ตลาดมังงะและไลท์โนเวลแปลญี่ปุ่นเปลี่ยนสู่สินค้าสะสมที่ยอดขายเติบโตด้วยกระแสอนิเมะและพลังแฟนคลับ พลิกโฉมกลยุทธ์สำนักพิมพ์สู่ยุคดิจิทัล การจัดอีเวนต์ และโมเดลธุรกิจลิขสิทธิ์ทางเลือกใหม่ 

ภาพรวมตลาดหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น มีสัดส่วนมูลค่าตลาดอยู่ในช่วง 20-30% ของตลาดรวม 20,000 ล้านบาท หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท 

มูลค่าตลาดของมังงะและไลท์โนเวลอยู่ที่ 30% ของตลาดหนังสือแปลญี่ปุ่น ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มหนังสือนิยายที่ครองสัดส่วน 70% เพราะราคาต่อเล่มของหนังสือการ์ตูนหรือมังงะมีราคาที่ต่ำกว่าหนังสือนิยายค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ ส่วนสำคัญในการเติบโตของยอดขายหนังสือแปลญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาจากราคาหนังสือมังงะเล่มพิมพ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 99 ถึง 215 บาท หรือเฉลี่ยประมาณ 150 บาทต่อเล่ม สอดคล้องกับกระแสสื่อผสมที่นำมังงะไปสร้างเป็นแอนิเมชันหรือไลฟ์แอ็คชันคุณภาพสูงซึ่งช่วยดันยอดขายหนังสือเล่มไปในตัว 

ตลาดหนังสือแปลญี่ปุ่น 6 พันล้าน 

อนิเมะฟีเวอร์หนุนเล่มพิมพ์ 

ไลท์โนเวล-มังงะไทย (กำลัง) ไปไกลกว่าที่คิด

ปี พ.ศ. มูลค่าตลาดหนังสือในไทย มูลค่าตลาดหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่นรวม  เฉพาะหนังสือนิยาย (สัดส่วน 70%) เฉพาะมังงะ และ ไลท์โนเวล (สัดส่วน 30%) 
2564 13,000 3,900 2,730 1,170
2565 15,000 4,500 3,150 1,350
2566 17,000 5,100 3,570 1,530
2567 17,000 5,100 3,570 1,530
2568 20,000 6,000 4,200 1,800
2569 (คาดการณ์) 21,000 6,300 4,410 1,890
หน่วยมูลค่าตลาด: ล้านบาท
ที่มา: Marketeer รวบรวม มูลค่าตลาดหนังสือ อ้างอิง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย มูลค่าตลาดหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น อ้างอิง สำนักพิมพ์พะโล้

 ถึงแม้หนังสือแปลญี่ปุ่น นิยายจะมีราคาต่อเล่มที่สูงกว่า แต่กลุ่มมังงะและไลท์โนเวลจะมีการตีพิมพ์จำนวนปกออกใหม่เยอะกว่ามากจนมีสัดส่วนสูงถึง 60% ของจำนวนปกหนังสือแปลญี่ปุ่นทั้งหมด 

ในปี 2568 ตลาดหนังสือในไทยมีการตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนถึง 3,873 ปกใหม่ ซึ่งเป็นการ์ตูนแปลถึง 3,790 ปก โดยมีสัดส่วนของการ์ตูนญี่ปุ่นสูงถึง 80% 

ทิศทางของผู้บริโภค นักอ่านสามารถอ่านเนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชันจากญี่ปุ่นในราคาที่ถูกกว่าได้ 

ทำให้การตัดสินใจซื้อมังงะและไลท์โนเวลรูปเล่มจึงเป็นการซื้อเพื่อเก็บสะสมร่วมกับของแถมและของที่ระลึกมากกว่าการซื้อเพื่ออ่านเนื้อหาเพียงอย่างเดียว

ตลาดมังงะและไลท์โนเวลในไทยจึงถูกขับเคลื่อนด้วยความผูกพันของแฟนคลับที่พร้อมจะสนับสนุนสินค้าสะสม การเสพสื่อถูกเปลี่ยนนิยามไปเมื่ออีบุ๊กและแพลตฟอร์มออนไลน์ถูกใช้เพื่อการอ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็ว 

ปัจจัยหนุนหลักของฉบับเล่มยังมาจากงานหนังสือและอีเวนต์การ์ตูนอิสระที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงานหนังสือระดับชาติที่มีสำนักพิมพ์มังงะและไลท์โนเวลเข้าร่วมกว่า 20 แห่ง ซึ่งมักจะถูกจัดให้บูธอยู่มุมลึกสุดของงาน เนื่องจากนักอ่านกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ยังตามไปซื้ออย่างหนาแน่นอยู่แล้ว 

