ระยะห่างด้านเอไอระหว่างสหรัฐฯ กับจีน มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยนอกจากการทุ่มงบและพัฒนาบุคลากรด้านนี้ของจีนขึ้นมาเองแล้ว ยังมีที่มาจากการได้ตัวคนเก่งๆ จากสหรัฐฯ ซึ่งขอย้ายค่ายอีกด้วย
เหยา ซุ่นอวี่ อดีตนักวิจัยของโอเพนเอไอ ได้ย้ายไปอยู่กับเทนเซน ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีจีน พร้อมขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายเอไอ โดยเขาได้ประกาศว่าจะมุ่งพัฒนาเอจีไอ หรือเอไอที่มีความสามารถเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์
เดิมทีการพัฒนาเอจีไอ เคยเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐฯ เช่น โอเพนเอไอ แอนธรอปิก และ อัลฟาเบต (บริษัทแม่ของ ดีปไมด์)
ในขณะที่บริษัทจีนเคยเน้นนำเอไอไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม โรงงาน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านชิปประมวลผลจากสหรัฐฯ
โดยก่อนหน้านี้ โรบิน ลี ซีอีโอของ ไป่ตู้ เคยคาดการณ์ว่าโลกอาจต้องรอจนถึงปี 2034 กว่าจะมีเอจีไอใช้ ซึ่งสวนทางกับ อีลอน มัสก์ ที่คาดว่าอาจได้เห็นกันในปี 2026
การไปคว้าตัวบุคลากรชั้นนำจากซิลิคอนวัลเลย์ในสหรัฐฯ ที่กลับจีนให้ไปทำงานด้วย กำลังทำให้การพัฒนาด้านเอไอและเอจีไอของจีน ก้าวหน้าเร็วขึ้น
เหยา ซุ่นอวี่ เผยในงานประชุมเทคโนโลยีที่กรุงปักกิ่งว่า มีเป้าหมายส่วนตัวในการสร้างองค์กรวิจัยเอจีไอ ระยะยาวขึ้นในประเทศจีน ซึ่งการที่จะไปถึงจุดนั้นได้ต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลัก
คือความรู้พื้นฐานที่แน่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง และการสำรวจพรมแดนใหม่ทางเทคโนโลยี
เขาเชื่อว่า แชตจีพีที หรือ โคลด ไม่ใช่เพียงสองซูเปอร์แอปด้านเอไอที่จะครองตลาดเอไอยังมีมูลค่ามหาศาลที่รอการค้นพบอีกนับล้านล้านดอลลาร์
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ ประสิทธิภาพการทำงาน ตามด้วย ต้นทุน ซึ่งแนวทางของจีนจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเอไอโมเดลขนาดเล็ก ที่ให้ผลลัพธ์เสถียรและแม่นยำในการทำงานพื้นฐาน
ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า จากนี้การพัฒนาด้านเอไอของจีนจะเร็วขึ้นแบบติดปีก เพราะคนเก่งด้านเอไอชาวจีนหรือผู้มีเชื้อสายจีนต่างพากันกลับบ้านเกิด

เริ่มจาก เหา โจว อดีตนักวิจัยจาก ดีปไมด์ ย้ายไปอยู่กับอาลีบาบา เพื่อพัฒนาโมเดล คิวเวน เอไอ
ต่อด้วย อู๋ หย่งฮุย อดีตรองประธานฝ่ายวิจัยจากบริษัทเดียวกัน ก็ย้ายไปคุมทีมวิจัยเอไอ ไบทต์แดนซ์ ซีดของ ไบทต์แดนซ์ (บริษัทแม่ ติ๊กต็อก)
และ หยาง จื้อหลิน ผู้ก่อตั้ง มูนช็อต สตาร์ทอัพเอไอ เจ้าของโมเดลเอไอคิมิ ก็เคยอยู่กับ เมทา เอไอ และ กูเกิล เบรนมาก่อน
การย้ายงานของคนในวงการสหรัฐฯ ไปอยู่จีน ไม่ได้มาจากความอยากกลับบ้านเกิดเท่านั้น แต่ยังมาจาก ด้านนโยบายการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ที่มีความเข้มงวดขึ้น
จนกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และการทำงาน ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนตัดสินใจเดินทางกลับไปทำงานในบ้านเกิดมากขึ้น
นี่เป็นสาเหตุเดียวกับการย้ายกลับจีน ของบรรดานักวิทยาศาสตร์และเซียนเทคโนโลยีชาวจีน ที่อยู่ในสหรัฐฯ มาหลายสิบปี หรือปัญหา สมองไหลย้อนกลับ
สะท้อนว่า การใช้นโยบายที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำพิษ หลังไม่สามารถรั้งตัวนักวิชาการต่างชาติเก่งๆ ทั้งชาวจีนและผู้ที่มีพื้นเพจากประเทศอื่นไว้ได้อีกต่อไป
ทั้งที่เคยสามารถดึงนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากต่างประเทศไว้ในระยะยาว ช่วยผลักดันให้ขึ้นมาเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาตลอดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

สำหรับสถานการณ์ดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กับ จีน กำลังแข่งขันด้านเอไอกันอย่างดุเดือด โดยแม้สหรัฐฯ ยังเป็นเบอร์หนึ่งของโลก แต่จีนก็เป็นเบอร์สองที่หายใจรดต้นคอแล้ว และพร้อมแซงได้ทุกเมื่อ
ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้จีนไล่ตามด้านเอไอสหรัฐฯ มาติดๆ และการพัฒนาด้านนี้จะเร็วขึ้นอีกอย่างมากจากนี้ คือการคว้าตัวผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอชาวจีนที่พากันกลับบ้านเกิด เพราะผลกระทบจากนโยบายไม่เป็นมิตรต่อชาวต่างชาติของสหรัฐฯ นั่นเอง / cnbc
