จีนเริ่มส่งสัญญาณถึงการผลักดันเอไอเพื่อขยายฐานผู้ใช้ไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะย้อนกลับมาช่วยพัฒนาการเทคโนโลยีด้านนี้ในประเทศอีกด้วย 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่านทาง การเสนอให้มีความร่วมมือด้านเอไอ ผ่านเวทีระดับภูมิภาคอย่างองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (เอสซีโอ) 

และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 5 ประเทศ หรือบริกส์ ที่ประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ 

แกนนำในการผลักดันเรื่องนี้คือ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่ได้เสนอ ให้จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เอไอระดับนานาชาติ 

และตั้งเป้าดำเนินโครงการความร่วมมือทางเทคโนโลยีอีก 100 โครงการในอีก 3 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการสร้างชุมชนเอไอแบบโอเพนซอร์ส 

รวมถึงนำเอไอมาช่วยในการผลิตระดับอุตสาหกรรม และการกระชับความร่วมมือในซัพพลายเชนเทคโนโลยีให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

เมื่อนำไปรวมกับแผนปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือด้านเอไอของจีน รวมถึงการจัดตั้งองค์การความร่วมมือด้านเอไอโลก (ดับเบิลยูเอไอซีโอ) 

ที่ให้สัญญาว่าจะให้บริการประมวลผลราคาประหยัด สร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงกัน คลังข้อมูลหลายภาษา และชุมชนโอเพนซอร์สสากล 

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กำลังพยายามส่งออกเอไอทั้งระบบ สู่ตลาดโลก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่แอปพลิเคชัน บริการคลาวด์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ ตัวเร่งความเร็ว และฐานการผลิตชิป 

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจไม่หยุดแค่นั้น เพราะเริ่มมีการวิเคราะห์ว่า นี่คือการเดินหน้าโครงการยักษ์แถบและเส้นทาง Belt and Road Initiative (บีอาร์ไอ) ยุคที่ 2 ซึ่งพระเอก คือ เอไอ 

ที่แม้เป้าหมายหลักจะไม่ใช่เรื่องของสิ่งก่อสร้างเหมือนในอดีต แต่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก 

ย้อนไปหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 จีนใช้วิธีอัดฉีดเงินลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ จนเกิดกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมเหล็ก ปูนซีเมนต์ และเครื่องจักร 

โครงการบีอาร์ไอจึงเกิดขึ้นและเข้ามาช่วยสร้างอุปสงค์ในต่างประเทศเพื่อรองรับกำลังการผลิตเหล่านั้น ผ่านการสร้างถนนและสาธารณูปโภคทุนจีนซึ่งแม้ประเทศที่เปิดรับจะได้ประโยชน์ 

แต่ฝ่ายที่ได้ประโยชน์สูงสุดย่อมเป็นจีน เพราะนอกจากระบายวัสดุก่อสร้างส่วนเกินไปต่างประเทศแล้วยังมี “ถนนสายใหญ่” เชื่อมการลำเลียงสินค้า Made by China ที่ช่วยทำเงินเข้าประเทศอีกด้วย 

ในปัจจุบัน ประเภทอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป แต่ปัญหายังคงเหมือนเดิม โดยจีนได้อัดฉีดทรัพยากรมหาศาลเข้าสู่การพัฒนาโมเดลเอไอ ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ โรงงานผลิตชิป ส่งผลให้เกิดภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน 

อย่างไรก็ตาม ซัพพลายเชนเอไอของจีนไม่ได้ล้นตลาดไปเสียทั้งหมด แต่เกิดภาวะเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี 

จากการที่จีนยังคงขาดแคลนชิปเอไอระดับสูงและหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (เอชบีเอ็ม) เนื่องจากมาตรการล้อมกรอบและปิดกั้นทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ 

ขณะที่ในระดับรองลงมา เช่น ความจุคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และชิปโหนดทั่วไป จีนกลับมีกำลังการผลิตมหาศาล 

ด้วยเหตุนี้ ดีมานด์จากต่างประเทศจึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง และระบบนิเวศเอไอที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีผู้ใช้ที่ยอมจ่ายเงิน มีปริมาณงาน นักพัฒนา และรายได้ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

โดยหากโมเดลและเซิร์ฟเวอร์ของจีนกระจุกตัวอยู่แค่ในตลาดภายในประเทศที่มีการแข่งขันราคาอย่างรุนแรง การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีก็อาจเป็นเพียงโครงการราคาแพงที่ต้องพึ่งพางบประมาณรัฐบาลอยู่เรื่อยไป 

