กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) จัดงาน KBTG Techtopia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยเซกชั่น Prompts Won’t Save Us: Imagining Human-AI Experiences Beyond Chatboxes 

โดยทีมดีไซเนอร์จาก Beacon Interface ภายใต้ KBTG ซึ่งเป็นสตูดิโอออกแบบดีกรีรางวัล DEmark ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานแอปพลิเคชันที่ลูกค้าคุ้นเคยกันดีอย่าง K PLUS, MAKE by KBank, เหมียวจด, K SHOP หรือ ‘ขุนทอง’ แชทบอทเหรัญญิกประจำกลุ่ม LINE เพื่อช่วยจัดการเรื่องการหารค่าใช้จ่ายในกลุ่มไลน์ได้อย่างสะดวก

Chonnipa Kanapornchai, Advanced Designer, KASIKORN Business-Technology Group / Paruj Phanthongdee, Senior Designer, KASIKORN Business-Technology Group / Thanawit Prasongpongchai, Advanced Designer, KASIKORN Business-Technology Group

Prompts Won’t Save Us คืออะไร

การพรอมต์ (Prompt) คือการพิมพ์คำสั่งเพื่อสั่งให้เอไอทำงานบางอย่างแทนเรา ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้งานที่ผู้คนคุ้นเคยกันดีผ่านกล่องแชทบ็อกซ์

ส่วน Prompts Won’t Save Us หมายถึงแนวคิดที่เชื่อว่าการพิมพ์คำสั่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเอไอ 

เพราะเมื่อโจทย์มีความซับซ้อน การพรอมต์จะกลายเป็นการผลักภาระให้มนุษย์ต้องพยายามสื่อสารและอธิบายรายละเอียดอย่างหนัก แทนที่จะเป็นฝ่ายเอไอที่พยายามทำความเข้าใจมนุษย์

ทั้งนี้ การก้าวข้ามขีดจำกัดของกล่องข้อความ สามารถแบ่งออกเป็น 3 แนวคิดใหญ่ ๆ ดังนี้

แนวคิดที่ 1: การออกแบบเอไอให้เข้าใจมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติ 

การเริ่มต้นที่ดีคือการสื่อสารที่ใช้ความพยายามน้อยลง เราสามารถเปลี่ยนจากการพิมพ์คำสั่งที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก มาเป็นการพูดคุยโต้ตอบให้เอไอค่อย ๆ เก็บข้อมูลบริบท หรือการผสานเทคโนโลยีเข้ากับสิ่งของในชีวิตประจำวัน 

เช่น หวีที่สามารถตรวจจับสภาพเส้นผม หรือกระจกที่วัดสัดส่วนใบหน้าแล้วแนะนำทรงผมได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์คำสั่ง 

รวมถึงแนวคิดการใช้ Human Card หรือบัตรดิจิทัลที่สะสมข้อมูลตัวตนและความชอบส่วนบุคคล เพื่อให้เอไอรับรู้บริบทได้ทันทีเพียงแค่สแกนบัตร 

ทักษะที่ต้องระวังในขั้นนี้ คือ การรักษาสมดุล เพราะหากพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป มนุษย์อาจสูญเสียทักษะการสื่อสาร และต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

แนวคิดที่ 2: การออกแบบเอไอเพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญของมนุษย์ 

เอไอจะเก่งกาจได้เท่ากับระดับความสามารถของคนที่ใช้งานมันอยู่เท่านั้น หากเปรียบเอไอเป็นตัวต่อเลโก้ ผลงานที่ออกมาจะธรรมดาหรือสร้างสรรค์ย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ต่อ 

การทำงานร่วมกับเอไอจึงไม่ควรจบแค่การรับคำสั่ง แต่เอไอควรมีบทบาทช่วยมนุษย์ตีกรอบปัญหาใหม่ และพาไปสู่สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองไม่รู้

ทักษะที่จำเป็นในขั้นนี้ คือ การตั้งคำถามและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อเริ่มต้นจากปัญหาความง่ายในการใช้งานแอปพลิเคชัน เอไอสามารถขยายมุมมองพาผู้ใช้ไปสู่เรื่องความมีประโยชน์ 

การสร้างการรับรู้ การยอมรับผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงศาสตร์ด้านการตลาด โดยเอไอทำหน้าที่จัดการข้อมูลและคอร์สเรียน เพื่อให้มนุษย์มีเวลาโฟกัสกับการพัฒนาตนเองให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น

แนวคิดที่ 3: มนุษย์ในฐานะ Auteur ผู้สร้างความแตกต่าง 

เมื่อทุกคนสามารถใช้เอไอสร้างผลงานได้อย่างรวดเร็ว งานในท้องตลาดก็จะเริ่มมีหน้าตาคล้ายคลึงและจืดชืดเหมือนกันไปหมด จุดสุดท้ายของการก้าวข้ามขีดจำกัด คือการที่มนุษย์ต้องเป็นผู้สร้างความแตกต่างทักษะที่จำเป็นมาก

ในขั้นนี้ คือ การใส่ลายเซ็นและวิสัยทัศน์เฉพาะตัว เปรียบเสมือนวาทยากรที่แม้จะใช้นักร้องกลุ่มเดิมและโน้ตเพลงเดียวกัน แต่ผลงานที่ถ่ายทอดออกมาจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงตามการกำกับของแต่ละคน 

การทำงานร่วมกับเอไอจึงควรก้าวข้ามจากการเป็นแค่ช่างฝีมือ หรือลูกค้าที่สั่งงานแล้วรอรับผลลัพธ์ ไปสู่การเป็น Auteur หรือผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีวิสัยทัศน์ โดยใช้อินเทอร์เฟซอย่างกระดานทำงานขนาดใหญ่ที่สามารถวาด ลาก ปรับระดับอารมณ์ของชิ้นงานได้โดยตรง 

หรือการใช้เอไอสไตล์ผู้ท้าทายที่คอยตั้งคำถามย้อนกลับเพื่อเค้นเหตุผลในใจของมนุษย์ออกมา ทำให้ผลงานมีเอกลักษณ์และสะท้อนตัวตนอย่างแท้จริง

ทีมดีไซเนอร์จาก KBTG กล่าวปิดท้ายเซกชั่น การสร้างประสบการณ์ทำงานร่วมกับเอไอที่ลึกซึ้งนั้นไม่ง่าย และต้องอาศัยการออกแบบที่เข้าใจบริบทของมนุษย์ แต่เมื่อเครื่องมือถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมศักยภาพ ผลงานที่ได้จะสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล

สุดท้ายหากเราต้องการสร้างผลงานที่โดดเด่นในยุคเทคโนโลยี เราต้องมีวิสัยทัศน์และไม่ปล่อยให้กล่องข้อความมาตีกรอบจินตนาการ

เพราะคนส่วนใหญ่ ‘ชอบสั่งให้เอไอทำงานแทน’

แต่คนที่เก่ง ๆ ‘จะใช้เอไอกระตุ้นวิสัยทัศน์ตามแผนที่วางไว้’ 

ถ้าวันนี้…คุณอยากเป็น ‘ตัวจริงเฉพาะเรื่อง’ คุณไม่มีวันยอมให้กล่องข้อความมากำหนดขีดจำกัดของคุณ