ภาพรวมของเศรษฐกิจครีเอเตอร์หรือ Creator Economy ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยกำลังเติบโต
ทว่าท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้รูปแบบของการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับตัวครั้งใหญ่
ในงาน Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ได้มีการชี้ให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของวงการอย่างชัดเจน ซึ่งสอดรับกับทิศทางของครีเอเตอร์ไทยที่กำลังขยับจากการให้น้ำหนักกับยอดวิวไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพของกลุ่มผู้ชมและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
คุณสุวิตา จรัญวงศ์ CEO & Co-Founder, Tellscore (เทลสกอร์) แพลตฟอร์ม Influencer Marketing สัญชาติไทย และผู้จัดงาน Thailand Influencer Awards และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย ได้มาอัปเดตเทรนด์และแชร์มุมมองภาพรวมของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทย
1.ตลาดโตทะยาน สู่ยุคสิ้นมนต์ขลังยอดผู้ติดตาม
ปัจจุบันตลาดเศรษฐกิจครีเอเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตไปแตะที่ 480 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 16 ล้านล้านบาทภายในปี 2027
ในขณะที่ประเทศไทยมีการประเมินมูลค่าตลาดในปี 2026 ไว้สูงถึง 60,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 40,000 ล้านบาทเมื่อสองปีก่อนหน้า
แม้ขนาดตลาดจะขยายตัวอย่างมาก แต่การเข้ามาของ AI ได้ทำให้ต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ต่ำลงจนเกิดภาวะคอนเทนต์ระดับทั่วไป หรือ Average Content ล้นตลาด
สิ่งนี้ส่งผลให้แนวคิดการประเมินมูลค่าครีเอเตอร์จากจำนวนผู้ติดตามกำลังสิ้นสุดลง เนื่องจากระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้เข้ามาควบคุมการกระจายเนื้อหาแทนหน้าฟีดแบบเดิม
แบรนด์จึงต้องเปลี่ยนผ่านจากการพิจารณาเพียงข้อมูลประชากรศาสตร์ ไปสู่การวัดสัญญาณพฤติกรรมเชิงลึกหรือ Signals ของผู้ฟังแบบเรียลไทม์
สัญญาณเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ระยะเวลาการรับชมวิดีโอต่อเนื่อง 3 วินาทีขึ้นไป การคอมเมนต์ติชมอย่างมีสาระ การแสดงอารมณ์ ไปจนถึงข้อมูลการเปลี่ยนเป็นยอดขาย ซึ่งสามารถนำมาประมวลผลเพื่อประเมินประสิทธิภาพเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้อย่างแม่นยำ
2.การผงาดของ Trust Creator และคอนเทนต์ผู้เชี่ยวชาญ
ในยุคที่ AI สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่แบรนด์กำลังขาดแคลนอย่างหนักไม่ใช่ปริมาณคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์ที่สร้างความไว้วางใจหรือ Trust Content
สิ่งนี้ทำให้เกิดความต้องการครีเอเตอร์สายน้ำดี หรือ Trust Creator ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งความไว้วางใจในการเชื่อมโยงสินค้าระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ตั้งแต่ขั้นการค้นพบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ
ข้อมูลงานวิจัยจากเทลสกอร์ระบุว่าผู้บริโภคถึง 81% ชื่นชอบคอนเทนต์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือ Expert Content ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อหาวิชาการที่ตึงเครียด แต่สามารถสอดแทรกความบันเทิง มุกตลก หรือการเล่าเรื่องที่สนุกสนานได้อย่างกลมกลืน
ด้วยเหตุนี้ แบรนด์กว่า 74% จึงยังคงเลือกลงทุนกับอินฟลูเอนเซอร์ เนื่องจากให้ความคุ้มค่าถึงสามมิติในเนื้อหาเดียว ทั้งในด้านคุณภาพงานผลิต การสื่อสารพูดถึงแบรนด์ และการนำตัวตนรวมถึงความน่าเชื่อถือของครีเอเตอร์มาช่วยการันตี
3.ทะลุจอสู่โลกจริงในฐานะ Physical Creator
