ตลาดหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่นโดยเฉพาะมังงะและไลท์โนเวล ก้าวข้ามพฤติกรรมการอ่านแบบเดิมสู่การเป็นสินค้าสะสม ผสานพลังของกระแสสื่อผสมอย่างแอนิเมชันและแฟนคลับนักอ่าน 

พร้อมพลิกโฉมกลยุทธ์สำนักพิมพ์สู่ยุคดิจิทัล การจัดอีเวนต์ และโมเดลธุรกิจลิขสิทธิ์ทางเลือกใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

ก่อนอื่น ลองย้อนมาดูเส้นทางตลาดหนังสือในไทย จะพบว่าฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมูลค่ารวมตลาดในปี 2025 ขยายตัวแตะ 6,000 ล้านบาท 

ตลาดหนังสือมีอีบุ๊กและออดิโอบุ๊กพอดแคสต์เป็นส่วนที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในเชิงตัวเลขรายได้ สอดคล้องกับกระแสสื่อผสมที่นำมังงะไปสร้างเป็นแอนิเมชันคุณภาพสูงซึ่งช่วยดันยอดขายหนังสือเล่มพุ่งตาม

แต่ส่วนหนึ่งในการเติบโตของยอดขายตลาดหนังสือแปล ยังมาจากราคาหนังสือมังงะเล่มพิมพ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 99 ถึง 215 บาท หรือเฉลี่ยประมาณ 150 บาทต่อเล่ม 

เนื่องจากต้นทุนและพฤติกรรมนักอ่านที่สามารถอ่านเนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชันจากญี่ปุ่นในราคาที่ถูกกว่าได้ ทำให้การตัดสินใจซื้อหนังสือรูปเล่มจึงเป็นการซื้อเพื่อเก็บสะสมร่วมกับของแถมและของที่ระลึกมากกว่าการซื้อเพื่ออ่านเนื้อหาเพียงอย่างเดียว

เมื่อหนังสือรูปเล่มถูกยกระดับให้เป็นสินค้าสะสม ในขณะที่ร้านหนังสืออิสระทยอยลดจำนวนลง ทิศทางตลาดร้านหนังสือเชนสโตร์สไตล์ญี่ปุ่นในไทยกลับเข้ามาช่วยสร้างความคึกคักและกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ 

โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบมิกซ์แอนด์ไลฟ์สไตล์ อย่างร้านสึทายะ (TSUTAYA) ที่เข้ามาเปิดสาขาในโครงการวัน แบงค็อก ด้วยสเกลพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 1,000 ตารางเมตร หรือคิดเป็นขนาดครึ่งหนึ่งของคิโนะคุนิยะ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ 

พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เน้นเพียงการขายหนังสือเล่ม แต่ยังผสานพื้นที่ร้านกาแฟ เพลง แผ่นเสียง ตลอดจนสื่อบันเทิงอย่างซีดีและบลูเรย์เข้าด้วยกัน การดีไซน์ชั้นวางหนังสือที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจทำให้ร้านหนังสือสไตล์ญี่ปุ่นกลายเป็นทั้งพื้นที่การอ่านและพื้นที่แฮงเอาต์ที่เป็นมิตรสำหรับนักอ่านอย่างแท้จริง

ตลาดหนังสือแปลญี่ปุ่น 6 พันล้าน 

อนิเมะฟีเวอร์หนุนเล่มพิมพ์ 

ไลท์โนเวล-มังงะไทย (กำลัง) ไปไกลกว่าที่คิด

ปี พ.ศ. มูลค่าตลาดหนังสือในไทย มูลค่าตลาดหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่นรวม  เฉพาะหนังสือนิยาย (สัดส่วน 70%) เฉพาะมังงะ และ ไลท์โนเวล (สัดส่วน 30%) 
2564 13,000 3,900 2,730 1,170
2565 15,000 4,500 3,150 1,350
2566 17,000 5,100 3,570 1,530
2567 17,000 5,100 3,570 1,530
2568 20,000 6,000 4,200 1,800
2569 (คาดการณ์) 21,000 6,300 4,410 1,890
หน่วยมูลค่าตลาด: ล้านบาท
ที่มา: Marketeer รวบรวม มูลค่าตลาดหนังสือ อ้างอิง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย มูลค่าตลาดหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น อ้างอิง สำนักพิมพ์พะโล้

