ครั้งหนึ่งเคยมีโมเดลธุรกิจ “หนังสือพิมพ์แจกฟรี” ที่ไม่ได้แจกแค่ขำๆ หรือเพื่อการกุศล แต่เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้จริง

หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นคือ M2F เป็นของบริษัท บางกอกโพสต์ จำกัด (มหาชน) เครือสื่อสิ่งพิมพ์เก่าแก่ของไทย 

ในเวลานั้น เครือบางกอกโพสต์มีหนังสือพิมพ์รายวัน 2 ฉบับ ซึ่งวางตำแหน่งตัวเองและแบ่งกลุ่มผู้อ่านกันอย่างชัดเจน

บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ วางขายให้กลุ่มผู้มีรายได้สูงและชาวต่างชาติ

โพสต์ทูเดย์ (PostToday) เป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจภาษาไทย วางขายให้กลุ่มคนทำงาน

แต่บริษัทยังมองเห็นช่องโหว่ใหญ่ในตลาด คือ “ตลาดแมส” หรือคนทั่วไปทั้งหมดที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ

ปัญหาคือ คนกลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์อ่านเป็นประจำ

เพราะเลือกเสพข่าวทางโทรทัศน์ หรือช่องทางออนไลน์มากกว่า

ย้อนไปยุคที่เปิดตัว M2F ในปี พ.ศ. 2554 เป็นช่วงที่คนเริ่มมีสื่อออนไลน์ และใช้โซเชียลมีเดียกันแล้ว

เมื่อคนไม่เดินไปหาหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ก็เลยส่ง M2F ลงมาแจกฟรี เพื่อเล่นในตลาดนี้

ต้นแบบของโมเดลนี้มาจากฮ่องกง ที่มีเทรนด์หนังสือพิมพ์แจกฟรีประสบความสำเร็จมาก่อนแล้ว

M2F ทำออกมาเป็นรูปแบบ “แท็บลอยด์” ขนาดเล็ก มีจำนวนหน้าเพียง 24 หน้า ซึ่งย่อลงมาจากหนังสือพิมพ์ใหญ่

ส่วนเนื้อหาก็เน้นพาดหัวดึงดูด ประเด็นที่น่าสนใจ เป็นข่าวหรือข้อมูลที่ย่อยมาให้แล้ว ไม่หนักเกินไปสำหรับผู้อ่าน

ครอบคลุมเรื่องราวตั้งแต่ข่าวในประเทศ ต่างประเทศ ไลฟ์สไตล์ บันเทิง ไปจนถึงข่าวกีฬา

แจกฟรีทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตามชื่อ M2F ที่ย่อมาจาก Monday to Friday

กระจายแจกตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ (ต่อมาก็ขยายออกต่างจังหวัด)

เน้นเลือกจุดแจกอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้า ตึกสำนักงานใหญ่ๆ จุดเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า และร้านกาแฟ

คำถามสำคัญคือ แจกฟรีให้ขนาดนี้ แล้ว M2F อยู่รอดได้อย่างไร?

คำตอบคือ โมเดลธุรกิจนี้ไม่รอให้คนมาซื้อ แต่ต้อง “ดักรอและแจกฟรี” เพื่อการันตีว่า “ถึงมือกลุ่มเป้าหมายทุกคน”

M2F ล็อคเป้ากลุ่มผู้อ่านไว้ตั้งแต่ต้น คือกลุ่มแมสในกรุงเทพฯ เป็นคนทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนที่ต้องเดินทางเช้าเย็น

ด้วยขนาดแท็บลอยด์ที่เล็ก หยิบจับถนัดมือ ทำให้กวาดสายตาอ่านง่าย คนอ่านไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องใช้เวลาและสมาธิเท่ากับการเปิดอ่านหนังสือพิมพ์เล่มใหญ่

ประกอบกับเนื้อหาที่ชวนให้เข้าไปอ่าน ผ่านการย่อยและสรุปมาให้แล้ว มีตั้งแต่สรุปข่าวสั้น ไปจนถึง “ซุบซิบดารา” และ “ดูดวงรายวัน”

ทำให้ M2F ใช้เวลาอ่านไม่นานก็หมดเล่ม เหมาะกับพฤติกรรมคนที่ไว้อ่านระหว่างเดินทางหรืออยู่บนรถไฟฟ้า

ในช่วงที่พีคที่สุด M2F เคยทำสถิติตีพิมพ์สูงถึง วันละ 600,000 ฉบับ

เมื่อการันตียอดพิมพ์แจกได้หลักแสนฉบับต่อวัน และรู้ว่าจะถึงมือผู้อ่านหรือคนทั่วไปแน่นอน

แบรนด์สินค้าต่างๆ จึงกล้าที่จะทุ่มงบซื้อหน้าโฆษณาในราคาที่สูงมาก

มีตั้งแต่ซื้อพื้นที่โฆษณาแทรกในเล่ม แบบเต็มหน้า หรือแบบใหญ่สุดคือซื้อโฆษณาแทนหน้าปกเลย

ส่งผลให้รายได้จากโฆษณาคุ้มต้นทุนการพิมพ์แบบไม่ยากเย็น

ครั้งหนึ่ง M2F เคยทำกำไรให้เครือบางกอกโพสต์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

จนมีบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์เจ้าอื่นสนใจไอเดียทำแจกฟรีและขายโฆษณาเหมือนกัน

แต่สุดท้ายเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปรับสื่อทางออนไลน์แบบเต็มตัว และที่สำคัญคือเม็ดเงินโฆษณาย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ 

M2F ก็ไปต่อไม่ไหว ต้องปิดตัวลงในปี 2562 ในช่วงเวลาเดียวกับที่ปิดหนังสือพิมพ์หลักอย่างโพสต์ทูเดย์

เหลือไว้เพียงตำนาน 7 ปี 5 เดือน หนังสือพิมพ์แจกฟรีที่เคยมียอดพิมพ์สูงสุดในประเทศไทย