปคัลเจอร์ของวัยรุ่นไทยให้หยั่งรากลึกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ต่อมาพื้นที่ย่านสยามเริ่มฉายแววความเป็นศูนย์กลางทางการค้า หลังจาก ‘กลุ่มสยามพิวรรธน์’ ได้เข้ามาสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการเปิดตัว ‘สยามเซ็นเตอร์’ ในปี 1973 ซึ่งถือเป็นศูนย์การค้าแนวดิ่งแห่งแรกในย่านนั้น
หลังจากนั้น ย่านสยามก็มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าเกิดขึ้นมากมายตามลำดับเวลา เพื่อสร้างมิติให้ย่านเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น
สิบกว่าปีให้หลัง หรือในปี 1985 ‘ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์’ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นตรงสี่แยกปทุมวัน เข้ามาสร้างสีสันให้ย่านสยามเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีมิติมากขึ้น ตามมาด้วย ‘สยามดิสคัฟเวอรี’ ในปี 1997
ปี 1999 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่พลิกโฉมหน้าของย่านนี้ไปตลอดกาล เมื่อระบบขนส่งมวลชนอย่าง รถไฟฟ้าบีทีเอสเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก ‘สถานีสยาม’ ถูกวางให้เป็นสถานีอินเตอร์เชนจ์ใหญ่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของระบบรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทและสายสีลม
การเข้ามาของรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาการจราจรในย่านปทุมวัน แต่ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่พาทราฟฟิกมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ เกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างศูนย์กลางความเจริญและการเดินทางที่สะดวกสบาย
นั่นคือส่วนชิ้นสำคัญที่ดึงดูดให้เกิดการลงทุนศูนย์การค้าใหม่ ๆ ตามมา ทั้ง ‘สยามพารากอน’ (ปี 2005) ตลอดจนรุ่นที่เปิดตัวในยุคหลังอย่าง ‘สยามสแควร์วัน’ (ปี 2014) และ ‘เซ็นเตอร์พอยท์ สยามสแควร์’ (ปี 2015)
ความต้องการแหล่งช้อปปิ้งขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ย่านสยามกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการจับจ่ายใช้สอย สำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ ทุกเพศ ทุกวัย
เกิดชื่อเรียก สยามโซนเย็น (ฝั่งกลุ่มสยามพิวรรธน์) และ สยามโซนร้อน (ฝั่งสยามสแควร์) ซึ่งแม้จะถูกรายล้อมด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ แต่พื้นที่คอมเมอร์เชียลของสยามสแควร์ก็ยังมีความชัดเจนในเรื่องของเทรนด์แฟชั่น ดนตรี และโรงเรียนกวดวิชา
ซึ่งโดดเด่นด้วยสเปซเอาต์ดอร์และกึ่งเอาต์ดอร์ ที่วางบุคลิกให้เป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่น และเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดแบรนด์โลคอลใหม่ ๆ ที่มีดีเอ็นเอของความป๊อปคัลเจอร์
ต่อมาสถานการณ์โรคระบาดในช่วงปี 2019 หรือ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ส่งผลให้กิจการต่าง ๆ ในพื้นที่สยามสแควร์หยุดชะงัก
ในภาวะซบเซาอย่างหนัก จุฬาฯ ได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการปรับปรุงพื้นที่ทางกายภาพของสยามสแควร์ครั้งใหญ่
โดยมุ่งหาทางแก้ปัญหาว่า จะทำอย่างไรให้สยามสแควร์มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ ให้เดินง่าย เดินดี ผ่านการพัฒนาพื้นที่ ที่รับฟังทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รู้ว่าควรปรับปรุงอะไร
หลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด ผลลัพธ์จากการปรับปรุงครั้งใหญ่ ก่อให้เกิด ‘ถนนคนเดิน’ ที่แกนกลางของสยามสแควร์ อย่างซอย 7 ซึ่งสร้างบรรยากาศเดินสยามให้สนุกกว่าเดิม ด้วยร้านค้าสองข้างทางที่เชื่อมต่อถึงกันทุกพื้นที่ และเพิ่มจุดเช็กอินให้ตระเวนถ่ายรูป
ตลอดจนพับลิคสเปซที่มีอีเวนต์ กิจกรรมเอาต์ดอร์ ซึ่งเปิดให้เยาวชนมาจัดแสดงความสามารถฟรี ไม่จำเป็นต้องดนตรีเท่านั้น แต่เป็นการแสดงสร้างสรรค์อะไรก็ได้
รวมถึงโปรเจกต์ที่มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่โบนันซ่ามอลล์เดิมให้กลายเป็นอาคารมิกซ์ยูสโฉมใหม่อย่าง ‘สยามสเคป’ (ปี 2021) พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทั้งสวนพื้นราบ ที่ พาร์ค@สยาม และสวนลอยฟ้า ที่ชั้น 10 อาคารสยามสเคป
ปัจจุบัน แม้จะเคยเผชิญกับภาวะซบเซาอย่างหนักในช่วงวิกฤตโรคระบาด และการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ แต่สยามสแควร์ก็คืนชีพกลับมาได้อีกครั้ง ในฐานะศูนย์กลางทางวัฒนธรรม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นไทย
โดยก้าวต่อไปของสยามสแควร์ คือการพัฒนาโปรเจกต์มิกซ์ยูส ‘CenTRal cENtrAL’ (เซ็นทรัล เซ็นทรัล) พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ บริเวณสี่แยกปทุมวัน ที่เป็นจุดตัดระหว่างถนนพญาไท กับถนนพระรามที่ 1
ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่าง เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ มิตซูบิชิ เอสเตท จากญี่ปุ่น หลังได้รับสัมปทานการให้เช่าช่วงพื้นที่จากจุฬาฯ โดยมูลค่าลงทุนในโครงการรวมกว่า 11,000 ล้านบาท
มิกซ์ยูสเซ็นทรัล เซ็นทรัล ในส่วนศูนย์การค้าที่เป็นพื้นที่ค้าปลีก เตรียมเปิดให้บริการภายในไตรมาส 2 ปี 2027 ตามด้วยอาคารสำนักงานในไตรมาส 4 ปี 2027
ส่วนไฮไลต์สำคัญอย่างโรงแรม ‘ทเวนตี้ไฟว์ อาวเวอร์ส โฮเทล’ (25hours Hotel) จะเปิดในไตรมาส 1 ปี 2029 ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมระดับลักชัวรีที่มีความสนุกสนานและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวระดับโลก ที่เลือกเปิดในกรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 13 เมืองทั่วโลกเท่านั้น
ด้านการบริหารจัดการ ‘ย่านสยาม’ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของจุฬาฯ และทรัพย์สินส่วนพระองค์เป็นหลัก โดยมีสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ เป็นผู้ดูแลจัดการให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีการส่งเสริมกันทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เป็นแลนด์ลอร์ดใหญ่ที่มีทั้งการให้เช่าช่วงต่อและบริหารพื้นที่ด้วยตัวเอง
เรียกว่านับตั้งแต่เริ่มบุกเบิกในปี 1964 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาราว 62 ปี ประโยค ‘เย็นนี้เจอกันที่สยาม’ ที่ทุกคนเข้าใจทันทีว่านี่คือจุดนัดพบของคนเมือง ก็ได้กลับมามีความหมายอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
การมาเจอกันที่สยามสแควร์ในวันนี้ จึงไม่ได้มีแค่การนัดหมาย แต่คือการได้มาใช้ชีวิต กินของอร่อย และสัมผัสประสบการณ์ที่เปลี่ยนเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ มีแฟลกชิปสโตร์ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มาเยือน และเฉพาะที่สยามสแควร์เท่านั้น
ทั้งส่งเสริมสถานะหัวหาดปทุมวัน ให้ยังเป็นย่านหัวแหวนกรุงเทพฯ ที่ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว ตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นไทยต่อไป ท่ามกลางความเจริญของเมืองที่กำลังขยายตัวแบบดาวกระจาย และการแข่งขันในภาครีเทลที่ยังคงเข้มข้นต่อเนื่อง