อย่างในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ช่วงปลายปีนี้ ก็มีการเชิญนักเขียนไลท์โนเวลญี่ปุ่นระดับตำนานมาร่วมงานอย่าง ‘อ. เรคิ คาวาฮาระ’ (ผู้แต่ง Sword Art Online) และ ‘อ. ริฟุจิน นา มาโกะโนะเตะ’ (ผู้แต่ง เกิดชาตินี้พี่ต้องเทพ) 

ด้านการปรับตัว สำนักพิมพ์และนักแปลไม่สามารถใช้โมเดลธุรกิจแบบเดิมได้ทั้งหมด จึงเกิดกลยุทธ์ใหม่ในการบริหารจัดการลิขสิทธิ์บนโลกออนไลน์ผ่านการติดต่อนักวาดญี่ปุ่นหรือไต้หวันรายเล็กโดยตรงเพื่อนำมาแปลอย่างถูกลิขสิทธิ์และแบ่งรายได้ให้เจ้าของผลงาน 

จากนั้นจึงมีโมเดลการเลือกซื้อลิขสิทธิ์ผลงานที่มีเฉพาะอีบุ๊กในญี่ปุ่น นำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือรูปเล่มวางขายในไทยเพียงแห่งเดียวเนื่องจากสเกลการพิมพ์ของไทยไม่ต้องใช้จำนวนสูงเท่าญี่ปุ่น

นอกจากการปรับตัวของสำนักพิมพ์ในการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ต่างประเทศแล้ว อีกหนึ่งมิติที่น่าจับตาคือการสร้างสรรค์และผลักดันไลท์โนเวลรวมถึงมังงะที่เขียนขึ้นโดยคนไทย ซึ่งกำลังเติบโตและปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอไปจากอดีต 

แม้ในปี 2568 จะมีจำนวนการตีพิมพ์การ์ตูนไทยผ่านระบบสำนักพิมพ์กระแสหลักเพียง 83 ปกใหม่ แต่นักวาดการ์ตูนไทยรุ่นใหม่ได้หันมาผลิตและจำหน่ายเองผ่านช่องทางออนไลน์ การเปิดรับพรีออเดอร์ และการนำผลงานไปขายตามงานอีเวนต์การ์ตูนทำมือหรือการ์ตูนรายย่อยที่มีการจัดกันสม่ำเสมอ เช่น งานคอมิกสแควร์, งานคอมิกอเวนิว, งานมังงะสตรีท, งานคอมิกมาเนีย 

ขณะเดียวกัน สำนักพิมพ์ในไทยก็เริ่มกลับมาผลักดันผลงานคนไทยอย่างจริงจัง อย่าง ‘เดกซ์เพรส’ สำนักพิมพ์ในเครือดรีม เอกซ์เพรส เริ่มซื้อลิขสิทธิ์และตีพิมพ์การ์ตูนไทยเป็นครั้งแรก 

หรือ ‘พะโล้’ สำนักพิมพ์สัญชาติไทยรายแรก ๆ ที่ช่วยสร้างสรรค์และผลักดันไลท์โนเวลและมังงะที่เขียนขึ้นโดยคนไทย ก็ร่วมทำงานพานักเขียนและนักวาดไทยไปออกงานในต่างประเทศต่อเนื่อง   

ยิ่งไปกว่านั้น นักวาดไทยยังสามารถก้าวข้ามกำแพงภาษาในอดีตด้วยการฝึกฝนภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน หรือสร้างสรรค์การ์ตูนแบบไม่มีบทพูด ทำให้สามารถก้าวสู่เวทีระดับสากลได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสำนักพิมพ์ 

เห็นได้ชัดจากการที่นักวาดไทยรับงานออกแบบตัวละครและวาดปกให้ไลท์โนเวลญี่ปุ่นจนถูกนำไปดัดแปลงเป็นมังงะและแอนิเมชัน รวมถึงการเดินทางไปจัดแสดงผลงานในฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่า มังงะและไลท์โนเวลทั้งที่แปลจากภาษาญี่ปุ่นและที่สร้างสรรค์โดยคนไทย นับเป็นเสาหลักที่ช่วยสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้อุตสาหกรรมหนังสือไทย ในยุคที่ความสนใจของผู้บริโภคเปิดกว้างไปสู่สื่อดิจิทัลและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์