รูปแบบการทำคอนเทนต์แบบไม่แสดงตัวตนหรือ Faceless Creator ที่เน้นการตัดต่อเพื่อล่ากระแสยอดวิวชั่วคราวกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจยุคเก่าที่เติบโตได้ยากในระยะยาว
ทิศทางใหม่ที่กำลังมาแรงคือการก้าวสู่การเป็น Physical Creator ที่ขยายตัวตนและกิจกรรมออกจากหน้าจอเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงเพื่อสร้างชุมชนและความผูกพันที่ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มต้นได้จากการจัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ขนาดเล็กกับชุมชนผู้ฟัง ควบคู่ไปกับการผลิตสินค้าของที่ระลึกที่สะท้อนเอกลักษณ์ของช่อง ไปจนถึงการยกระดับความไว้วางใจสู่การเป็นผู้ประกอบการสร้างธุรกิจหรือแบรนด์สินค้าของตนเอง
การก้าวออกนอกโลกออนไลน์เพื่อเชื่อมต่อกับผู้คนนี้ ถือเป็นจุดสร้างรายได้ที่เติบโตและมอบความยั่งยืนสูงสุดในห่วงโซ่ของครีเอเตอร์
4.การยุบรวมของเส้นทางสู่ Social Commerce เต็มรูปแบบ
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ซึ่งระยะห่างระหว่างขั้นตอนการค้นพบผลิตภัณฑ์และการปิดการขายได้ถูกยุบรวมเป็นจุดเดียวกันแบบไร้รอยต่อ
ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนสถานะจากผู้ชมกลายเป็นผู้ซื้อได้ทันทีเพียงแค่คลิกสั่งซื้อผ่านคอนเทนต์ ด้วยเหตุนี้ การทำการตลาดจึงต้องมุ่งเน้นความโปร่งใสและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง
ในฐานะผู้นำวงการ เทลสกอร์ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่ยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ทางแพลตฟอร์มสามารถสร้างรายได้ให้ครีเอเตอร์ไทยไปแล้วกว่า 900 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังเป็นระบบสนับสนุนเครือข่ายครีเอเตอร์กว่า 100,000 คน
โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความหลากหลายและการเปิดรับผู้คนทุกกลุ่ม ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้สูงวัย ผู้พิการ และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อขับเคลื่อนสังคมและอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ไทยให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างมีคุณภาพ
Marketeer FYI: 3 กลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ความเหมือนบนความต่าง
จากรายงาน Futures of Content Creators in Thailand 2035 โดย Tellscore, FutureTales LAB และ TIMS ได้จำแนกนักสร้างสรรค์เนื้อหาออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
เริ่มจาก ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ (Content Creator) ที่เน้นผลิตเนื้อหาให้ความรู้และความบันเทิง สร้างรายได้จากการรีวิวให้แบรนด์ เช่น เขื่อน-ภัทรดนัย (KoenDanai) ผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจจนมีผู้ติดตามกว่า 2.5 ล้านคน
กลุ่มที่สองคือ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ (Influencer) ซึ่งใช้บุคลิกภาพและชื่อเสียงถ่ายทอดไลฟ์สไตล์เพื่อรับรองและแนะนำสินค้า เช่น ดาว-ณัฐภัสสร (zzDaozz) อินฟลูเอนเซอร์สายความงามที่มีผู้ติดตาม 1.2 ล้านคน
กลุ่มสุดท้ายคือ ‘นักขายออนไลน์’ (E-Commerce Creator) ที่เน้นคอนเทนต์โปรโมชันเพื่อปิดการขายอย่างรวดเร็ว ทำรายได้จากยอดขายหรือ Affiliate Marketing เช่น ฟ้า-พักตร์วิภา (Fah_Godzilla) ที่ต่อยอดทักษะนักขายสู่ผู้ประกอบการที่มีผู้ติดตาม 1.4 ล้านคน
แม้ทั้ง 3 กลุ่มจะมีรูปแบบและแหล่งรายได้ต่างกัน แต่จุดร่วมสำคัญคือการมีช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นของตนเอง และผลิตคอนเทนต์สื่อสารอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ ในการทำงานจริง ครีเอเตอร์หนึ่งคนอาจมีความถนัดและสวมบทบาทได้มากกว่าหนึ่งนิยาม