 ทีนี้ มามองดูภาพรวม ‘ตลาดหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น’ โดยเฉพาะ จะพบว่ามีสัดส่วนมูลค่าตลาดอยู่ในช่วง 20-30% ของตลาดรวม หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวแตะ 6,300 ล้านบาทในปี 2569 โดยมีกลุ่มมังงะและไลท์โนเวลเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างมูลค่ายอดขายได้ถึง 1,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 30% ของยอดขายหนังสือแปลญี่ปุ่นทั้งหมด 

ซึ่งสาเหตุที่สัดส่วนมูลค่ายอดขายของมังงะและไลท์โนเวลอยู่ที่ 30% และน้อยกว่ากลุ่มหนังสือนิยายที่ครองสัดส่วนมูลค่าตลาดถึง 70% นั้น เป็นเพราะราคาต่อเล่มของหนังสือการ์ตูนหรือมังงะมีราคาที่ต่ำกว่าหนังสือนิยายค่อนข้างมาก โดยมังงะญี่ปุ่นมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150 บาทต่อเล่ม หรืออยู่ในช่วงราคา 99 ถึง 215 บาท 

ในขณะที่หนังสือนิยายมีราคาต่อเล่มที่สูงกว่า ส่งผลให้แม้กลุ่มมังงะและไลท์โนเวลจะมีการตีพิมพ์จำนวนปกออกใหม่เยอะมากจนมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของจำนวนปกหนังสือแปลภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด แต่มูลค่ายอดขายรวมที่เป็นตัวเงินกลับไม่ได้สูงตามสัดส่วนของจำนวนปกเมื่อเทียบกับหนังสือนิยาย 

แต่ตลาดหนังสือแปลญี่ปุ่นโดยเฉพาะมังงะและไลท์โนเวลในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงนิชมาร์เก็ต แต่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ตีพิมพ์ปกใหม่มากที่สุด มิติของโครงสร้างคอนเทนต์ พบว่าในปี 2025 มีการตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนถึง 3,873 ปก ซึ่งเป็นการ์ตูนแปลถึง 3,790 ปก โดยมีสัดส่วนของการ์ตูนญี่ปุ่นสูงถึง 80% แซงหน้าจำนวนการตีพิมพ์หนังสือนิยายแปลที่อยู่ที่ 2,128 ปกอย่างชัดเจน

ทิศทางของผู้บริโภค พบว่าตลาดนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมการอ่านหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความผูกพันของแฟนคลับที่พร้อมจะสนับสนุนสินค้าสะสม การเสพสื่อถูกเปลี่ยนนิยามไปเมื่ออีบุ๊กและแพลตฟอร์มออนไลน์ถูกใช้เพื่อการอ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ปัจจัยหนุนหลักของฉบับเล่มมาจากการจัดงานหนังสือและอีเวนต์การ์ตูนอิสระที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงานมหกรรมหนังสือระดับชาติที่มีสำนักพิมพ์มังงะและไลท์โนเวลเข้าร่วมกว่า 20 แห่ง ซึ่งแม้จะถูกจัดให้บูธอยู่มุมลึกสุดของงาน แต่นักอ่านกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ก็ยังตามไปซื้ออย่างหนาแน่น การเชิญนักเขียนชื่อดังระดับโลกจากญี่ปุ่นผู้แต่งเรื่อง Sword Art Online และ เกิดชาตินี้พี่ต้องเทพ มาร่วมงานด้วยตนเอง ยิ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์เด็กวัยรุ่นมาต่อคิวข้ามคืนเพื่อซื้อหนังสือพร้อมลายเซ็น