นี่ทำให้จีนพยายามสร้างดีมานด์เอไอจีนในต่างประเทศ ผ่านโมเดลโอเพนซอร์ส แอปพลิเคชันที่ปรับให้มีภาษาต่างประเทศ โครงการฝึกอบรม บริการคลาวด์ และเอไอสำหรับภาคอุตสาหกรรม 

ตลาดต่างประเทศที่จีนหมายตาไว้ คือ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศในเอเชีย ผ่านจุดขาย เอไอในราคาที่เข้าถึงได้ และครอบคลุม 

เพราะบริการภาครัฐ การตรวจงานอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และเมืองแบบสมาร์ตซิตี้ ไม่จำเป็นต้องใช้การประมวลผลระดับสูงสุด แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุน ความพร้อมใช้งาน การติดตั้งในพื้นที่ และแหล่งเงินทุนมากกว่า 

โดยหากแพ็กเกจเอไอราคาประหยัดของจีนครองส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น รายได้และข้อมูลการใช้งานจากต่างประเทศจะสะท้อนกลับมาช่วยสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับเทคโนโลยีของจีนให้สูงขึ้นไปอีกขั้น 

ย้ำถึง ยุทธศาสตร์ด้านเอไอของจีนที่ เน้นการทำกำไรจากขนาดของตลาด โดยพยายามขยายฐานตลาดที่ต่ำกว่าระดับสูงสุด แล้วใช้รายได้จากตลาดนั้นมาเป็นเงินทุนในการไต่ระดับทางเทคโนโลยีขึ้นไป 

ตรงข้ามกับยุทธศาสตร์ด้านเอไอของสหรัฐฯ ที่ เน้นการควบคุมเทคโนโลยีระดับสูงร่วมกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ (ผู้ออกแบบชิปสหรัฐฯ โรงงานผลิตไต้หวัน เอชบีเอ็มเกาหลีใต้

เครื่องมือจากญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์) เพื่อทำกำไรมหาศาลจากความขาดแคลนทางเทคโนโลยี 

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลยังมีข้อได้เปรียบกว่าบีอาร์ไอยุคแรกตรงที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้ยืมระหว่างประเทศระดับรัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว 

แต่สามารถสร้างรายได้ผ่านค่าสมัครสมาชิกคลาวด์ สัญญาบริการ และการร่วมทุน อีกทั้งเครือข่ายนักพัฒนา ความเข้ากันได้ของระบบ และต้นทุนในการย้ายระบบ 

ยังทำให้ลูกค้าผูกพันกับเทคโนโลยีของจีนยาวนานกว่าการสร้างรถไฟหรือท่าเรือเสียอีก 

มีการประเมินว่า ประเทศที่พร้อมเปิดรับ “เอไอจีน” ที่อยู่ใน เบลต์ แอนด์ โรด 2.0 คือประเทศจากบริกส์ เอสซีโอ และดับเบิลยูเอไอซีโอ ซึ่งมีมากถึงเกือบ 40 ประเทศ 

ยุทธศาสตร์ด้านเอไอของจีนเป็นการสะท้อนว่าการแข่งขันด้านเอไอจากนี้ อาจไม่ได้วัดกันแค่วิสัยทัศน์ว่าใครจะผลิตชิปที่ล้ำหน้าที่สุดหรือเทรนโมเดลเอไอที่ฉลาดที่สุดได้เท่านั้น 

แต่ยังตัดสินกันที่ใครสามารถสร้างระบบนิเวศเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดด้วย

ทั้งนี้ เอไอ คือ 1 ใน 3 อุตสาหกรรมใหม่ในภายภาคหน้าของจีน ร่วมกับ หุ่นยนต์ และนวัตกรรมยา

โดยปัจจุบัน แม้จีนยังเป็นเบอร์สองของโลกด้านเอไอ แต่ก็มีระยะห่างจากสหรัฐฯ เบอร์หนึ่งของโลกไม่มาก และพร้อมแซงได้ทุกเมื่ออีกด้วย

พร้อมกันนี้จีนยังแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าสหรัฐฯ จะพยายามปิดกั้นด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่จีนก็แก้เกมได้เสมอ

ซึ่งล่าสุดสิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้คือ การเดินหน้าโครงการ เบลต์ แอนด์ โรด ยุคที่ 2 โดยมีเอไอเป็นพระเอกนั่นเอง / thinkchina