ด้านการปรับตัว สำนักพิมพ์และนักแปลไม่สามารถใช้โมเดลธุรกิจแบบเดิมได้ทั้งหมด จึงเกิดกลยุทธ์ใหม่ในการบริหารจัดการลิขสิทธิ์บนโลกออนไลน์ผ่านการติดต่อนักวาดญี่ปุ่นหรือไต้หวันรายเล็กโดยตรงเพื่อนำมาแปลอย่างถูกลิขสิทธิ์และแบ่งรายได้ให้เจ้าของผลงาน จากนั้นจึงมีโมเดลการเลือกซื้อลิขสิทธิ์ผลงานที่มีเฉพาะอีบุ๊กในญี่ปุ่น นำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือรูปเล่มวางขายในไทยเพียงแห่งเดียวเนื่องจากสเกลการพิมพ์ของไทยไม่ต้องใช้จำนวนมหาศาลเท่าญี่ปุ่น

นอกจากการปรับตัวของสำนักพิมพ์ในการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ต่างประเทศแล้ว อีกหนึ่งมิติที่น่าจับตาคือการสร้างสรรค์และผลักดันไลท์โนเวลรวมถึงมังงะที่เขียนขึ้นโดยคนไทย ซึ่งกำลังเติบโตและปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอไปจากอดีต แม้ในปี 2025 จะมีจำนวนการตีพิมพ์การ์ตูนไทยผ่านระบบสำนักพิมพ์กระแสหลักเพียง 83 ปก แต่นักวาดการ์ตูนไทยรุ่นใหม่ได้หันมาผลิตและจำหน่ายเองผ่านช่องทางออนไลน์ การเปิดรับพรีออเดอร์ และการนำผลงานไปขายตามงานอีเวนต์การ์ตูนทำมือหรือการ์ตูนรายย่อย เช่น งานสแควร์คอมิกอเวนิว (Square Comic Avenue) มังงะสตรีท (Manga Street) และคอมิกมาเนีย (Comic Mania) ซึ่งในปี 2026 มีการจัดงานเหล่านี้ถี่ขึ้นจนถึงขั้นจัดเป็นประจำทุกเดือน

ขณะเดียวกัน สำนักพิมพ์ในไทยก็เริ่มกลับมาผลักดันผลงานคนไทยอย่างจริงจัง ทั้งการที่สำนักพิมพ์เดกซ์ (DEX) เริ่มซื้อลิขสิทธิ์และตีพิมพ์การ์ตูนไทยเป็นครั้งแรก รวมถึงสำนักพิมพ์พะโล้ (Pharos Publishing) ก็ได้ขยายมารับต้นฉบับนักวาดการ์ตูนไทยไปตีพิมพ์และจัดจำหน่าย พร้อมช่วยผลักดันนักเขียนและนักวาดไทยไปออกงานในต่างประเทศ 

ยิ่งไปกว่านั้น นักวาดไทยยังสามารถก้าวข้ามกำแพงภาษาในอดีตด้วยการฝึกฝนภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน หรือสร้างสรรค์การ์ตูนแบบไม่มีบทพูด ทำให้สามารถก้าวสู่เวทีระดับสากลได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสำนักพิมพ์ 

เห็นได้ชัดจากการที่นักวาดไทยรับงานออกแบบตัวละครและวาดปกให้ไลท์โนเวลญี่ปุ่นจนถูกนำไปดัดแปลงเป็นมังงะและแอนิเมชัน รวมถึงการเดินทางไปจัดแสดงผลงานในฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น ตลอดจนการคว้ารางวัลระดับโลกอย่าง อินเตอร์เนชันแนล มังงะ อวอร์ด (International Manga Award) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่า มังงะและไลท์โนเวลทั้งที่แปลจากภาษาญี่ปุ่นและที่สร้างสรรค์โดยคนไทยไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นเสาหลักใหม่ที่ช่วยสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล และเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยพยุงภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือไทยในยุคที่ความสนใจของผู้บริโภคเปิดกว้างไปสู่สื่อดิจิทัลและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์